
สมยศเปิดหลักฐานกริชสุดาโยงชุดดำ
สมยศเปิดหลักฐานกริชสุดาโยงชุดดำ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกรณี'ประยุทธ์'ตั้งสนช. 'บิ๊กป๊อก'ปัดนายกฯสั่งสกัดม็อบ
19ก.ย. 2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รอง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำ นปช. เดินทางเข้าพบ เพื่อขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม อย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับคดีการจับกุมชายชุดดำ ว่า เมื่อวานนี้ (18กย.) หลังจากได้มีการพูดคุยกัน ก็ได้มีการชี้แจ้งให้ผู้เดินทางเข้าพบ ได้เข้าใจถึงกระบวนการการทำงานของเจ้าหน้าที่แล้วว่า เราสามารถตรวจสอบเรื่องใดได้บ้าง บางเรื่องก็ไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงได้ เนื่องจากเป็นขั้นตอนการสอบสวนของดีเอสไอ.
ก็ได้ชี้แจ้งไปชัดเจนแล้วว่า การเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.21 รอ.) ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และขอคืนพื้นที่จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ยังไม่เกี่ยวข้องกับกรณีการจับกุมทำแผนชายชุดดำ และตนไม่เคยพูดเลยว่า กลุ่ม นปช.เป็นผู้ก่อความรุนแรง แต่หากพบว่า การสอบสวนเชื่อมโยงไปที่ใคร ก็ต้องทำการจับกุมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรณีน.ส.กริชสุดา คุณะเสน จะมาพูดว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชายชุดดำไม่ได้ เพราะจากการเข้าไปตรวจค้นบ้านพักของนางสาวกริชสุดา ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พบหลักฐานจำนวนมาก อาทิ หลักฐานการโอนเงินให้กับชายชุดดำ เพื่อนำไปก่อเหตุ
"เพราะฉะนั้น จะมาพูดว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ ผมไม่ได้ใส่ร้าย ถ้าคุณออกคลิปถามมาอีก ผมก็จะหาหลักฐานมาตอบคุณอีกอย่างแน่นอน " พล.ต.อ.สมยศ กล่าวพร้อมโชว์หลักฐานต่างๆ ที่ค้นเจอที่บ้านพักของน.ส.กริชสุดาให้กับสื่อมวลชนได้ตรวจสอบ
ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกรณี'ประยุทธ์'ตั้งสนช.
นายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องขอให้ตรวจสอบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่มีความหลากหลาย และเอื้อประโยชน์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และกรณีที่ขอให้ตรวจสอบสนช.ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงกรณีที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเข้าร่วมเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน และขัดต่อประมวลจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาคำร้องดังกล่าวต้องเข้าใจว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญ 50 ได้ถูกยกเลิกไปแล้วและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวถูกประกาศใช้ ซึ่งการพิจารณาก็ต้องยึดตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเหตุที่ยกคำร้องเนื่องจาก ในประเด็นพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งสนช.นั้น เห็นว่า ตามพ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่แต่งตั้งสนช.เป็นหัวหน้าคสช. ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการ หรือบุคคลตามมาตรา 13 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนที่คำร้องอ้างว่าการกระทำของหัวหน้าคสช.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ก็เห็นว่า มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว กำหนดให้บรรดาประกาศและคำสั่งของคสช. หรือคำสั่งของหัวหน้าคสช. ที่ได้ประกาศในระหว่างวันที่ 22 พ.ค. จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะกระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและถือเป็นที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าประกาศแต่งตั้งสนช.ของพล.อ.ประยุทธ์ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่สนช.มีมติเสนอพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ได้ให้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะกรณีบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่การแต่งตั้งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯของสนช.ถือเป็นเรื่องของการกระทำของสนช.ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจฯจะพิจารณาได้ ขณะที่ในประเด็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.นั้น ผู้ตรวจฯ เห็นว่าการเสนอชื่อดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหาสปช. ที่กำหนดให้นิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน และองค์กรภาครัฐมีสิทธิที่จะเสนอบุคคลเข้ารับการสรรหา ดังนั้นกรณีนี้การที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเข้าเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการสรรหานั้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นปัญหาต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
"การที่ผู้ร้องในลักษณะนี้เพราะกลัวว่าบรรดาองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะใช้โอกาสนี้เข้าไปรักษาผลประโยชน์ของตนเอง จึงกลัวว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในการเสนอชื่อเป็นแค่ขั้นตอนเบื้องต้นของการสรรหา และไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสปช. เพราะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหา อีกทั้งตามกฎหมายก็ได้ระบุให้สมาชิกสปช.มีแค่ 250 คน การที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเสนอชื่อได้แค่ 2 คน คงไม่มีอำนาจที่จะไปกำหนดให้ใครทำอะไรอย่างไรได้ ในทางกลับกัน การที่มีบุคคลในองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้รับการสรรหาเข้าไปอยู่ในสปช.น่าจะเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ อย่างเช่น องค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีภาระหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็น่าที่จะเป็นองค์กรที่เข้าไปมีส่วนร่วม หรือมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาและอาจเข้าไปมีส่วนร่วมออกข้อเสนอในชั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่มีการกระทำหรือข้อเท็จจริงใดที่เรื่องดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ"นายเฉลิมศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติเอกฉันท์ของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้เป็นของผู้ตรวจการแผ่นดินเพียง 2 คนคือนางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจฯ และนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจฯ เนื่องจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ได้ลาออกไปก่อนและแม้ก่อนลาออกก็ได้แสดงตนว่าจะไม่ร่วมพิจารณาในคำร้องดังกล่าวเพราะถือว่ามีส่วนได้เสีย
'เจตน์'ชี้ยังมีการเคลื่อนไหวใต้ดินต้านรัฐ ทำให้ยกเลิกอัยการศึกไม่ได้
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงที่รัฐบาลยังไม่ยกเลิกการประกาศกฏอัยการศึก ว่า เป็นเพราะรัฐบาลต้องการดำเนินการเรื่องปรองดอง การยกเลิกหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งเท่าที่ทราบยังมีการเคลื่อนไหวใต้ดินอยู่ จึงเป็นผลทำให้ยังยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ได้ และต้องให้ฝ่ายข่าวกรองประเมิน ส่วนที่ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของมวลชนหลังจากนี้จะเกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องปากท้อง นั้น คงต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี รัฐบาลก็ได้บรรจุเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนแล้ว แต่สิ่งที่จะช่วยได้คืองบประมาณที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งงบประมาณที่ยังค้างท่ออยู่หลายแสนล้านบาทที่หน่วยงานจะต้องเร่งใช้จ่ายเพื่อเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่รัฐบาลต้องควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันการทุจริตด้วย หากทำเรื่องเหล่านี้ได้จะเป็นการดี
'บิ๊กป๊อก'ปัดนายกฯสั่งสกัดม็อบ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การประชุมที่กระทรวงกลาโหมวันนี้เป็นการมอบนโยบายด้านความมั่นคง โดยส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทย ก็มีเรื่องของรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องการให้พื้นที่อันตรายมีการติดตั้งไฟฟ้า ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการไฟฟ้านครหลวง ในบางพื้นที่ที่ต้องมีกล้องซีซีทีวี ก็จะเกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครและส่วนท้องถิ่น รวมถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่วนปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มท.เป็นกรรมการในส่วนของกอ.รมน. แต่ถ้าในส่วนศอ.บต. มท.ก็มีแผนงานที่เกี่ยวข้องกัน ตนเคยกำชับไปแล้วว่าแผนงานใดที่จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ ที่เราเรียกว่าการเมือง ไปเอาชนะจิตใจให้ประชาชนมีความสุข มีความเป็นธรรม ขอให้ทุกกรมทำงานให้เต็มที่แล้วเร่งดำเนินโดยการจะมีตัวชี้วัดด้วย
เมื่อถามว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ มท.สกัดม็อบไม่ให้เข้ามานั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อย่าใช้คำว่าม็อบเลย ที่ท่านนายกหมายถึงคือ ถ้าประชาชนมีปัญหาอะไร ขอให้หน่วยงานได้แก้ไขในพื้นที่ ไม่ใช่การสกัดม็อบ เขามีทุกข์อะไร ก็ให้แก้ไขในพื้นที่ให้หมด เช่น ศูนย์ดำรงธรรมก็สามารถลิงค์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ส่งขึ้นมาในระดับที่สูงขึ้นไป ส่วนเรื่องม็อบ ตนยืนยันว่า มท.มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สังคมจะเจริญได้ต้องอยู่บนพื้นฐานความสงบเรียบร้อยและมั่นคง ดังนั้น แม้พื้นที่บางแห่งจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆ เขาก็ชอบคนละพรรค ก็อยู่กันได้
“การที่จะไประดมม็อบมา ไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด มีการไปยุยง เพื่อเอาไปต่อรองกรณีอื่นๆ จะก่อความไม่สงบเรียบร้อย อันนี้ไม่ใช่แนวทางที่จะไปร้องศูนย์ดำรงธรรม แต่จะต้องสร้างความเข้าใจ ซึ่งตนก็เข้าใจประชาชนตอนนี้สูงมากทีเดียวว่า เดินไปไม่ได้หรอกเส้นนั้น เขารู้กันดี เราทุกคนก็รู้ว่าประเทศเราเสียโอกาสไปแค่ไหน ประเทศไทยมีอะไรดีๆ เยอะ แต่พอไม่สงบ การท่องเที่ยวก็เสียหาย กระทบส่วนอื่นไปหมด ” รมว.มท. กล่าว
นอกจากนี้ รมว.มท.ยังกล่าวถึงกรณีที่มีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิตที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ว่า นายกฯได้บัญชามาว่า ตามที่มท.รับผิดชอบในส่วนของท้องถิ่น จึงมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักเที่ยวโดยต้องมีมาตรการที่ดี



