
ทุน 'กลุ่มไอเอส' นี้ได้แต่ใดมา
21 ก.ย. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ทุน 'กลุ่มไอเอส' นี้ได้แต่ใดมา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
"อะไรเอ่ย ยิ่งปราบยิ่งโต" ถ้าให้สาลิกาลิ้นทองอย่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา ตอบ คำตอบคงไม่ใช่ต้นไมยราบหรือการทุจริตคอร์รัปชั่น หากแต่เป็นกลุ่มนักรบญิฮัดกลุ่มรัฐอิสลาม(ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของโลกแทนที่กลุ่มอัลไกดา ล่าสุด สาลิกาลิ้นทองโอบามาเพิ่งใช้ความสามารถเป็นเลิศในการพูดโน้มน้าวใจประเทศพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกกลาง ให้ร่วมกันทำสงครามกับไอเอส รวมไปถึงเกลี้ยกล่อมรัฐสภาให้ลงมติเห็นชอบให้เพิ่มอำนาจกองทัพในการฝึกฝนและติดอาวุธให้แก่กลุ่มกบฏซีเรียให้ทำสงคราม 2 แนวรบไปพร้อมๆ กัน ทั้งต่อต้านรัฐบาลดามัสกัส คู่ขนานไปกับการต่อสู้กับไอเอส ตามแผนบันได 3 ขั้นเพื่อจัดการกับกลุ่มไอเอสให้สิ้นซาก
เริ่มตั้งแต่จะใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างเป็นระบบต่อกลุ่มไอเอสทั้งในซีเรียและอิรักด้วยวิธี "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" นั่นก็คือถ้าคุกคามอเมริกาเมื่อใดก็จะไม่มีสถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป ตามด้วยการส่งที่ปรึกษาอีก 475 คนไปเพิ่มในอิรักเพื่อสนับสนุนทหารอิรักและชาวเคิร์ดในเรื่องของการฝึก ข่าวกรองและยุทธปัจจัย ส่วนบันไดขั้นสุดท้ายก็คือสหรัฐจะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในการยับยั้งการหลั่งไหลของนักรบต่างชาติ ทั้งเข้าและออกจากตะวันออกกลาง
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่ใช่น้อยที่ผู้นำทำเนียบขาวกระเหี้ยนกระหือรือที่จะปราบปรามกลุ่มไอเอสให้สิ้นซาก ทั้งๆ ที่โลกเพิ่งจะเริ่มคุ้นหูกับชื่อของกลุ่มไอเอสได้เพียงไม่กี่เดือน และยิ่งไม่น่าเชื่อมากกว่านั้นก็คือ ชั่วแค่ไม่เดือนที่ตกเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก พลพรรคของกลุ่มไอเอสจะเติบโตอย่างรวดเร็วพอๆ กับเชื้อมรณะอีโบลา จากเดิมที่ซีไอเอประเมินว่ามีราว 10,000 คนกระจายอยู่ทั่วอิรักและซีเรีย แต่ขณะนี้เพิ่มเป็น 20,000-31,500 คน หรือบางกระแสประโคมข่าวว่าอาจจะมากถึง 50,000 คน ล้วนแต่เป็นนักรบอาสาจากอย่างน้อย 50 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะจากแดนดินถิ่นอินทรี จากยุโรป เอเชีย แอฟริกาและละตินอเมริกา
ที่แปลกมากไปกว่านั้นก็คือการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของนักรบอาสาของไอเอสมีขึ้นขณะที่สื่อตะวันตกพร้อมใจกันสร้างภาพกลุ่มไอเอสว่าเป็นจอมมารร้ายกระหายเลือดที่โหดเหี้ยม ฆ่าคนเป็นผักปลาและอย่างเลือดเย็น อาทิ การฆ่าตัดคอนักข่าวอย่างน้อย 5 คน ไม่นับรวมการสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยยาซาดี สังหารหมู่ชาวเคิร์ด และชาวคริสต์อิรัก
อีกครั้งหนึ่ง ที่สื่อตะวันตกพร้อมใจกันรายงานข่าวเชิงโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามว่าถ้าหากไอเอสชั่วร้ายอย่างไร้ใครเทียมทาน แสดงว่าจิตใจของคนทั่วโลกโน้มเอียงไปในทางชั่วร้าย นิยมความรุนแรงเช่นกันเช่นนั้นหรือ จึงยอมเป็นสมุนของจอมมารร้าย แทนที่จะไปเข้าข้างจอมเทพอย่างโอบามา ที่เพิ่งจะคิดกำจัดไอเอสให้หมดสิ้นหลังจากไอเอสสามารถรุกคืบยึดแหล่งน้ำมันได้แหล่งแล้วแหล่งเล่า ทั้งๆ ที่ไอเอสก่อการในอิรักและซีเรียมานานเป็นปี หนำซ้ำ ไม่เคยส่งออกการก่อการร้ายไปที่ยุโรปหรือที่แดนดินถิ่นอินทรีแม้แต่ครั้งเดียว
ว่าไปแล้ว ก็เป็นการรายงานข่าวโฆษณาชวนเชื่อแทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากการสร้างข่าวลวงโลกในยุคของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งได้ละเลงภาพของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก อดีตลูกหม้อของซีไอเอว่ากระหายอำนาจและมีอาวุธประสิทธิภาพทำลายล้างสูงไว้ในความครอบครอง แต่จนถึงขณะนี้กลับไม่พบหลักฐานแม้แต่น้อยแม้ว่าซัดดัมจะถูกโค่นและถูกแขวนคอนานสิบปีแล้วก็ตาม
นอกเหนือจากยิ่งปราบยิ่งโต หรือยิ่งกล่าวหาว่าเป็นจอมารร้ายแต่กลับยิ่งมีคนอาสามาร่วมรบมากขึ้นอย่างชนิดก้าวกระโดดแล้ว สื่อตะวันตกยังอ้างแหล่งข่าวของซีไอเอเจ้าเก่าว่า ไอเอสยังเป็น "มาเฟีย" จอมโฉดที่หาเงินด้วยวิธีการสกปรกทุกรูปแบบจนทำให้ร่ำรวยมหาศาลยิ่งกว่ากลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ หรืออาจมีรายได้มากกว่างบประมาณของบางประเทศเสียอีก เจ้าหน้าที่สหรัฐบางรายเผยว่าไอเอสมีรายได้ถึงอย่างน้อยวันละ 1-2 ล้านดอลลาร์จากเดิมที่เคยมีรายได้แค่เดือนละ 8 ล้านดอลลาร์ ทำให้ขณะนี้มีทุนสำหรับก่อการร้ายแล้วถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 62,000 ล้านบาท)
สื่อตะวันตกพร้อมใจกันรายงานว่าในตอนแรก กลุ่มไอเอสได้รับเงินสนับสนุนลับๆ จากบางประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดพญาอินทรีอเมริกา อาทิ กาตาร์ คูเวต และซาอุดีอาระเบีย เหมือนๆ กับกลุ่มอัลไกดา แต่เมื่อถูกสหรัฐและตะวันตกสกัดกั้นมากขึ้นรวมไปถึงการขึ้นบัญชีดำผู้ต้องสงสัยกว่า 20 คนว่าแอบทำธุรกรรมการเงินกับไอเอส กลุ่มไอเอสจึงหารายได้จากแหล่งอื่นๆ ซึ่งท้ายที่สุดสามารถหาได้มากกว่าจากการบริจาคเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการรีดไถ การตบทรัพย์ การปล้นธนาคาร การลักพาตัวนักข่าวแล้วเรียกค่าไถ่จากรัฐบาลตะวันตก เชื่อว่ามีรัฐบาลอย่างน้อย 2 ประเทศคือฝรั่งเศสและสเปนได้แอบจ่ายค่าไถ่จำนวนหลายล้านดอลาร์ผ่านคนกลางแลกกับการปล่อยตัวประกันเหล่านั้น อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสปฏิเสธข่าวนี้ นอกจากนี้ไอเอสยังมีรายได้จากการค้าผู้หญิงและเด็ก การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน การลักลอบวัตถุโบราณและการลักลอบค้าน้ำมันผ่านคนกลางในจอร์แดนและตุรกี เป็นต้น
ซึ่งรายได้ประการหลังนี้เองที่ทำให้สหรัฐเต้นเป็นเจ้าเข้า เนื่องจากเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่หาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันที่ยึดได้เหมือนกับที่สหรัฐทำมาตลอดในยุคของอดีตประธานาธิบดีบุช แหล่งข่าวของซีไอเอเปิดเผยว่ากลุ่มไอเอสมีรายได้มหาศาลจากการลักลอบค้าน้ำมันจากบ่อน้ำมันอย่างน้อย 11 แห่งที่ยึดได้บริเวณตอนเหนือของอิรักและทางตะวันออกของซีเรีย แล้วแอบขายให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านพ่อค้าคนกลางในจอร์แดนและตุรกีในราคาถูกแค่บาร์เรลละ 25-60 ดอลลาร์ จากปกติที่ขายกันในตลาดโลกบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์
อย่างนี้เท่ากับตบหน้าทำเนียบขาวชัดๆ แล้วอย่างนี้โอบามาจะยอมนิ่งเฉยได้หรือ
-----------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ทุน 'กลุ่มไอเอส' นี้ได้แต่ใดมา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



