ข่าว

‘อภิสิทธิ์’พร้อมสู้สู้คดียุบปชป.แจงกกต.

‘อภิสิทธิ์’พร้อมสู้สู้คดียุบปชป.แจงกกต.

18 ก.ย. 2557

‘อภิสิทธิ์’พร้อมสู้สู้คดียุบปชป.แจงกกต. แดงร้องรู้เห็นเป็นใจให้สมาชิกและกก.บห.ไปขึ้นเวทีชุมนุมกปปส. กกต.ส่งชื่อสรรหาสปช.ลอตแรกถึงคสช.

              18ก.ยซ2557 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ แกนนำนปช.และคณะร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานรู้เห็นเป็นใจให้สมาชิกและกรรมการบริหารพรรคไปขึ้นเวทีชุมนุมของ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยใส่ร้ายป้ายสีว่า เตรียมการชี้แจงตามข้อเท็จจริงคือ1. พรรคไม่ได้เป็นผู้จัดเวทีการชุมนุม แต่เป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายถาวร เสนเนียมและแกนนำ กปปส.ที่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้วที่ไปตั้งเวทีเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความถูกต้องตามแนวทางประชาธิปไตย ซึ่งสังคมรู้แล้วว่าจุดยืนของพรรคสู้ในเรื่องนี้มาตลอด 2. การชุมนุมของกปปส. ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าเป็นสิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งตนและนายอภิสิทธิ์จะร่วมไปชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ต่อคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จริงของ กกต.ในเวลา13.00 น.ของวันศุกร์ที่ 18 ก.ย.

              ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค กล่าวว่า ต้องแยกแยะการกระทำของแต่อดีตส.ส.พรรคที่ไปร่วมเวทีชุมนุม กปปส.เพราะเป็นไปในนามส่วนตัว ที่ไม่ใช่มติของพรรค อีกทั้งระหว่างชุมนุมมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้สั่งยุติการชุมนุม โดยศาลได้วินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุมตามสิทธิโดยสงบที่รัฐธรรมนูญรับรอง อีกทั้งไม่ได้กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย

              รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวว่า ใครทำผิดอะไรก็ว่าไปตามฐานความผิดของแต่ละคน ไม่เกี่ยวกับพรรค ส่วนการกระทำใดๆที่ผู้ร่วมชุมนุมได้กระทำผิดในกฎหมายอื่นๆอาทิ ปิดถนน ผิดพ.ร.บ.ความสะอาดก็ว่ากันไปตามกฎหมายแล้วแต่กรณี

              "ผมตั้งข้อสังเกตเทียบเคียงในกรณีการทำผิดของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้เสียงข้างมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้มูลความผิดแล้ว ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญม.190 ในการทำสัญญาระหว่างรัฐหรือประเทศต้องผ่านสภาฯ หรือการแก้ไขอีกหลายมาตราในส่วนที่มาของส.ว. เพื่อเปิดทางเป็นสภาผัวเมีย มีการเสียบบัตรแทนกัน หรือแม้กระทั่งใช้ร่างกฎหมายปลอม และมีผลประโยชน์ทับซ้อนของสมาชิกรัฐสภา ที่มีทั้งส.ส.และส.ว.กว่า300 คนลงชื่อร่วมแก้ไข ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นเรื่องที่สังคมนี้ติดตามมากกว่า" นายนิพิฏฐ์ กล่าว

 

กกต.ส่งชื่อสรรหาสปช.ลอตแรกถึงคสช.
 
                ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงถึงความคืบหน้าการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่า ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 ด้าน ได้คัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็น สปช.ด้านละ 50 รายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่คณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัด มี 60 จังหวัดที่ดำเนินการสรรหาแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาได้ทยอยนำรายงานผลการคัดเลือกมาส่งยังสำนักงาน กกต.ด้วยตนเองแล้ว 27 จังหวัด ส่วนที่เหลืออีก 17 จังหวัด ที่คณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดยังประชุมคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็น สปช.ไม่แล้วเสร็จนั้น ในวันที่ 22 กันยายนนี้ คณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดจะทยอยประชุมคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็น สปช.ในวันสุดท้าย และจะทยอยส่งรายชื่อผลการสรรหาในส่วนของจังหวัดไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของผลการสรรหาทั้ง 11 ด้าน และอีก 27 จังหวัด กกต.จะได้ทำเอกสารนำส่งมอบให้แก่คสช.ภายในบ่ายวันนี้ (18 ก.ย.) หรืออย่างช้าคือเช้าวันที่ 19 กันยายนนี้
 
                 "ผลการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาทั้ง 2 ส่วน กกต.ได้รับการกำชับมาจาก คสช.ว่าให้เป็นความลับ เพราะ คสช.เกรงว่าหากมีการรั่วไหลของรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกออกไปก่อน อาจจะเกิดปัญหา มีการวิ่งเต้นหรือมีความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นได้ ซึ่งผมได้กำชับไปยังผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดเช่นเดียวกัน และทุกจังหวัดก็พยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถ เชื่อว่าทั้ง 77 จังหวัดจะดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่หากมีอะไรเกิดขึ้น ก็คงต้องมีการสอบสวนกัน และเพื่อให้การรักษาความลับเป็นไปตามที่ คสช.ต้องการ เมื่อ กกต.ได้รับรายงานผลการคัดเลือกแล้ว จะไม่มีการเปิดซองที่ปิดผนึกมา จะตรวจเพียงความเรียบร้อยของซองเอกสารว่ามีการชำรุดหรือไม่ หากพบว่าเรียบร้อยก็จะนำส่งไปยัง คสช.ทันที" นายภุชงค์ กล่าว 
 
                ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก คสช.ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช.ทั้ง 250 คนแล้ว จะมีการเปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัดได้หรือไม่ นายภุชงค์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของ คสช.ว่าจะให้เปิดเผยได้หรือไม่ กกต.คงไม่เกี่ยว 
 
 
"ตู่"บุกสตช.จี้ทำคดี"ชุดดำ"เป็นธรรม
 
                นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อมด้วยนางธิดา ถาวรเศรษฐ และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับคดีจับกุมชายชุดดำ โดยนายจตุพรกล่าวว่า ทางกลุ่ม นปช.ยังติดใจสงสัยต่อการแถลงข่าวกลุ่มชายชุดดำ เนื่องจากเห็นว่าตำรวจพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่า กลุ่มชายชุดดำเป็นผู้ก่อเหตุทำให้ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตระหว่างชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 และการแถลงข่าวพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่า การชุมนุมเมื่อปี 2553 เชื่อมโยงถึงปี 2557 ทางกลุ่ม นปช.จึงเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำคดีผู้เสียชีวิตในปี 2553 ทั้งทหารและประชาชน เข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการแถลงข่าวผลการจับกุมและการทำแผน ต้องกระทำโดยมีหลักฐานและข้อมูลชัดเจน ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใด พร้อมยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของ นปช.เป็นไปอย่างสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ 
 
                ด้าน พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาในการดำเนินคดีชายชุดดำไม่เคยพาดพิงถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง และไม่เคยกล่าวว่ากลุ่มชายชุดดำเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพล.อ.ร่มเกล้า เพียงแต่จับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธสงครามเท่านั้น อีกทั้งจุดเกิดเหตุก็อยู่คนละจุดกับที่ พล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิต แต่ถ้าหากการสอบสวนขยายผลว่ามีความเชื่อมโยง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการโดยเด็ดขาด พร้อมยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยคุกคาม บีบคั้น หรือทำร้ายร่างกายผู้ถูกกล่าวหาให้รับสารภาพ และพร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย นอกจากนี้ คดีทางการเมืองส่วนใหญ่จะเป็นความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงคดีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ด้วย ซึ่งคดีชายชุดดำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่อยู่ในความรับชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่หากกรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนแล้วมีความเกี่ยวโยงกัน ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถเข้ามาตรวจสอบต่อได้ 
 
                ขณะที่นายจตุพร พอใจในการชี้แจงและยืนยันไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องและไม่รู้จักกับกลุ่มชายชุดดำ 
 
 
กองทัพเตรียมปล่อยอาจารย์-นศ.มธ.
 
             เมื่อเวลา 19.10 น. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณาจารย์และวิทยากรที่ร่วมจัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง ห้องเรียนประชาธิปไตย บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อาทิ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ และนักศึกษาที่ร่วมจัดงานถูกควบคุมตัวโดยฝ่ายความมั่นคง ว่า ได้โทรศัพท์ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง คือ กองทัพที่ดูแลพื้นที่เพื่อขอให้พิจารณา เพราะกลุ่มที่จัดงานไม่มีเจตนาที่จะทำผิดกฎหมายใดๆ อีกทั้งกลุ่มที่จัดงานถือเป็นผู้ที่รักประชาธิปไตยทั้งสิ้น ทั้งนี้ได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าจะมีการปล่อยตัวคณาจารย์ นักวิชาการ วิทยากร และนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวภายหลังที่ได้ปรับความเข้าใจแล้วเสร็จ 
 
             ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการปล่อยตัวภายในวันนี้ (18 ก.ย.) โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ใช่หรือไม่ นายปริญญากล่าวสั้นๆ ว่า “ทางเจ้าหน้าที่จะขอปรับความเข้าใจก่อนแล้วจะปล่อยตัว”
 
 
เลื่อนอ่านคำพิพากษาม็อบบุก"ช่อง11" 
 
                เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลมีคำสั่งเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.4486/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธเนศร์ คำชุม กับพวก รวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-85 ในความผิด ฐานสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหสถาน หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 215, 309, 358, 364, 365 และ 371 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2535 จากกรณีวันที่ 22-25 สิงหาคม 2551 พวกจำเลยร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานี เอ็นบีที โดยมีอาวุธจำนวนมาก
 
                โดยวันนี้ มีจำเลยมาศาลทั้งสิ้น 73 ราย ขณะที่จำเลยที่ 7, 10, 11, 20, 28, 51, 83-85 พบว่า ยังไม่ได้รับหมาย และนายวันชัย รักษายศ จำเลยที่ 78 ถูกคุมขังคดีอื่นอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงไม่ได้เดินทางมาศาล ขณะที่นายสุรสิทธิ์ แย้มประชา จำเลยที่ 36 และ นายอำไพ สิริชยานนท์ จำเลยที่ 73 วันนี้ไม่มาศาล โดยขาดการติดต่อ 
 
                ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การอ่านคำพิพากษา ศาลจะต้องอ่านต่อหน้าจำเลยทุกคน แต่จำเลยบางส่วนไม่มาศาล จึงให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้ง ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.30 น. โดยให้ออกหมายจับนายสุรสิทธิ์ จำเลยที่ 36 และนายอำไพ จำเลยที่ 73 เพื่อมาฟังคำพิพากษาในนัดหน้าด้วย