ข่าว

เสียงสะท้อน...ร่างก.ม.ชุมนุมสาธารณะ

เสียงสะท้อน...ร่างก.ม.ชุมนุมสาธารณะ

19 ก.ย. 2557

เสียงสะท้อน...ร่างก.ม.ชุมนุมสาธารณะ : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์/สิทธิชัย นครวิลัยรายงาน

                "การชุมนุมทางการเมือง" ซึ่งมีมายาวนานกว่า 10 ปี ในเมืองไทย เป็นปมปัญหาหนึ่งที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐพยายามจะเข้ามาควบคุม เพราะต้องยอมรับว่าเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย ยังไม่นับการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งการชุมนุมหลายๆ ครั้ง แม้มีความสูญเสียเกิดขึ้น แต่ก็แทบไม่มีใครต้องรับผิดชอบ เพราะการควบคุมการชุมนุมที่ผ่านๆ มา ใช้การเจรจาต่อรองเป็นหลัก และหน่วยงานที่ต้องรับหน้าเสื่อทุกรอบ ก็คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะว่าไปแล้วก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดอยากเป็น "หนังหน้าไฟ" เช่นนี้

                จึงมีแนวความคิดในเรื่องการผลักดันกฎหมายควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่มีไว้เพื่อควบคุมสถานการณ์และจำกัดกรอบไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้ ที่ผ่านมาในช่วงชุมนุมครั้งใหญ่ของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง 2 รัฐบาล คือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกิดเหตุรุนแรงจนมีเจ้าหน้าที่และประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก...

                แต่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ก็ไปได้ไกลที่สุดแค่บรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2554 เท่านั้น

                ล่าสุด ในยุครัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีความพยายามปัดฝุ่นร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ "แม่งาน" ได้ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเชิญตัวแทนจาก ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาลปกครอง นักวิชาการ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจนตัวแทนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการราชประสงค์ ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และภาคประชาชน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าร่างกฎหมายจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ในเร็ววันนี้

                กระนั้นก็ดี...มีเสียงสะท้อนหลากหลายทัศนะจากหลายฝ่ายที่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลที่ผู้มีอำนาจและฝ่ายผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้จำต้องไตร่ตรองและชั่งน้ำหนักว่าผลกระทบจากกฎหมายนี้สร้างประโยชน์หรือผลกระทบอย่างไรต่อส่วนรวมและประเทศชาติ

                รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงจุดยืนส่วนตัวเห็นว่า เสรีภาพในการชุมนุมมีความสำคัญในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่อนาธิปไตยบนท้องถนน ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ได้ และในสภาพความเป็นจริง เมื่อมีการชุมนุมเมื่อไรก็ต้องเกิดผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเห็นว่าการชุมนุมต้องมีเงื่อนไข ข้อจำกัด แต่ก็ต้องไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียการชุมนุมซึ่งเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้แก้ไขความเดือดร้อนด้วยเช่นกัน

                "ผมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อช่วงปี 2530-2540 การชุมนุมโดยชาวบ้านเป็นการเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งต่างกับการชุมนุมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นการชุมนุมทางการเมือง ทั้งในเรื่องของเป้าหมาย ขนาด และผลกระทบ ทำอย่างไรไม่ให้ร่างกฎหมายฉบับนี้กระทบการเรียกร้องของชาวบ้าน เช่น สร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า เพราะปัญหาเหล่านี้ยังดำรงอยู่" รศ.สมชาย กล่าว

                นักวิชาการกฎหมายผู้นี้เสนอด้วยว่า การจำแนกประเภทการชุมนุมนั้น กฎหมายหลายประเทศแบ่งเป็นการชุมนุมเสรี ซึ่งส่งผลกระทบต่ำหรือไม่ส่งผลกระทบเลย กับการชุมนุมมีเงื่อนไข ซึ่งมีด้วยกัน 4 เรื่อง คือ สถานที่ ลักษณะการเข้าร่วม ช่วงระยะเวลา และลักษณะการชุมนุม โดยในแต่ละส่วนก็มีรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนการควบคุมการชุมนุมมี 2 แบบ คือ แบบบริหารจัดการก่อน ซึ่งแบ่งได้อีก 2 แบบย่อย คือ ขออนุญาต และแจ้งเพื่อทราบ โดยประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ใช้การแจ้งเพื่อทราบ แต่เจ้าหน้าที่สั่งห้ามได้ ขณะที่อีกแบบ คือ ควบคุมภายหลัง ซึ่งของไทยที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ เพราะยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการชุมนุมโดยตรง

                "ดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วโน้มเอียงไปทางแจ้งเพื่อทราบ และทำให้ตำรวจยืนตรงข้ามผู้ชุมนุม จึงอยากเสนอให้มีองค์กรกำกับดูแล โดยพยายามออกแบบให้ตำรวจไม่เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือคู่กรณีกับผู้ชุมนุม" รศ.สมชาย กล่าว พร้อมระบุว่า ตำรวจไม่ควรมีบทบาทเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาร่วมมีบทบาทในการพิจารณาเมื่อจะมีการชุมนุมเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตำรวจต้องแบกรับภาระฝ่ายเดียว อีกทั้งยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้เพิ่มขึ้นด้วย

                สำหรับกระบวนการผลักดันร่างกฎหมาย รศ.สมชาย ชี้ว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องเปิดกว้างมากกว่านี้ ที่สำคัญช่วงนี้เป็นช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ และภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ คนไม่เห็นด้วยก็พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ชาวบ้านพูดไม่ได้ ถ้าจะรับฟังความเห็นต้องเป็นสถานการณ์ปกติมากกว่าปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนเห็นใจตำรวจที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการควบคุมการชุมนุม แต่ตำรวจก็ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดความไว้วางใจด้วย เพราะกระบวนการรับฟังความคิดเห็นนั้นมีความสำคัญไม่แพ้เนื้อหาที่กำลังร่างกัน

                ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า และ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็นตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งได้ร่วมกันแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย สรุปประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ระยะห่างระหว่างการชุมนุมกับสถานที่ห้าม ควรเปลี่ยนจาก 150 เมตร เป็นอย่างน้อย 300-400 เมตร เพื่อให้ทันต่อการแก้ไขสถานการณ์ หรือแยกกำหนดระยะห่างของแต่ละสถานที่ให้ชัดเจน

                ด้านตัวแทนภาคเอกชน เสนอให้กำหนด "สถานที่สาธารณะ" สำหรับการชุมนุม พร้อมทั้งให้มีช่องทางให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม และให้เพิ่มบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับสำหรับผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝือให้มากขึ้น

                แต่ในส่วนประเด็นบทลงโทษ ตัวแทนภาคประชาชนและตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า หากทำผิดกฎหมายใดก็ให้ลงโทษตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ เช่น ทำลายทรัพย์สิน เพราะมีประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษไว้อยู่แล้ว ส่วนบทลงโทษตามร่างกฎหมายฉบับนี้ควรเป็นโทษทางปกครอง โทษปรับ หรือทำสาธารณประโยชน์

                ขณะที่ตัวแทนจากศาลปกครอง เห็นว่า มาตรา 29 ที่กำหนดให้การกระทำตามร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง อาจทำให้เกิดปัญหาโต้แย้งอำนาจการปฏิบัติในภายหลัง นอกจากนี้ยังเห็นว่าการกำหนดให้การกระทำตาม ร่าง พ.ร.บ.นี้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม อาจไม่ครอบคลุม เพราะเรื่องเกี่ยวกับการชุมนุมเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเสนอว่าควรให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองด้วย

                ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่มีการเสนอเพิ่มเติมจากตัวแทนฝ่ายทหาร เช่น ให้เพิ่มเติมมาตรการตัดท่อน้ำเลี้ยงต่างประเทศที่สนับสนุนการชุมนุม ขณะที่ตำรวจเห็นว่าควรนิยามคำว่า "ผู้สนับสนุน" และ "ผู้ช่วยเหลือ" ให้ชัด รวมทั้งกำหนดบทลงโทษเพิ่มเติม

                ตัวแทน อปท.เห็นด้วยกับการตั้ง "คณะทำงานร่วม" เพื่อช่วยตำรวจรับมือการชุมนุม ขณะที่ตัวแทนจากแอมเนสตี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังไม่พูดถึงกรณีการชุมนุมแบบฉับพลันทันที แบบไม่ขออนุญาตล่วงหน้า

                พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ผ่านการศึกษาทางวิชาการ และรับฟังความเห็น ซึ่งสาระหลักตกผลึกและสอดคล้องกับหลักวิชาการ จากนี้ไปจะปรับแก้รายละเอียด แต่ก็จะพยายามรับฟังความเห็นให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้นร่างมีแล้ว แต่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เห็นว่า ควรเปิดรับฟังความเห็นให้มากขึ้น หลังจากผ่านกระบวนการนี้แล้วก็จะนำเสนอภายในรัฐบาลชุดนี้

                พร้อมเน้นย้ำว่า เนื้อหาสาระในร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะนั้นให้ความสำคัญและส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็คำนึงถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับผบกระทบด้วย !

จัดม็อบต้องขอตร.-ผิดเงื่อนไขสลายได้

                สำหรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.... มีหลักการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อประชาชนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยมีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 5 หมวด 38 มาตรา

                นิยามของ "การชุมนุมสาธารณะ" ตามร่างกฎหมายนี้ หมายถึง การรวมตัวกันของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสนับสนุนหรือคัดค้าน โดยการแสดงออกความคิดเห็นนั้น กระทำต่อประชาชนทั่วไปและบุคคลอื่นๆ ที่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเคลื่อนย้ายหรือไม่ก็ตาม

                หากการรวมตัวกันในที่สาธารณะดังกล่าว มีลักษณะการขัดขวางหรือกีดขวางประชาชนไม่ให้ใช้ทางสาธารณะได้ตามปกติ หรือไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น จนได้รับความเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุอันควร หรือสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง จะถือว่าการรวมตัวนั้นไม่ใช่การชุมนุมสาธารณะโดยสงบ ซึ่งระบุในมาตรา 7 ว่าการชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                ลักษณะการห้ามกีดขวางทางสาธารณะ นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 7 ได้แก่ ทางหลวง ทางพิเศษ ทางรถไฟ หรือทางรถระบบราง หรือทางน้ำที่ประชาชนใช้ในการสัญจรแล้ว ยังมีบัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา 8 กำหนดขอบเขตลักษณะการห้ามการกีดขวางเส้นทางเข้าออกสถานที่ราชการ และหน่วยงานภาคบริการของรัฐ เช่น สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน รวมไปถึงสถานทูตและสถานกงสุลของรัฐของประเทศต่างๆ

                ขณะเดียวกัน กฎหมายได้กำหนดช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ไม่ให้มีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายการชุมนุมด้วย! 

                ในส่วนของ "หน้าที่" ของ "ผู้จัดการชุมนุม" กฎหมายกำหนดให้ต้องอยู่ร่วมการชุมนุมตลอดเวลา เพื่อดูแลควบคุมให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ไปทำลายทรัพย์สิน หรือละเมิดสิทธิของคนอื่น ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ผู้จัดการชุมนุมต้องประกาศหน้าที่ของผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อห้ามไม่ให้กระทำการอันอาจนำไปสู่ความรนแรง รวมทั้งผู้ชุมนุมเปิดเผยใบหน้า

                นอกจากนั้น การชุมนุมแต่ละครั้ง กฎหมายบัญญัติให้ต้องแจ้ง "กำหนดการชุมนุม" ไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจเจ้าของท้องที่ในการชุมนุมให้รับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ตามแบบหนังสือแจ้งที่กำหนดไว้ ซึ่งหากตำรวจเจ้าของท้องที่ชุมนุมเห็นว่ารายละเอียดการชุมนุมบางเรื่องไม่เหมาะสม ก็สามารถให้ผู้จัดการชุมนุมแก้ไขได้ภายในเวลากำหนด

                ถ้าผู้จัดการชุมนุมไม่ปฏิบัติ ให้ตำรวจเจ้าของท้องที่ทำหนังสือแจ้งให้ยุติการชุมนุม ซึ่งในขั้นนี้แม้ว่าผู้ชุมนุมยังสามารถยื่นอุทธรณ์ไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้กำกับการสถานีตำรวจเจ้าท้องที่ได้ แต่ถึงกระนั้นผู้ชุมนุมจะต้องงดหรือยุติการชุมนุมไว้ชั่วคราว เพื่อรอการวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์ และให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สิ้นสุด

                การชุมนุมที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้นี้ ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้อำนาจเจ้าพนักงานดำเนินการตามแนวทางการควบคุมการชุมนุม คือ สามารถใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งผลของปฏิบัติการควบคุมการชุมนุม เจ้าพนักงานไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการได้

                ส่วนบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย มีหลายความผิด และโทษหลายระดับ เช่น ถ้าจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งแล้วปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือไม่แก้ไขตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน จะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนไปจนถึงไม่เกิน 2 ปี และปรับเป็นเงิน 1-4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                ขณะที่การชุมนุมที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งระบุไว้ว่าเป็นการชุมนุมที่มีผลต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผู้จัดการชุมนุมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับการนำอาวุธปืนและวัตถุระเบิดเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ต้องรับโทษสถานหนัก จำคุกตั้งแต่ 2-20 ปี