
เรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลามเข้าใจสงครามกลางเมืองซีเรีย(2)
เรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลาม เข้าใจสงครามกลางเมืองซีเรีย(2) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์
สงครามกลางเมืองซีเรีย นับเป็นเหตุการณ์ที่พัฒนามาจากปรากฏการณ์อาหรับสปริง ซึ่งก่อตัวขึ้นในตูนีเซีย แล้วลุกลามขยายตัวไปทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กรณีซีเรีย นอกจากจะเกิดการลุกฮือของประชาชนภายในเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาดที่ครองอำนาจมายาวนานแล้ว ยังมีการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก มีการขับเคี่ยวแข่งขันกันขยายอิทธิพล ตัวอย่างหนึ่งคือตุรกีและอิหร่าน
ในประวัติศาสตร์อิสลามนั้น ชาวเติร์ก (หรือชาวตุรกีปัจจุบัน) เริ่มเข้ามามีบทบาทในยุคราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ (ค.ศ. 750-1259) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ 2 ของโลกอิสลาม ปกครองอยู่ประมาณ 400 ปี แต่เพียงแค่ร้อยปีแรกเท่านั้นที่อับบาสิยะฮ์มีอิทธิพลภายใต้การนำของอาหรับ ที่เหลืออีก 300 ปี ราชวงศ์นี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเติร์กที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง พวกเติร์กมีความเชี่ยวชาญในการใช้อำนาจ เป็นความพิเศษที่ปรากฏอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ จนกระทั่งชนชาติเติร์กกลุ่มหนึ่งสามารถตั้งอาณาจักรออตโตมานได้ในปลายศตวรรษที่ 13 หลังจากที่พวกมองโกลได้ทำลายกรุงแบกแดดไปไม่นานนัก
อาณาจักรออตโตมาน มีอายุประมาณ 600 ปี (ค.ศ. 1299-1924) เป็นราชวงศ์คิลาฟะฮ์ที่ยาวนานที่สุดในโลกอิสลาม เพราะฉะนั้นพวกเติร์กจึงมีอิทธิพลในทางอำนาจ ความเป็นมุสลิมที่มีบทบาทยาวนานเช่นนี้ได้ฟื้นคืนกลับมาใหม่ในปัจจุบัน โดยมีนายกรัฐมนตรีของตุรกี รอซิบ ตอยยิบ อุรฺดูฆอน เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมุสลิมในแบบออตโตมาน คือในแบบความเชี่ยวชาญในการใช้อำนาจ จนบางคนเรียกรัฐบาลตุรกีชุดปัจจุบันว่า “The New Ottoman” ความรู้สึกเป็นนักรบเบอร์ 1 ของประชาชาติอิสลามยังอยู่ในจิตสำนึกของพวกเติร์กตลอดเวลา
สำหรับเปอร์เซียนั้นได้เริ่มปูทางสู่การเป็นมุสลิมสายชีอะฮ์หลังจากแบกแดดล่มสลาย ซึ่งในช่วงนี้พวกชีอะฮ์กลายเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรมองโกล ความเป็นชีอะฮ์ของเปอร์เซียเริ่มเข้มข้นขึ้นในยุคราชวงศ์เศาะฟะวิยะฮ์ (ค.ศ.1502-1722) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีเชื้อสายจากอาเซอร์ไบจานที่ได้เข้ามาปกครองเปอร์เซีย เป็นราชวงศ์ที่มีนโยบายชัดเจนและจริงจังในการเปลี่ยนดินแดนเปอร์เซียและดินแดนข้างเคียงให้เป็นชีอะฮ์
การเปลี่ยนเปอร์เซียให้เป็นชีอะฮ์ในวันนั้น ทำให้ราชวงศ์ออตโตมานเติร์กกับราชวงศ์เศาะฟะวิยะฮ์ขัดแย้งกัน เพราะราชวงศ์เศาะฟะวิยะฮ์มีความต้องการเปลี่ยนโลกอิสลามให้เป็นชีอะฮ์ ทำให้ราชวงศ์ออตโตมานเติร์ก ซึ่งมีพรมแดนติดกันที่เป็นซุนนีย์ กำหนดให้ตนเองเป็นผู้ปกป้องแนวทางซุนนีย์คู่ไปกับนโยบายพิชิตคอนสแตนติโนเปิล (ต่อมาเมื่อพิชิตได้แล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอิสลามบูล หรือ อิสตันบูลในปัจจุบัน)
นี่คือบทบาทการแข่งขันของพวกเติร์กกับเปอร์เซีย อิหร่านกับตุรกีมีความขัดแย้งกันมาหลายศตวรรษ ความขัดแย้งอย่างนี้ทำให้ลักษณะและวิธีคิดของพวกเติร์กกับพวกเปอร์เซีย (ซึ่งมีการสั่งสมมานาน) มีความแตกต่างกัน
เศาะฟะวิยะฮ์ล่มสลายไปก่อนหน้าอาณาจักรออตโตมาน แต่ทั้งเปอร์เซียและเติร์กก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความตกต่ำมาเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งเปอร์เซียตื่นตัวอีกครั้งในยุคใหม่หลังการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 1979 อันถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบชีอะฮ์ที่ชัดเจนอีกครั้งและเข้มข้นขึ้น แต่พวกเติร์กในช่วงปฏิวัติอิหร่านนั้นไม่ได้มีแนวศาสนาที่มีอิทธิพลในประเทศตนเอง ในทางตรงข้าม พวกเติร์กบอบช้ำจากการถูกทำลายศาสนาในตุรกี กลายเป็นเซคคิวลาร์ตกขอบ หลายฝ่ายเชื่อว่าเติร์กคงสูญสิ้นอิทธิพลในโลกอิสลามไปแล้ว แต่สุดท้ายพวกเติร์กก็สามารถฟื้นขึ้นมาใหม่ในรูปของกลุ่มนิยมแนวทางอิสลามที่ปกครองประเทศมานับตั้งแต่ปี 2002
นับจากนั้น ความเข้มข้นเรื่องศาสนาของพวกเติร์กก็ไม่แพ้อิหร่าน ขณะที่นักการศาสนาของอิหร่านปรากฏตัวด้วยการเน้นแนวคิดอิมามียะฮ์ในแบบเศาะฟะวิยะฮ์ เห็นภาพผู้นำมีเครายาวและใส่สารบั่น พวกเติร์กก็เข้มข้นคล้าย ๆ กัน แม้พวกเติร์กจะไม่แสดงให้ปรากฏในรูปโฉมภายนอก แต่การตื่นตัวเรื่องอิสลามก็มีความเข้มแข็งอยู่ในระดับเดียวกับของอิหร่าน พวกเขาไม่ปรากฏเครา ไม่มีสารบั่นให้เห็น แต่ข้างในของพวกเขาพัฒนาเข้มข้น ทั้ง 2 ประเทศนี้จึงเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกอิสลามที่ได้ฟื้นตัวขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ ในสงครามกลางเมืองซีเรีย เราจึงเห็นอิหร่านและตุรกียืนอยู่คนละฝั่งของความขัดแย้ง ทั้งสองต้องการเข้ามาแสดงอิทธิพลในซีเรีย เพราะซีเรียเป็นเขตที่ถ้าใครครอบครองได้ก็จะสามารถชักนำโลกอิสลามได้ ตุรกีเลือกที่จะสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ขณะที่อิหร่านก็ยืนอยู่ข้างรัฐบาลซีเรีย ความขัดแย้งรอบใหม่ในซีเรียนี้ ย่อมมีรากมาจากประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อย



