
เงินทองต้องรู้ : ที่น่ากลัวคือ 'ไม่กลัว'
19 ก.ย. 2557
เงินทองต้องรู้ : ที่น่ากลัวคือ 'ไม่กลัว' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
สัปดาห์ก่อนมีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เกี่ยวกับกองทุนใหม่ที่บริษัทเสนอขาย (ซึ่งตอนนี้ปิดจองไปเรียบร้อยแล้ว) กองทุนดังกล่าวมีชื่อว่า “กองทุนซีแพม ยูโร ไฮ ยิลด์” ซึ่งนโยบายลงทุนของกองทุนนี้ จะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ในยุโรปที่ให้ผลตอบแทนสูง
เหตุผลที่ไปลงทุนในยุโรปนั้น ผู้บริหารอธิบายว่า “หากเรามองการลงทุนนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมากนักลงทุนเลือกการลงทุนในหุ้น โดยคาดหวังผลตอบแทนที่สูง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น นักลงทุนต้องยอมรับในความผันผวนของราคา ในขณะที่นักลงทุนยังมีทางเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี แต่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก ซึ่งเรามองเห็นโอกาสการลงทุนดังกล่าวคือ การลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงของภูมิภาคยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจภูมิภาคยุโรปอยู่ในช่วงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการเงินเชิงผ่อนคลายที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”
และ “เรามองว่า เมื่อเศรษฐกิจภูมิภาคยุโรปสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในช่วง 1-2 ปีนี้ และจะส่งผลให้ประเทศต่างๆ มีฐานะทางการเงินและการคลังที่ดีขึ้น มีการเพิ่มขึ้นของการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเอื้อต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ให้ปรับตัวดีขึ้น และส่งผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งในส่วนเครดิตของประเทศและของบริษัท ให้มีอันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกต่อราคาตราสารหนี้ให้มีการปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะทำกำไรจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น”
ถามว่า ผลตอบแทนที่ว่า “สูง” หรือ “ไฮ ยิลด์” ของกองทุนนี้อยู่ที่เท่าไหร่ ผู้บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ตอบว่า คาดว่ามีโอกาสจะสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนให้แก่ผู้ซื้อหน่วยลงทุนเฉลี่ยประมาณ 6-8% ต่อปี
ถ้าใครเป็นผู้ลงทุนอยู่แล้ว คงจะรู้ว่า ผลตอบแทนในตราสารหนี้ (ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยแบงก์ แต่ต่ำกว่าหุ้น และมีความเสี่ยงสูงกว่าฝากแบงก์ แต่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น) โดยปกติจะต่ำกว่านี้ ผลตอบแทนระดับ 6-8% ต่อปี คนเล่นหุ้นบางคนยังทำไม่ได้เลย
คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่า กฎเหล็กของการลงทุนประการที่ว่า “ผลตอบแทนต่ำ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงสูง” ยังทำงานได้เสมอ
เพราะกองทุนนี้มีนโยบายลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ในตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระหว่าง CCC และ BB+ (S&P) ซึ่งผู้บริหารกองทุนบอกว่า เป็นอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ หรือที่เรียกกันว่า “อินเวสเมนท์ เกรด” แต่ที่มั่นใจเลือกลงทุน ก็เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ
คงจะเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย ที่ถ้าหากว่า อันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอินเวสเมนท์ เกรด ก็อาจจะต้องมีการจุดธูปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยลุ้นได้เหมือนกัน
ถึงแม้ผู้บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จะบอกว่า การลงทุนในกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่ดีและมีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก แต่ถ้าพิจารณาจากตราสารหนี้ที่เข้าไปลงทุนในอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอินเวสเมนท์ เกรด ก็ต้องบอกว่า นักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุน ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ระดับปกติ และอาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ ทำให้กองทุนนี้เสนอขายครั้งแรกด้วยมูลค่าขั้นต่ำ 510,000 บาท (ตอนแรกก็นึกว่าเขียนผิด แต่ปรากฏว่า ขายขั้นต่ำครึ่งล้านบาทจริงๆ) เพื่อที่จะ “กรอง” นักลงทุนรายใหญ่ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยรายละเอียด
หยิบเรื่องนี้ไปคุยต่อในรายการ “เงินทองต้องรู้” ทางวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 คุณวีระ ธีรภัทร ผู้ดำเนินรายการร่วมกัน ก็เลยยกกรณีการออกหุ้นกู้ของบริษัทเพซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมจะออกและเสนอขายในระหว่างวันที่ 22-24 กันยายนนี้ ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวอายุ 1 ปี 9 เดือน ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.50% ต่อปี มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท แต่ผู้ลงทุนต้องทราบก่อนว่า หุ้นกู้ดังกล่าวไม่ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ที่สำคัญหุ้นกู้ของเพซ ยังกำหนดคุณสมบัติผู้ซื้อว่า ต้องเป็นนักลงทุนสถาบัน หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาก็ต้องมีสินทรัพย์ (รวมกับคู่สมรส) 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้ปีละ 4 ล้านบาทขึ้นไป
การเสนอขายกองทุน “ไฮ ยิลด์” ของ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และหุ้นกู้ “ผลตอบแทนสูง” ของเพซ ดีเวลลอปเม้นท์ ต่างก็ต้องการเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (วัดจากมูลค่าของการจองซื้อขั้นต่ำ) ในสภาวะที่ทางเลือกมีเยอะ แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในทางเลือกต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ผลตอบแทนสูงก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งตราสารหนี้ระดับต่ำกว่าอินเวสเมนท์ เกรด และหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต เป็นความเสี่ยงที่ “คนมีฐานะดี-มีสตางค์และมีทรัพย์สินมาก” ต้องยอมรับ
หันมาเจอความเสี่ยงของคนที่มีฐานะปานกลางหรือน้อยกว่า มีสตางค์และทรัพย์สินไม่มาก ที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นการเปิดเผยของคุณอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่บอกว่า ขณะนี้ปัญหาแชร์ลูกโซ่เริ่มกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างน้อย 3 แห่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า เข้าข่ายดำเนินธุรกิจนอกระบบหรือไม่
สาเหตุที่แชร์ลูกโซ่กลับมาระบาดหนัก ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้หลักไม่พอต่อการดำรงชีพ จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง โดยให้เข้าร่วมลงทุนจำนวนน้อย แต่จะได้รับผลตอบแทนสูงมาก ส่วนใหญ่จะเข้ามากับธุรกิจขายตรง หรือการเก็งกำไรจากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าเกษตร
มีข้อน่าสนใจ คือ ความเสี่ยงของคนมีฐานะดี คือ ความเสี่ยงจากการลงทุน ขณะที่ความเสี่ยงของคนมีฐานะปานกลาง คือ ความเสี่ยงจากการถูกหลอก ทั้งๆ ที่ทั้งสองกลุ่มต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ แสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเหมือนๆ กัน
เขียนถึงบรรทัดนี้แล้ว นึกถึงประโยคที่เคยฟังจากคุณสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่บอกว่า เรื่องน่ากลัวที่สุดในการลงทุน ก็คือ ความไม่กลัว (อะไรอีกแล้ว) นั่นแหละ
--------------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ที่น่ากลัวคือ 'ไม่กลัว' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



