ข่าว

ยุทธศาสตร์พึ่งพิงแต่พอเพียงแบบภูฏาน

ยุทธศาสตร์พึ่งพิงแต่พอเพียงแบบภูฏาน

15 ก.ย. 2557

ยุทธศาสตร์พึ่งพิงแต่พอเพียงแบบภูฏาน : มองมุมยุทธศาสตร์ โดบเรือรบ เมืองมั่น

              การที่รัฐเล็กจะอยู่รอดต่อเนื่องยาวนานจนกลายเป็นประเทศเอกราชได้ในยุคนี้นั้น นับว่าเป็นเรื่องยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่มักจะผ่านด่านการถูกควบรวมกับประเทศใหญ่กว่าในช่วงศตวรรษที่ 19 ไปไม่ได้ เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นประเทศซาราวัก ทิเบต หรือล้านนา ทั้งที่รัฐเหล่านี้ก็เคยมีที่ยืนในประวัติศาสตร์มาเป็นเวลาไม่น้อย ดังนั้นการที่ประเทศที่เล็กมากอย่างภูฏาน ไม่มีทรัพยากรอะไร ทั้งยังขนาบข้างด้วยเพื่อนบ้านขนาดใหญ่อย่างอินเดียกับจีน ยังคงรักษาเอกราชเหมือนที่เคยเป็นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น เป็นเรื่องที่น่าทึ่ง และจะยิ่งชื่นชมเมื่อพบว่า พวกเขากำลังก้าวเดินในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้อย่างสุขุม รักษ์ธรรมชาติ แต่ไม่งมงายล้าหลัง

              คนอาจมองข้ามภูฏาน โดยเข้าใจผิดว่าดินแดนแห่งมังกรสายฟ้านี้ คงเป็นแค่รัฐกันชนของเจ้าอาณานิคม จึงรอดมาได้ เพราะความล้าหลังไม่สำคัญ หรือแม้จนปัจจุบันสิ่งเดียวที่โปรโมทชื่อภูฏานให้โลกได้ยินได้ก็คือ แนวทางความสุขมวลรวมประชาชาติ ซึ่งก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทที่ประเทศพุทธแท้ประเทศนี้กำลังประสบอยู่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าผู้ปกครองไม่เก่งจริงๆ ในการถ่วงดุลรอบด้านตั้งแต่มหาอำนาจยันโลกาภิวัตน์ ไปจนถึงเบื้องลึกจิตใจตนเองแล้ว ภูฏานคงสิ้นชื่อไปนานแล้ว

              ในข้อจำกัดที่ประเทศภูเขาสูงไม่มีทางออกแห่งนี้ต้องประสบ พวกเขาต้องเดินอย่างรอบคอบจริงๆ นับตั้งแต่รวมชาติได้เมื่อ 300 ปีก่อน การวางประเทศให้อยู่ในมือเสนาบดี 2 คน คือ ด้านพุทธ กับด้านอื่น น่าจะมีส่วนทำให้ใช้แนวทางศาสนาอย่างใจเย็นในการรับมือกับทิเบตและบริติชอินเดีย แม้จะต้องเสียพื้นที่ไปบ้างก็ประคองชาติจนอยู่รอดมาได้ ในยุคปัจจุบันยิ่งต้องเผชิญกับปัญหาร่วมสมัยที่สาหัสไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายโดยกลุ่มกบฏลัทธิเหมา ความยากจนที่มาควบคู่กับทรัพยากรน้อยและเทคโนโลยีต่ำ ผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าประเทศ ไปจนถึงธารน้ำแข็งละลายสร้างความเสียหายแก่ธรรมชาติ แต่ที่น่าห่วงสุดคือ การเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วจนกระทบต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม

              สิ่งที่ภูฏานทำคือ ใช้การทูตระหว่างประเทศให้เป็น เน้นความสุขใจมากกว่าสุขกาย ขณะเดียวกันก็ปรับตัวไม่ขวางโลก ด้วยการที่มีประเทศใหญ่ขนาบภูฏานจึงเสมือนพึ่งพิง เช่น แทบทุกด้านพึ่งอินเดียในการถ่วงดุลจีน รายได้หลักยังมาจากการขายไฟฟ้าพลังน้ำให้อินเดียที่ต้องใช้หล่อเลี้ยงรัฐทางอีสานของตน แต่ก็รักษาสัมพันธ์อันดีกับจีนด้วย ยากจนก็ต้องพัฒนา แต่ต้องไม่ให้เสียความเป็นตัวของตัวเอง ออกกฎหมายจำกัดป่าให้ต้องมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ ส่งเสริมพุทธและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเต็มที่ ตั้งแต่เรื่องการแต่งกายและกิจกรรมทางสังคม แต่ก็ต้องทันโลกเป็นประชาธิปไตย ในการนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้นำเองเลยในการเปลี่ยนประเทศจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยแบบเป็นขั้นเป็นตอนในสิบปี และวางแนวทางให้ทำอะไรก็เพื่อความสุขมากกว่าความรวย ความสุขนั้นมาจากการกระจายเงินผันปันแบ่งกระจายให้คนมีอิ่มมีใช้ทั่วหน้า กระชับช่องว่างทางสังคม คนส่วนใหญ่จึงมีความสุขโดยไม่ต้องรวยล้นแค่คนส่วนน้อย

              ไทยซึ่งใหญ่กว่าภูฏานมาก อาจเรียนรู้เสริมแต่งประสบการณ์จากดินแดงที่สงบเงียบนี้ได้ เมื่อคำนึงว่า มีไม่กี่ชาตินักหรอกที่ภูฏานเลือกให้ความสำคัญตั้งแต่ระดับราชวงศ์ ทูต จนถึงการท่องเที่ยว บางทีความเข้าใจในวิถีภูฏานอาจเติมเต็มความไม่เข้าใจในตัวเราจนนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงตนและความอยู่รอดของชาติได้นะครับ