
เปิดโรงพัก!เปิดคุ้มครองสิทธิเชิงรุก-เข้าถึงเหยื่อเพิ่ม
คุ้มครองสิทธิเชิงรุก-เข้าถึงเหยื่อเพิ่ม โรงพักศูนย์กลางแจ้งความ-รับเยียวยา : ธนิสา ตันติเจริญ, สิทธิชัย นครวิลัยรายงาน
เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งมีภารกิจหน้าที่ในการจ่ายเงินเยียวยาหรือค่าทดแทนให้แก่เหยื่อและจำเลยในคดีอาญา หรือเรียกง่ายๆ ว่า “แพะ” นั้น งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับปี 2557 ราวๆ 200 ล้านบาท ถึงกับไม่พอจ่าย ต้องของบเพิ่มเป็นการด่วน
ทำให้กลายเป็นคำถามว่า ปัญหาอาชญากรรมในบ้านเรามันร้ายแรงขึ้นหรืออย่างไร ทำให้มีเหยื่อในคดีอาญาต้องไปขอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นจนงบหมด หรือว่าเป็นเพราะกรมคุ้มครองสิทธิฯ ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทำให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐได้มากขึ้นกันแน่
พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ไขข้อข้องใจดังกล่าว
พ.ต.อ.ณรัชต์ เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงภารกิจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ว่า กฎหมายฉบับนี้มีมานานแล้ว โดยกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งดูแลมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มผู้เสียหายในคดีอาญา เป็นคดีอาญาที่รุนแรง หรือคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ เช่น คดีถูกยิง แทง ฆ่า ข่มขืน เป็นต้น โดยผู้เสียหายที่สามารถยื่นคำร้องได้ ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้น
“กรณีนักเรียน 2 กลุ่มยกพวกตีกันแล้วบาดเจ็บหรือล้มตาย หรือเกิดเหตุทะเลาะวิวาทในวงเหล้า ใช้มีดแทงกัน มีการยิงปืนสวนกัน จึงไม่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.นี้”
2.กลุ่มจำเลยในคดีอาญา จำเลยเหล่านี้ หมายถึง “แพะ” หรือบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดี แล้วถูกอัยการสั่งฟ้องต่อศาล แต่ถึงที่สุดศาลมีดุลพินิจพิพากษาว่าไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด และยกฟ้อง หรือมีการถอนฟ้องว่าจับผิดตัว ชื่อซ้ำกัน เงื่อนไขคือศาลต้องตัดสินชัดเจนว่า จำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด เรียกว่า “แพะสีขาว”
ส่วน “แพะขมุกขมัว” หมายความว่า ศาลฟังพยานโจทก์ (ผู้ฟ้อง) แล้วยังไม่มั่นคง เห็นควรยกประโยชน์ให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง อย่างนี้ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย คือไม่จ่ายเงินให้
ทั้งหมดนั้นคือข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายและภารกิจของกรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนเรื่องการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจนงบประมาณไม่พอนั้น พ.ต.อ.ณรัชต์ บอกว่า โดยทั่วไปกรมจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมและจำเลยในคดีอาญา หรือ “แพะ” โดยใช้งบประมาณที่ได้รับปีละประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่มีปัญหางบไม่พอ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของกรม ต้องดูสถิติย้อนหลังว่า กลุ่มผู้เสียหายหรือจำเลยที่มายื่นเรื่องกับกรม คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทั้งหมด จากคดีอาญาที่เกิดขึ้นจริง จึงไปดูค่าเฉลี่ย 5 ปีงบประมาณ หรือตั้งแต่ปี 2551-2555 เปรียบเทียบกับสถิติคดีอาญาของตำรวจ เฉพาะกรณีผู้ที่มีสิทธิยื่นเรื่องตามกฎหมายของเรา พบว่า มีค่าเฉลี่ยเพียง 18%
นั่นหมายความว่า คนจำนวน 100 คนที่เป็นจำเลยหรือเหยื่ออาชญากรรม มายื่นคำร้องกับกรมเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้กรมจึงมาทบทวนว่ามีปัญหาตรงจุดใด ทำไมคนถึงยื่นใช้สิทธิประโยชน์ในคราวเคราะห์กันน้อย ประเด็นแรกที่คิดคือ กลุ่มประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรที่กรมเล็กๆ อย่างเราซึ่งไม่ได้มีงบประชาสัมพันธ์มาก จะไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ในภาพรวม
“เราก็ไปจับจุดตรงนี้ว่ามีหน่วยงานของรัฐหน่วยใดที่รับรองดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ ก็ตีโจทย์แตกว่ากลุ่มประชาชนผู้เสียหายจากอาชญากรรม ร้อยทั้งร้อยต้องขึ้นสถานีตำรวจหรือโรงพัก ทั่วประเทศมี 1,400 กว่าแห่ง เราจึงดำเนินการขอความร่วมมือกับตำรวจ และได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง”
อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เล่าว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2555 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมายในขณะนั้น ได้มีหนังสือเวียนฉบับหนึ่ง แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนทั่วประเทศว่า ต่อจากนี้ถ้ามีเหยื่ออาชญากรรมหรือผู้เสียหายในคดีอาญา คดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเพศเดินขึ้นโรงพักมา ให้บอกต่อว่าผู้เสียหายรายนั้นๆ มีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายของกรมคุ้มครองสิทธิฯ
ขณะเดียวกัน ทางกรมก็ได้ออกปฏิบัติงานเชิงรุก ไปขอความร่วมมือและให้ความรู้ แจกเอกสาร รวมทั้งอธิบายข้อกฎหมายให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศได้เข้าใจ เป็นผลให้ปีงบประมาณ 2556 มีเหยื่อในคดีอาญายื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 38%
นอกจากนั้น ทางกรมยังได้หางบประมาณมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งได้จากการจัดงานการกุศลและการบริจาคต่างๆ ทำให้มีเงินกองทุนสำรองจ่ายล่วงหน้าประมาณ 1 ล้านบาท เราก็มาบริหารงานกันเอง โดยดูข่าวจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ หากพบเหยื่ออาชญากรรมที่ต้องการรับการเยียวยาเป็นกรณีพิเศษ ทั้งที่ประชาชนผู้เสียหายยังไม่รู้เรื่อง กรมก็จะวิ่งเอาเงินสำรองจ่ายดังกล่าวไปจ่ายให้ผู้เสียหายก่อน ถ้าเสียชีวิตก็จะได้ศพละ 1 แสนบาท หากถูกข่มขืนก็จะได้รับเงิน 3 หมื่นบาท บาดเจ็บ ก็จะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง ยกเว้นมีบัตรทองหรือประกันสังคม
สำหรับผู้ที่เป็นแพะและต้องติดคุก ก็จะได้รับเงินวันละ 200 บาท คูณจำนวนวันที่ถูกควบคุมตัวในคุก และอีก 200 บาทเป็นค่าขาดโอกาสทำมาหากิน สรุปก็ได้วันละ 400 บาท หากบาดเจ็บก็ยังเบิกจ่ายได้ตามความเป็นจริง แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท
จากการทำงานเชิงรุกตามที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เล่าให้ฟัง ทำให้ระยะหลังเราได้เห็นเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ นำเงินจากกองทุนสำรองจ่ายฯ ไปช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมและครอบครัวที่เป็นกรณีเร่งด่วนหรือมีฐานะยากจนทันที เช่น กรณีเด็กหญิง 4 ขวบถูก รปภ.ฆ่าข่มขืนยัดท่อระบายน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาราว 3-5 เดือน
เมื่อเงินช่วยเหลือในอนาคตของผู้เสียหายได้รับการอนุมัติจากทางราชการ ก็นำเงินดังกล่าวส่งคืนกลับเข้ากองทุนเช่นเดิม เพื่อจะได้ช่วยเหลือกรณีอื่นๆ ต่อไป โดยปัจจุบันกองทุนสำรองจ่ายฯ มีเงินหมุนเวียนราว 7.5 ล้านบาท
สำหรับปีงบประมาณ 2557 ที่กำลังจะหมดลง ปรากฏว่ามีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 65-68% ใช้เงินไปแล้ว 254 ล้านบาท ยังติดหนี้ประชาชนที่ต้องรอราชการอนุมัติอีก 84 ล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้จึงเป็นปีแรกตั้งแต่มีกฎหมายมาที่จะจ่ายเกินกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กรมได้เสนอ ครม.แล้ว
อย่างไรก็ดี พ.ต.อ.ณรัชต์ บอกว่า นโยบายของรัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้ตั้งโจทย์ให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือของกรมคุ้มครองสิทธิฯ 80-90% และระบบการจ่ายเงินต้องรวดเร็ว ไม่ต้องมีกระบวนการเยอะ
ฉะนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะเดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่ เพื่อขอทำความตกลงร่วมกัน หรือเอ็มโอยู ระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิฯ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้โรงพักเป็นศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service เมื่อผู้เสียหายขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดีให้ตำรวจหาตัวคนร้ายแล้ว ก็สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินเยียวยาได้ทันที
“ผมกำลังนำเสนอโมเดลนี้ให้ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบ หากมีเอ็มโอยูแล้ว รัฐมนตรียุติธรรมสามารถมีคำสั่งแต่งตั้งให้พนักงานสอบสวนของตำรวจทั่วประเทศ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายของกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ และจะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพิ่มการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเข้าไปด้วย หากถูกยิง ถูกฆ่า เมื่อขึ้นโรงพัก พนักงานสอบสวนต้องมีหน้าที่ในการแจ้งสิทธิให้แก่ผู้เสียหาย เพื่อให้สิทธินี้อยู่กับประชาชนอย่างยั่งยืน”
--------------------------------------------
(หมายเหตุ : ‘คุ้มครองสิทธิ’เชิงรุก-เข้าถึงเหยื่อเพิ่ม โรงพักศูนย์กลาง‘แจ้งความ-รับเยียวยา’ : ธนิสา ตันติเจริญ, สิทธิชัย นครวิลัยรายงาน)



