ข่าว

 ‘วปอ.’หนุนอีกปราบโกงวาระชาติ-สนช.อยู่ต่อ

‘วปอ.’หนุนอีกปราบโกงวาระชาติ-สนช.อยู่ต่อ

15 ก.ย. 2557

นศ.วปอ.56 หนุนอีกปราบโกงวาระชาติ เสนอสนช.อยู่ต่อเป็นสภาพี่เลี้ยงคัดนักการเมือง‘คนดีจริง เก่งจริง’

                เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 15 ก.ย.2557 ที่ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก วิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมรับฟังการแถลงยุทธ์ศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558 -2562 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นปี 2556 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และตัวแทนเหล่าทัพ ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพบก ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพเรือ ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพอากาศ พร้อมทั้งผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ข้าราชการทหาร ตำรวจ เข้าร่วม โดยมี พล.ท.พินิจ ฉัตรเสถียรพงศ์ ประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจัดลกร 2556 ให้การต้อนรับ

                 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ทำงานในทำเนียบรัฐบาลและวันแรกในการออกงานในฐานะนายกรัฐมนตรี และวันนี้มาครบทั้ง 3 ตำแหน่ง คือนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และผบ.ทบ. ก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน เพราะตอนแรกก็เป็น ผบ.ทบ.วันนี้ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปัญหาที่เราเผชิญหน้าอยู่ก็ยังเป็นปัญหาเดิมๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทุกคนทราบดีว่าต้องหยุดปัญหาทั้งหมดให้ได้ เหมือนหยุดเลือดที่กำลังไหล หยุดต้นไม้ที่ไม่เจริญเติบโต ต้องใส่ปุ๋ยให้งอกงาม ปรับประชาธิปไตยของเราให้เหมาะกับคนไทยและให้รับกับสากล สิ่งที่นักศึกษาได้กล่าวเกี่ยวยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหารนั้นถือเป็นคำแนะนำที่ดียิ่ง ถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานทั้ง คสช.และรัฐบาลในเรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบัน

                 พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากการรับราชการเป็นปีที่ 38 และจะเกษียณอีกในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ตนเองมีประสบการณ์พอสมควรโดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการทหาร และจากประสบการณ์ในการทำงานชายแดน การบริหารกองทัพ วันนี้มีความพอใจทั้ง 3 ส่วน  งานด้านมั่นคงมีหลายประการไม่ใช่เฉพาะเรื่องของชายแดนอย่างเดียว มีทั้งเรื่องความมั่นควภายใน เรื่องภัยคุกคามต่างๆ ในส่วนการปฏิบัติงานในวันนี้ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนจะต้องร่วมมือกันทำงานในทุกมิติ ทั้งดัานความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงินการคลัง สังคมวัฒนธรรม ซึ่งเป็น 3 เสาหลักของอาเซียน ซึ่งขณะนี้เรากำลังก้าวเขีาสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเรามีเวลาจำกัด ถึงต้องมีวันนี้ เป็นวันเวลาที่ต้องคืนความสุขให้กับประเทศไทย ถ้าช้ากว่านี้ก็คงแก้ไม่ได้ และจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีไม่ได้

                 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากตัวเลขที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันอย่างตัวเลขด้านการศึกษา ร่วมทั้งการแข่งขันต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำทั้งสิ้น เรื่องนี้จึงต้องทบทวนและไม่ได้กล่าวหาว่าเป็นความผิดของใคร แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องแก้ไขให้ได้

                 พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีทั้งวิกฤตและโอกาส แต่จะทำอย่างไรให้วิกฤตต่างๆ ในทุกด้านที่เกิดขึ้นกลายเป็นโอกาสให้ได้ ถือเป็นความท้าทายในการทำหน้าที่ของทุกคน ทั้งรัฐบาล เอกชน ภาคธุรกิจต่างๆ ฝ่ายความมั่นคง คสช. วันนี้เราต้องแก้ปัญหาให้ได้ เอาวิกฤตทั้งหมดให้กลับมาเป็นโอกาส วันนี้เราจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมดและพัฒนาให้เกิดอย่างรวดเร็ว ด้วยคนไทยทั้งประเทศ วันนี้เราต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงมากมาย ความผันผวนต่างๆ การสื่อสารก็ยังล่าช้าไม่ทันเวลา ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ก็ยังมีมาก จึงจำเป็นต้องควบคุมด้วยวิธีการที่ถูกต้องจะใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ถือเป็นประเด็นหลักที่มีการใช้โซเชียลมีเดียไปสร้างความขัดแย้ง การนำเสนอเรื่องการปราบปรามการทุจริตนั้น เรามีการปฏิรูป 11 ด้าน แต่ที่ไม่ได้ใส่เรื่องการคอรัปชั่นและการทุจริตเป็นหัวข้อไปนั่น เพราะทั้ง 11 เรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การเข้าสู่อำนาจรัฐ การควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นต้น

                 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาสำคัญวันนี้คือการบริหารจัดการ การบริหารราชการแผ่นดินในทุกระบบ จะต้องแก้ไขให้เกิดความมีเอกภาพ มีการประสานงานและบูรณาการอย่างต่อเนื่อง ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าในความเป็นเอกภาพใครจะเป็นคนสั่งการ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก การประสานหน่วยงานต่างๆ เพราะฉะนั้นต้องฝากว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นเอกภาพ การประสานงานและบูรณาการ ไม่เช่นนั้นงบประมาณต่างๆ ของประเทศ เวลา และบุคลากรก็จะสูญเสียไป ซึ่งที่ผ่านมาตนได้วางมาตรการไว้แล้ว แต่ต้องมาดูว่าปีนี้เราจะใช้งบประมาณอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด และจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้รวดเร็ว ทุกอย่างต้องคำนึงว่าผลประโยชน์ชาติอยู่ตรงไหน

                 ส่วนของยุทธศาสตร์อาเซียน เราเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเราเข้มแข็งอาเซียนก็เข้มแข็ง ถ้าเราไม่เข้มแข็งอาเซียนก็ไม่เข้มแข็งประเทศใดประเทศหนึ่งในอาเซียนไม่เข้มแข็งอาเซียนก็ไม่เข้มแข็งเช่นกันแล้วเราจะไปต่อรองกับนานาชาติได้อย่างไรเราต้องทำให้ทุกชาติในอาเซียนไปด้วยกันเราต้องวางตัวให้สมดุลย์ทั้งการเงินการต่างประเทศและการฑูต

                 ส่วนด้านเศรษฐกิจ วันนี้เราทราบดีว่าเรามีปัญหาเศรษกิจมาก แม้จีดีพีเหลือเพียงร้อยละ 2 แต่ต้องอย่าลืมว่า 6 เดือนแรกเราติดลบ แต่วันนี้คาดว่าไม่ติดลบเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่เรามีปัญหาคือความเข้มแข็งกับปัญหานานาประเทศ สินค้าการส่งออกเราไม่ค่อยได้พัฒนา เราไม่มีนวัตกรรมหรือแบรนด์ส่งออกที่ตีตลาดเราต้องแก้ไขเรื่องพสกนี้ให้ได้ เราต้องสร้างธุรกิจขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ขึ้นมาให้ได้และมีความแข็งแรงอยู่ในห่วงโซ่ของเศรษฐกิจทั้งอุตสากรรมขนาดใหญ่ กลางและย่อม วันนี้เราปรับปรุงทุกระบบ ทั้งเรื่องกองทุนและโอกาสการเข้าสู่ตลาด วันนี้คนไทยยังไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นเอสเอ็มอีหรือไม่พอมีกอบทุนให้กู้ก็ไม่รู้อีก เข้ามาแล้วกลัวอย่างเดียวเรื่องเสียภาษีแบบนี้ไม่ได้ ต้องทำให้คนไทยเข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ได้ส่วนจะมากหรือน้อยกำลังดำเนินการอยู่ เพราะเมื่อพูดถึงภาษีคนจนคนรวยก็ตกใจ และเมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชื่อนายสมหมาย ภาษีเข้ามาสงสัยต้องไปเปลี่ยนนามสกุล

                 ส่วนด้านอุตสาหกรรมขณะนี้บีโอไอได้ปรับปรุงโดยมีคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบใหม่ โดยประเทศไทยต้องส่งเสริมการลงทุนในประเทศและให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน และลงทุนในสิ่งที่เราต้องการ เช่น เทคโนโลยีเครื่องจักรใหม่ พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรม 11 คณะขึ้นมาใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลิตผลทางการเกษตร พลังสาธรานูปโภคพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ เพื่อเข้ามาแก้นโยบายเดิมเพราะเราเป็นรัฐบาลใหม่ที่รับงานต่อจากคสช.แต่ก็จะทำงานในแนวทางเดิมคือไม่มีความจัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น

                 ส่วนเรื่องการศึกษาที่เราใช้งบประมาณมากที่สุดในประเทศซึ่งไม่รู้จะตัดทอนอย่างไรเพราะหนักไปทางบุคลากรบางโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 30 คนแต่มีผู้อำนวยการระดับซี 8 แบบนี้ไม่ได้เราต้องแก้ไขให้ทุกสถานศึกษาทำงานเป็นระบบ เราต้องมีความเข้มแข็งด้านการศึกษาเพราะเมื่อการศึกษาไม่ดีคนก็อ่อนแอทำให้ถูกชักจูงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ครูกับนักเรียนต้องมีความผูกพันกันและมีวิธีการสอนที่เหมาะสม ทั้งนี้ตนได้ตั้งค่านิยม 12 ประการไว้เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาโดยได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการปรับให้มีความคล้องจองเพื่อง่ายต่อการจดจำและนำไปเป็นข้อสอบ รัฐบาลต้องนำปัญหามาคิดใหม่คิดแบบชาวบ้านว่าประชาชนต้องการอะไรและรัฐบาลต้องทำให้ถูกต้อง ให้ไม่เป็นปัญหาต่อประเทศภายหน้า เราต้องแยกแยะว่าคนรวยเอาแค่ไหน คนจนเอาแค่ไหนตนพูดเสมอว่าต้องมีคนได้คือคนจนและคนเสียคือคนรวย จึงจะเกิดความชอบธรรมลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าวันนี้เราลดกู้และหนี้สาธารณะก็จะมีทุนมาพัฒนาประเทศ

                 วันนี้ม็อบชาวสวนยางเตรียมตั้งขบวนกันอีกแล้ว ไม่รู้จะมาทำไมเพราะเรากำลังแก้ไขปัญหาทั้งระบบอยู่ซึ่งต้องใช้เวลาเรารู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ประชาชนจะใจเย็นพอหรือไม่วันนี้มาขอราคายางกิโลกรัมละ 90-100 บาทตนถามว่าขายได้เท่าไรก็ขายได้เพียง 60-70 บาทเท่านั้นและจะให้ไปขายให้ใครในโลกนี้ ยางก็ไปกองรวมกันอยู่ในคลัง วันนี้เราใช้วิธีลดต้นทุนการผลิตก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้เพราะประชาชนเดือดร้อน และผู้ที่มาร้องเรียนทั้งหมดไม่ใช่คนจนแต่เป็นผู้ที่อยู่ตรงกลาง ดังนั้นอยากให้คนที่เป็นเศรษฐีดูแลคนจนเสียบ้างด้วยการช่วยอุดหนุน

                 ด้านเกษตรกรรมที่เป็นหัวใจหลักของประเทศนั้นเราผลิตอาหารส่งออก แต่ทำไมถึงยังย่ำแย่ เราต้องไปพัฒนาดูว่าจะสามารถสร้างแบรนด์ไทยได้หรือไม่ และช่วยกันสร้างมูลค่าสินค้ารวมถึงมีตลาดรับซื้อถึงพื้นที่ให้เกษตรกเป็นผู้ผลิตและผู้ขายเราต้องพัฒนาคนเพราะคนสำคัญที่สุดถ้าคนในประเทศยังเป็นแบบที่ผ่านมาถือว่าเป็นความผิดของเราทำไมเขาถึงปลุกระดมได้อย่างนั้นเราต้องทำให้เขาคิดแบบเราให้ได้ ด้วยสร้างความเข้าใจไม่เอารัดเอาเปรียบหรือดูถูกเพราะเราคือคนไทยทุกคน

                 ส่วนเรื่องนักโทษวันนี้ยังอยู่ในวงจรเดิมในเรื่องยาเสพติด วันนี้ต้องโทษในฐานะคนขาย ต่อมาต้องโทษในฐานะคนผลิต วนไปเรื่อยๆ เราต้องทำให้เรือนจำเป็นสถานที่ฝึกงาน ส่วนปัญหาผู้มีอิทธิพลและผลประโยชน์ทางการเมืองมีการบุกรุกทรัพยากรธรรมขาติและสิ่งแวดล้อมมากมายแม้เราได้คืนกลับมาแต่ก็เจ็บปวด เพราะเวลาที่เราไปเจอชาวบ้านที่ถูกเวนคืนที่ดิน
 
                 ส่วนอนาคตของเราไม่ช่วยกันทำยุทธศาสตร์ลูกหลานก็อยู่ไม่ได้แน่นอนเพราะจะทะเลาะและตีกันยิ่งกว่านี้เราจะกลายเป็นที่สุดท้ายในอาเซียนและสังคมโลก วันนี้เรามีสิ่งที่ดีอยู่หลายอย่างทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

                 เราหนักใจอยู่ในการทำงาน ซึ่งขณะนี้เข้าสู่โรดแมประยะที่สอง อะไรที่เราทำได้ก็ทำก่อน วางแผนให้ประเทศไทยให้ยั่งยืนภายใน 1 ปี ส่วนจากใครจะรับต่อก็ทำต่อไปเรามาช่วยกันก่ออิฐประชาธิปไตยที่กำลังยุบลงมาให้แข็งแรง ตนไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะรัฐบาลเดิมไม่มีอำนาจเราก็เลยมาทำแทนขอให้มั่นใจในรัฐบาลของเราทั้งคสช.และรัฐบาลวันนี้อย่าเพิ่งโทษวาเป็นความผิดของใครเพราะเราต้องเดินหน้านโยบายเรานอกจากทำก่อนทำจริงทำทันทีก็ยังมี 3 ป คือ เป็นธรรม โปร่งใส ปรองดอง ไม่ใช่ 3 ปอย่างที่สื่อมวลชนเขียนนั้นไม่มี
        
                 ส่วนปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ปัญหาภาคใต้มีมาก บางคนไม่เข้าใจกองทัพ ทหารตายทุกวันสู้เขาไม่ได้หรืออย่างไร เป็นสิ่งที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ต้องอธิบาย  ไม่ใช่เราสู้ไม่ได้ มันแอบยิงเราแล้วจะทำอย่างไร หรือต้องแอบยิงกับมัน เลยไม่รู้ใครเป็นใครบ้านเมืองยิงกันเละไปหมดทั้งเมือง แล้วต่างชาติก็จะเข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวัง ตอนนี้ที่พูดอะไรไม่ได้เต็มปาก เพราะไม่ให้ต่างชาติเข้ามาให้ถือเป็นกิจการภายในของไทย อาเซียนก็บอกเป็นเรื่องของไทยแก้ไขไป สิ่งที่น่าพอใจตอนนี้คือยังไม่ลุกลามให้ต่างประเทศเข้ามาเกี่ยงข้อง

                 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องแก้ด้วยความเข้าใจ พัฒนา ต้องใช้ระยะหนึ่ง มีคนเจ็บคนตายคิดว่าไม่เสียใจหรือลูกน้องตาย ลูกเมียทหารไม่มีหัวใจหรืออย่างไร พูดจาเสียหายไปหมดอย่าใช้เงินทองเป็นตัววัด วันนี้เราสู้กันในสายเลือดมาตลอดเป็นร้อยปี ซึ่งเราจะเร่งรัดทำให้เร็วและดีที่สุด เราต้องไปพุดคุยสันติภาพไม่ใช่ใช้กำลังอย่างเดียว บางคนบอกไม่ต้องคุยเอาทหารทุ่มเทกวาดล้างทั้งหมด จะเข้าเงื่อนไขของสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ทันที ถ้ามีการใช้กำลังขนาดใหญ่เมื่อไหร่เมื่อยิงกันสนั่นทั้งเมือง รบกับประชาชนที่นับถือคนละศาสนายูเอ็นสามารถส่งกำลังเข้ามาได้ทันที ต้องเข้าใจอย่าไปเชื่อการวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นว่าทหารรบไม่เก่งเสียหายไปหมด ถ้ารบไม่เก่งจะไปรบให้ตายทุกวันเบี้ยเลี้ยงวันละไม่เกิน240 บาทยังไปอยู่ให้เลย ถ้าไม่แต่งเครื่องแบบนอกเครื่องแบบไปรบต่างคนต่างดัก ไม่รู้ใครเป็นใครแล้วพวกมั่วก็มีอีกทั้งอิทธิพล ค้าของเถื่อน ผสมอยู่ตลอด ต้องค่อยๆแก้กันไปรมว.กลาโหม และสมช ทุกเหล่าทัพลงไปทำงาน เจ็บตายทุกวันต้องอดทนเพราะเราเป็นทหาร


                สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2558-2562 ที่คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2556 ได้จัดทำตามโครงสร้างการจัดทำยุทธ์ศาสตร์ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ได้กำหนดผลประโยชน์แห่งชาติ และวัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว โดยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งมีเกียรติและศักดิ์ศรีในโลก สังคมไทย เป็นสังคมแห่งความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะแห่งชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะ 5 ปี คือการปฏิรูปการเมือง มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม มีการกระจายโอกาสทางการศึกษา จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ควบคู่คุณธรรม และได้กำหนดนโยบายความมั่นคงแหางชาติ มาตรการเฉพาะรวมทั้งแผนงานโครงการต่าง ๆ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2558 -2562 ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์มุ่งสู่การปฏิรูปประเทศ สร้างความผาสุขให้คนในชาติ

                สำหรับการปฏิรูปการเมืองคณะนักศึกษา วปอ. 2556 ได้เสนอ 2 เรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คือ การต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและการปราบปราบการทุจริตอย่างเคร่งครัด การออกกฎหมายควบคุมการวิ่งเต้นเจ้าหน้าที่รัฐและนำวิธีการลงโทษทางสังคม การสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับนักการเมือง ข้าราชการประจำ ด้วยการกำหนดข้อปฏิบัติเหมือนศีล 5 และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม และประสานความร่วมมือกับนานาขาติ เข้าถึงข้อมูล และสร้างกลไก การยึดทรัพย์ อันได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

                นอกจากนี้การเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร คือการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งตัวแทนปวงชน และบุคคลในคณะรัฐมนตรี คือคนดีจริง เก่งจริง สภาพี่เลี้ยงในลักษณะ สนช. ต้องอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะได้นักการเมืองที่เป็นคนดีจริง เก่งจริง การที่มีช่องทางพิเศษให้ข้าราชการสามารถขอโอนย้ายเข้าเป็นข้าราชการทางการเมือง เพื่อเพิ่มทางเลือกบุคคลที่จะเข้ามาทำงานทางการเมืองไม่ให้จำกัดอยู่เฉพาะนักการเมืองอาชีพ พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่หรือต้นกล้าการเมืองไทยทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นความเปลี่ยนแปลง การเฝ้าระวังการเมืองสีเทา ด้วยองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็ง

                ทั้งนี้นักศึกษา วปอ. 2556 ได้เสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดมาจากระบบที่ไม่เกิดความเป็นธรรม ตลอดจนการกระจายทรัพยากรสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ทั่วถึง การเกิดระบบทุนนิยมที่เข้มแข็ง ถ้าสาธารณะอ่อนแอด้อยประสิทธิภาพ จึงต้องมีระบบใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือกิจการเพื่อสังคม โดยมี 2 จุดเด่น คือประสิทธิภาพ และประสิทธิผล การบริหารจัดการในภาคเอกชน โดยการเน้นคนส่วนใหญ่ในภาครัฐ เมื่อมีเป้าหมายก่อให้เกิดผลดีต่อส่วนร่วมเป็นหลัก มีประสิทธิภาพสูง และยั่งยืน โดยรูปแบบที่เหมาะสมของกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทยจะเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างแนวทางที่ประสบความสำเร็จในโลกตะวันตก กับรูปแบบการเข้าใจในรายละเอียด และวัฒนธรรมของผู้คนในโลกตะวันตก

                ทั้งนี้มีการกำหนด 4 ยุทธศาสตร์ 1.การส่งเสริมผลักดัน กิจกรรมเพื่อสังคม 2.การสร้างทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องกิจการสังคม3.การพัฒนาขีดความสามารถของกิจการเพื่อสังคม และ4.การสร้างกลไกสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม โดยการจัดตั้งหน่วยงานในระดับกรมหรือองค์กรอิสระเพื่อรับผิดชอบ การจัดตั้งกองทุนคงยอดเงินต้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้านงบประมาณ พร้อมทั้งออกกฎหมายให้สามารถจัดตั้งจดทะเบียนบริษัทหรือหน่วยงานที่เป็นกิจสังคมได้ การจัดทำนโยบายและแนวปฎิบัติเพื่อสนับสนุนกิจการสังคม การสร้างระบบประเมินผลและรองรับมาตรฐานของกิจการสังคมรวมถึงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์กิจการสังคม พร้อมเครือข่ายการเรียนรู้

                สำหรับเรื่องการปฎิรูปการศึกษา นักศึกษา วปอ. ได้เสนอโครงการการปฎิรูปการศึกษาเพื่ออนาคต เน้นการแก้ปัญหาการศึกษาทุกด้าน ให้ตอบสนองวัตถุประสงค์เป้าหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาร่วมกัน โดยมีแนวทางสำคัญคือ การจัดทำโครงสร้างปฎิรูปการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ และระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วม สร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงปัญหาการศึกษาที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาคน ซึ่งส่งผลต่ออนาคตของชาติ โดยขับเคลื่อนปฎิรูป10 ด้าน คือ การปฎิรูปขบวนการผลิตและพัฒนาครู การปฎิรูประบบการเรียนการสอน ปฎิรูปองค์ความรู้ ปฎิรูปการวัดและประเมินผลการศึกษาทุกระดับ ปฎิรูปสถานการศึกษา ปฎิรูปการบริหารการศึกษา ปฎิรูปการศึกษาด้านอาชีพ การปฎิรูปการศึกษาเพื่อความมั่นคง การปฎิรูปการศึกษาตลอดชีวิตและปฎิรูปองค์กรด้านการศึกษา โดยให้ตระหนักรู้ว่า การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.2556 เห็นว่า หากนำยุทศาสตร์ชาติปี2558-2562ไปสู่การปฎิบัติ จะช่วยแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าสำคัญของปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญมาตลอด

 

น.ศ.วปอ.เผย"ประยุทธ์"ลดจำนวนนักโทษกลับเข้าคุกใหม่

 
                ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นตัวแทนแถลงยุทธศาสตร์ศาสตร์ชาติในนามนักศึกษา วปอ กล่าวว่า มิติแห่งการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นเป็นมิติที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่หากเข้าใจและทำให้เกิดธุรกิจและกิจการเพื่อสังคมที่ตอบปัญหาสังคมที่มีอยู่และทำให้กิจการเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ จะช่วยลดปัญหาสังคมในหลายๆส่วนได้ อย่างยั่งยืน

                “ผมได้เสนอว่าในประเทศอังกฤษได้แก้ปัญหาผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งแต่ละปีมีจำนวนมากที่เข้าไปในเรือนจำเพราะได้กระทำผิด และแต่ละปีอีกเช่นกันที่มีผู้พ้นโทษถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อออกมาแล้วเขาไม่มีโอกาส ไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่มีคนให้โอกาส จะพบว่า 60-70 % ต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำอีกครั้ง วนเวียนเช่นนี้อยู่ในสังคม เป็นปัญหาที่ซ้ำซาก แต่เมื่อมีโครงการร้านอาหารที่เปิดขึ้นเพื่อต้องการให้ผู้ต้องขังมีอาชีพ และให้โอกาสกับพวกเขา ส่งเสริมให้พวกเขามีงานทำ พบว่าโครงการนี้ทำให้คนที่จะกลับเข้าไปเป็นนักโทษลดลงตอนนี้มีนักโทษที่ต้องกลับเข้าไปในเรือนจำเพียง 10 %เท่านั้น  ซึ่งงานที่ผมนำเสนอเรื่องกิจการเพื่อสังคมถือเป็นงานวิจัยของผมขณะที่กำลังเรียนอยู่ที่ วปอ. ซึ่งใช้เวลาเรียน 1 ปี เต็ม และก่อนสำเร็จการศึกษา ก็ต้องนำเสนองานต่อคณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงต่างๆ มาร่วมรับฟัง งานกิจการเพื่อสังคมที่ผมนำเสนอมีหลากหลาย แต่น่ายกรัฐมนตรีสนใจโครงการ การลดจำนวนนักโทษที่จะกลับเข้าไปในเรือนจำอีก ทำอย่างไรให้ลดลง และฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าควรจะได้คิดต่อยอดการนำเสนอผลงานวิจัยให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรียังบอกอีกว่าปัญหาการทำผิดซ้ำของนักโทษเป็นปัญหาที่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรืออังกฤษ จึงอยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันคิดต่อในเรื่องเหล่านี้และเห็นว่า กิจการเพื่อสังคมเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้”ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าว

                ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของมศว ผลักดันเรื่องกิจการเพื่อสังคมมาเป็นเวลา 1 เต็ม เรามีหลักสูตร และกำลังจะจัดตั้งคณะบริหารธุรกิจที่สอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้บุคคลภายนอกเป็นหลักสูตรระยะสั้น ให้ความรู้อาจารย์บุคลากร  มีโครงการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการโอกาส อย่างคนพิการ ได้เรียนและทำงานใน มศว แบบเต็มรูปแบบ  ให้นโยบายทุกคณะรับนิสิตเข้าเรียน และบุคลากรเข้าทำงาน  ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. 2557 เวลา 14.30 น. ที่จะถึงนี้ มีนักมวยระดับแชมป์โลกไอบีเอ็ม อย่าง นายอำนาจ รื่นเริง  ที่เคยเป็นนักโทษ และเมื่อออกมาจากเรือนจำได้ยึดอาชีพเป็นนักมวย และทางมศวได้ให้สถานที่ฝึกซ้อมและเก็บตัวก่อนไปแข่งขัน จะเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวและขอบคุณทางมศว ที่ให้โอกาส ให้ชีวิตใหม่กับเขา ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่มศว ทำอยู่เป็นแนวทางการให้โอกาสคนและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนและมาถูกทางอย่างยิ่ง จึงอยากเรียนเชิญสื่อมวลชน มาร่วมฟังประสบการณ์ของการได้โอกาสใหม่จากอดีตนักโทษในเรือนจำ ณ ห้องเสวนา อาคารประสานมิตร ชั้น ให้ชีวิตใหม่กับเขา ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่มศว ทำอยู่เป็นแนวทางการให้โอกาสคนและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนและมาถูกทางอย่างยิ่ง จึงอยากเรียนเชิญสื่อมวลชน มาร่วมฟังประสบการณ์ของการได้โอกาสใหม่จากอดีตนักโทษในเรือนจำ ณ ห้องเสวนา อาคารประสานมิตร ชั้น 3 ด้วย
 

 

นิด้าเปิดตัวโมเดลปฏิรูป16ด้าน 


               ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คณาจารย์ของสถาบัน นำโดย นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ร่วมแถลงข่าวเปิดนิด้าโมเดล ปฏิรูปประเทศไทย 16 ด้าน ทั้งนี้มีร่างข้อเสนอที่ประกอบด้วยรายละเอียดแบบย่อของการปฏิรูปใน 3 ด้านที่สำคัญ  คือ1.ด้านการเมือง  ที่เสนอโดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์  เสนอว่าการปฏิรูปการเมืองต้องทำใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบพรรคการเมือง คือให้พรรคการเมืองไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของนายทุน ด้วยการกำหนดให้ประชาชนสามารถบริจากเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่เสียภาษีให้แก่พรรคการเมืองที่สนับสนุน รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้พื้นที่ใดเป็นของพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะส่งคนลงเลือกตั้งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศหรืออย่างน้อยร้อยละ 1 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ขณะที่การคัดเลือกผู้สมัครต้องให้ที่ประชุมตัวแทนพรรคแต่ละจังหวัดเป็นผู้คัดเลือก และ2.ปฏิรูประบบและกระบวนการเลือกตั้ง ด้วยการใช้ระบบ E-Voting มาใช้ในการลงคะแนนและให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง  ส่วนการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้ใช้ระบบบัญชีรายชื่อจังหวัด โดยพรรคการเมืองจะส่งจำนวนผู้สมัครตามสัดส่วนประชากร ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์ผู้ที่จะลงเลือกตั้งแบบอิสระ ส่วนวุฒิสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้งขององ์กรวิชาชีพตามกฎหมายทั้งหมด เพื่อให้ปลอดจากอิทธิพลของพรรคการเมือง

               2.ด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เสนอโดยนายบรรเจิด สิงคะเนติ   ด้วย 3 วิธี คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการป้องกันอาชญากรรมและระงับข้อพิพาท รวมถึงสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลท่ีเหมาะสมโดยองค์กรกึ่งตุลาาการ  2.เพิ่มบทบาทให้พนักงานอัยการกลั่นกรองกฎหมาย หรือมีส่วนร่วมกับตำรวจในการทำหน้าที่ นอกจากนั้นต้องกระจายอำนาจไปยังบุคลากรในองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวน และ 3.ต้องเพิ่มกระบวนการคุ้มครอง เยียวยาเหยื่อจากกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

               3.ด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอโดยนายอุดม ทุมโฆสิต  ด้วยการสร้างความเข้มแข็งและสร้างธรรมาภิบาลของรัฐ ได้แก่ 1.จัดระบบการเข้าสู่อำนาจที่ดี โดยใช้ระบบมืออาชีพมาใช้กับตำแหน่งบริหารทุกตำแหน่ง รวมถึงมีระบบวัดผล ชี้วัด ประเมินผลงานในทุกตำแหน่ง นอกจากนั้นต้องสังคยานาระบบธรรมาภิบาลของรัฐอย่างบูรณาการ ทั้งด้านความซื่อสัตย์, การใช้อำนาจรัฐ และความเป็นธรรมการได้รับประโยชน์และการมีส่วนร่วมขของประชาชน, 2.กระจายอำนาจไปสู่ประชาชน ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชน  ชุมชนมีส่วนร่วมคิดค้นและวิจัยปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงให้บทบาทองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่อการบริหารอย่างอิสระ นอกจากนั้นต้องยกเลิกระบบบริหารส่วนภูมิภาคระดับจังหวัดและระดับอำเภอ และสนับสนุนให้จังหวัดใช้หลักบริหารราชการแผ่นดินภายใต้หลักการปกครองท้องถิ่น ที่มุ่งให้ประชาชนพึ่งตนเองและปกครองตนเองในส่วนที่เกี่ยวกับทุกข์สุขของตนเองโดยไม่ปฏิปักษ์กับรัฐ และให้จัดตั้งสภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ (สทช.) เป็นองค์รระบบไตรภาค คือ ผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลาง, ผู้แทนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีนายกฯ เป็นประธาน  และ 3.แก้ไขความพิการเชิงโครงสร้างของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการ ปรับบบาทการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใหม่ โดยยุบรวมหน่วยงานระดับกระทรวงที่มีบทบาทหน้าที่ที่สัมพันธ์กันในแนวราบให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน และตั้งกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดูแลภารกิจอย่างบูรณาการ , ปรับบทบาทการบริหารราชการส่วนกลางและภูมิภาคใหม่  โดยเปลี่ยนหน่วยงานที่มีบทบาทให้การบริการกับประชาชน  ไปเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางและกำกับดูแลให้ไปทิศทางที่ต้องการ ส่วนการบริหารนั้นให้เป็นหน้าที่ขององค์กรมหาชน และถ่ายโอนให้ อปท.ไปทำหน้าที่แทน