
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ห่านไข่ทองคำ
16 ก.ย. 2557
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ห่านไข่ทองคำ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
นิทานเรื่อง “ห่านทองคำ” เป็นนิทานที่แปลมาจากต่างประเทศ นานมาแล้วเคยได้รับการบรรจุเอาไว้ในแบบเรียนของเด็กไทยในชั้นประถม เรื่องย่อมีอยู่ว่ามีห่านตัวหนึ่งไข่ออกมาเป็นทองคำวันละหนึ่งฟอง อยู่มาวันหนึ่งเจ้าของเกิดโลภมากอยากได้ไข่ทองคำหลายๆ ฟอง จึงจัดการจับเอาห่านตัวนั้นมาผ่าท้อง หวังว่าจะได้เจอไข่ทองคำในท้องห่านมากมาย แต่ปรากฏว่าห่านก็ตายแถมยังไม่มีไข่ทองคำในท้องเลยแม้แต่ฟองเดียว เป็นนิทานที่สอนให้คนเรารู้จักอดออมอดทนและไม่ละโมภโลภมาก จนเกิดคำพูดขึ้นมาว่า “โลภมาก มักจะลาภหาย” นั่นเอง
สัปดาห์ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจพาดหัวข่าวว่า “สมหมาย ห้ามข้าราชการรังแกผู้เสียภาษี” โดยเนื้อข่าวระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี กล่าวว่า “สิ่งที่ตั้งใจมาทำหน้าที่คือ ทำให้หน่วยงานด้านภาษีรู้จักคนเสียภาษี และเปลี่ยนมุมมองของข้าราชการ ต้องมองคนเสียภาษีว่าเป็นคนพิเศษกว่าปกติ เพราะถ้ากลุ่มคนพวกนี้ไม่มาเสียภาษี จะไม่มีงบประมาณมาใช้ในประเทศ ดังนั้นข้าราชการกรมภาษีต้องสุภาพ เกื้อหนุนกลุ่มคนพวกนี้ และไม่ควรไปข่มขู่คนเสียภาษี”
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ได้รับการกล่าวขานกันในกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กมาก ว่าท่านรัฐมนตรีคงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างแท้จริง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการเรียกเก็บภาษีของหน่วยงานราชการนั้น จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นทุกปีโดยไม่สนใจว่าผลประกอบการที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร
ปีที่แล้วเสียภาษี 100 บาท ปีนี้ขืนยื่นเข้าไปเท่าเดิมก็จะถูกเรียกไปพบ พร้อมเรียกร้องทั้งขอความร่วมมือ, ข่มขู่แกมบังคับ ด้วยการอ้างตัวบทกฎหมายมากมาย หรือบางครั้งถึงกับอ้างกฎหมายอาญา ที่จะต้องมีโทษทั้งปรับและจำคุกเข้ามาด้วย หรือพูดเพื่อให้คิดเอาเองว่าอาจจะต้องขลุกขลัก หรือไม่สะดวกในการทำธุรกิจหากไม่ยอมให้ความร่วมมือ
ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศจะไม่มีปัญหาเช่นที่กล่าวมา อาจจะเป็นเพราะมีอำนาจในการต่อรองที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ หรืออาจจะเป็นเพราะมีพนักงานหรือที่ปรึกษาซึ่งรู้ทางหนีทีไล่ดีกว่าเจ้าหน้าที่ แต่สำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุกราย เชื่อได้ว่าต่างมีประสบการณ์ดังเช่นที่ท่านรัฐมนตรีเอ่ยปากมาด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ที่ไม่มีข่าวเป็นเพราะว่ายังไม่มีหนูตัวไหนที่จะกล้าเอากระพรวนไปคล้องคอแมวเท่านั้นเอง
แต่ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นทุกวันนี้ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ด้านเก็บภาษี ยังไม่เปลี่ยนทัศนคติ และยังคงทำตัวเป็นเจ้าของห่านที่ต้องการผ่าท้องห่านเพื่อเอาไข่ทองคำจำนวนมากในคราวเดียว ก็อาจจะมีผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนหนึ่ง พร้อมใจกันที่จะแจ้งเลิกประกอบการธุรกิจ ซึ่งหากผู้ประกอบการที่ตัดสินใจดังกล่าว อ้างเหตุผลในการเลิกประกอบธุรกิจว่า “เพราะทนต่อวิธีการเรียกประเมินภาษีไม่ไหว ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้” ก็น่าที่จะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าใดนัก
ถึงวันนั้นเจ้าของห่านคงจะต้องมานั่งวิตกว่า แล้วจะหาห่านที่ไหนมาออกไข่เป็นทองคำให้เก็บได้อีกก็เป็นได้ครับ
----------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ห่านไข่ทองคำ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



