ข่าว

‘รัชตะ’ได้ฤกษ์เข้ากระทรวงสธ.วันแรก

‘รัชตะ’ได้ฤกษ์เข้ากระทรวงสธ.วันแรก

13 ก.ย. 2557

‘รัชตะ-สมศักดิ์’ ได้ฤกษ์เข้ากระทรวงสาธารณสุขวันแรก พร้อมมอบนโยบายการทำงาน 10 ข้อหวังทำงานบรรลุเป้าหมายสูงสุด ขรก.แห่ต้อนรับ!

 
                    13 ก.ย.57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข  ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) เดินทางเข้ามาทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นวันแรก หลังจากที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.สธ. และ รมช.สธ. โดยมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดสธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ นอกจากนี้ ศ.นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ นพ.ณรงค์ อังคะสุวพลา นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล และ นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นทีมที่ปรึกษา และทีมสนับสนุนวิชาการ เดินทางมาด้วย ก่อนที่จะเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ สธ.เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเดินทางไปยังห้องทำงานบริเวณชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดสธ. ลงนามในหนังสือรับหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ตามด้วยการมอบนโยบายแก่ผู้บริการระดับสูง สธ.ที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยไม่เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง
 
                    ศ.นพ.รัชตะ แถลงภายหลังการมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง สธ.ว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานด้านสาธารณสุขแก่ผู้บริหาร สธ. 10 ข้อ โดยมุ่งเน้นที่ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และเข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างเสมอภาค โครงการต่างๆ เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งใน 1 ปี จะวางรากฐานเพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในระยะยาวแบบยั่งยืน มุ่งเน้นเกิดการมีส่วนร่วมกว้างขวาง และพัฒนาบุคลากร สธ. ให้มีขวัญกำลังใจ ทำงานอย่างมีความสุข คาดว่าภายใน 1 เดือน จะสามรถวางแผนการทำงานระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวแล้วเสร็จ ทั้งนี้ หลักการทำงานร่วมกัน ขอให้ยึดเพียง 3 ประการ คือ 1. ความเรียบง่าย ยึดเนื้อหางานเป็นหลัก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงต้อนรับต่างๆ 2. สามัคคีในการร่วมกันทำงาน และ 3. มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ 
 
                    ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายใน สธ.ยังมีความเห็นต่างในหลายเรื่อง ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ความเห็นต่างเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่การทำงานร่วมกัน จะใช้หลักฐานเชิงประจักษ์มาร่วมในการพิจารณา ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน ซึ่งนโยบายที่มอบทั้ง 10 ข้อ ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงกอง กรม หรือ สธ.เท่านั้น แต่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน จะใช้หลักธรรมาภิบาล นิติธรรม คุณธรรม การมีส่วนร่วมมาใช้ในการดำเนินงาน ดังนั้น ต้องมีการเรียกทุกฝ่ายมาหารือกันในแต่ละเรื่องก็จะผ่านความขัดแย้งไปได้ อย่างเรื่องค่าตอบแทน จะเน้นให้คนทำงานมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจในทุกวิชาชีพ
 
                    ต่อข้อถาม เรื่องเขตสุขภาพที่ สธ.ดำเนินการเป็นนโยบายหลักก่อนหน้านี้ ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า การพัฒนาให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพดี ในสาระสำคัญที่อยากเห็น คือ การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิให้เกิดขึ้น เช่น การเพิ่มแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวมาดูแลสุขภาพประชาชน ถ้าระบบบริการปฐมภูมิเข้มแข็ง ก็จะเชื่อมต่อกับระบบบริการที่สูงขึ้น ด้วยการสร้างกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน จึงต้องสร้างระบบบริการภายในกลุ่มจังหวัดต่างๆ ให้มีความเข้มแข็ง และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม 
 
                    "การจัดสรรทรัพยากร รวมถึง กลไกการบริหารจัดการภายในกลุ่มจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน จะหารือต่อไปว่าจะทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้มีหลากหลายแนวทาง ซึ่งก็ต้องเอาหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยัน เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ซึ่งคงต้องขอเวลาในการพูดคุยหารือกับทุกๆ ฝ่ายก่อน สำหรับเรื่องค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน หรือพีฟอร์พี จะต้องมีการหารือกันและกัน แต่ยืนยันว่า จะทำให้คนทำงานที่ สธ.มีความสุข มีศักดิ์ศรี และภูมิใจ"
 
                    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการควบ 2 ตำแหน่ง ทั้ง รมว.สธ. และ อธิการบดี ม.มหิดล ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาในการทำงาน จะทุ่มเททำงานที่ สธ. และ ม.มหิดล อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ โดยมีนัดชี้แจงเรื่องนี้กับประชาคม ม.มหิดล ในเร็วๆ นี้ และเชื่อว่า จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ภายใน 2-3 สัปดาห์ มั่นใจว่าการทำงานในทั้ง 2 องค์กร จะไม่เกิดการสะดุด ส่วนกรณีที่มีการมองว่าตนเป็นรัฐมนตรีเงาของทีมที่ปรึกษา และทีมสนับสนุนวิชาการนั้น คงต้องมีการพูดคุยกันให้เข้าใจ 
 
                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบาย 10 ข้อ ที่ รมว.สธ.มอบให้กับผู้บริหาร สธ.หลัก ประกอบด้วย 
 
                    1. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
 
                    2. พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยมีการใช้ทรัพยากรสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบที่ยั่งยืน อาทิ พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้ทุกกองทุนมีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องสิทธิประโยชน์ การเข้าถึงบริการ การสนับสนุนทางการเงิน และระบบข้อมูล 
 
                    3. สร้างเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชากรไทยตลอดช่วงชีวิต 
 
                    4. สร้างเสริมความเข้มแข็งของกลไกนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ทำงานข้ามภาคส่วน 
 
                    5. พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรสุขภาพ 
 
                    6. พัฒนาความมั่นคงของระบบยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 
 
                    7. จัดการโรคติดต่อและภัยคุกคามด้านสุขภาพ 
 
                    8. สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพโลก Global health 
 
                    9. สนับสนุนการวิจัยสุขภาพอย่างครบวงจร
 
                    10. พัฒนาและส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรด้านสุขภาพของรัฐ