
307 ปี กับเอกราชที่รอคอยของ 'สกอตแลนด์'
14 ก.ย. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : 307 ปี กับเอกราชที่รอคอยของ 'สกอตแลนด์' : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
อาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รอบ 307 ปีก็ได้ ที่ชาวไฮแลนด์สกอตแลนด์เพิ่งตระหนักถึงความหมายของคำว่า "โลกใต้อุ้งมือเรา" อย่างถ่องแท้ เมื่อพี่น้องร่วมชาติมากถึง 4.3 ล้านคนจากทั้งหมดราว 5.3 ล้านคน รวมไปถึงเด็กหนุ่มสาวอายุตั้งแต่ 16-17 ปีขึ้นไปจะไปกาบัตรในวันที่ 18 กันยายน ว่า "เยส" หรือ "โน" กับคำถามสำคัญเพียงคำถามเดียวว่า “สกอตแลนด์สมควรเป็นประเทศเอกราชหรือไม่” หรือนัยหนึ่งก็คือเห็นด้วยที่จะให้สกอตแลนด์ปกครองโดยชาวสกอตแลนด์ และเพื่อชาวสกอตแลนด์ในอนาคตหรือไม่
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ว่า "เยส" หรือเห็นด้วย เท่ากับว่าในอีก 18 เดือนข้างหน้าหรือในวันที่ 24 มีนาคม 2559 โลกก็จะมีประเทศเอกราชเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกประเทศหนึ่ง ประเทศสกอตแลนด์ที่แยกตัวมาจากตอนเหนือของสหราชอาณาจักร ประเทศที่จะมีเนื้อที่ราว 1 ใน 3 ของสหราชอาณาจักร มีประชากรราว 5 ล้านคน หรือราว 1 ใน 10 ของประชากรสหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่จะมีรัฐธรรมนูญของตัวเองซึ่งยึดหลักสากลของสหภาพยุโรปมากกว่าสหราชอาณาจักร แต่จะยังคงมีสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นพระประมุขเฉกเดียวกับประเทศเครือจักรภพอังกฤษทั่วๆ ไป
แต่ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ว่า "โน" หรือไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวเป็นเอกราช สกอตแลนด์ก็จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสหภาพที่ลงนามกันเมื่อปี 2250 เพียงแต่จะมีอำนาจต่อรองในการการบริหารตนเองมากขึ้น
ยิ่งโลกหมุนเร็วมากขึ้นเท่าใด กระแสการเรียกร้องขอแยกสกอตแลนด์เป็นเอกราชก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น เฉกเดียวกับชาวไอร์แลนด์เหนือและชาวเวลส์บางส่วน กระทั่งรัฐบาลกลางในกรุงลอนดอนต้องยอมผ่อนสายป่านให้ทีละน้อย
โดยนับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา สกอตแลนด์ได้รับสิทธิให้มีรัฐสภาและรัฐบาลเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดใจตัวเองทุกเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการต่างประเทศ การคลังและการทหาร
ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 รัฐบาลเอดินเบอระได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากรัฐสภาให้เดินหน้าจัดการลงประชามติว่าจะแยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลลอนดอนก็ลงนามรับรองร่างมตินี้เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ว่าจะให้มีกรจัดหยั่งประชามมติภายในปี 2557
นับตั้งแต่ต้น รัฐบาลนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีก็เหมือนกับ "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" หนึ่งนั้นเพราะสกอตแลนด์ไม่ใช่ฐานเสียงของตัวเอง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพื้นที่นี้มากนัก ประกอบกับแต่ไหนแต่ไรมา ผลการหยั่งความเห็นชาวสกอตแลนด์ว่าอยากจะให้แยกตัวออกจากอังกฤษหรือไม่ คะแนนเสียงที่คัดค้านมักจะนำโด่ง กระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์เริ่มพลิกผัน เมื่อผลการหยั่งความเห็นจัดทำโดยบริษัทวิจัยชื่อดังยูกอฟ พบว่าคะแนนของผู้ที่อยากจะให้แยกตัวจู่ๆ พุ่งสูงถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์อย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับแต่นั้นเป็นต้นมา คะแนนก็พลิกกลับไปมา บางครั้งฝ่ายที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชมีคะแนนนำ บางครั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็พลิกกลับมานำ โดยคะแนนทิ้งห่างกันไม่กี่เปอร์เซ็นต์
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้โลกต้องหันมาให้ความสนใจ เนื่องจากผลชี้ขาดในสกอตแลนด์อาจจะเป็นตัวอย่างให้ดินแดนอีกหลายดินแดนที่ต้องการจะแยกตัวเป็นเอกราชนำไปเป็นแบบอย่างได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลลอนดอนต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว นายคาเมรอน พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองระดับนำต้องสลับหน้ากันเดินทางไปทำความเข้าใจกับชาวสกอตแลนด์ โดยจะเน้นในเรื่องของ "ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร"
พร้อมกันนี้ ก็งัดกลยุทธ์ทั้งไม้แข้งและไม้นวมมาใช้ ทางหนึ่งให้สัญญาว่าจะให้ชาวสกอตมีสิทธิในการบริหารจัดการด้านคลัง ภาษี และสวัสดิการมากขึ้น ทางหนึ่งขู่ว่าหากดังดึนดันจะแยกตัวเป็นเอกราชก็อย่ามาว่าอังกฤษใจจืดใจดำก็แล้วกัน ไม่ว่าจะกรณีไม่มีวันยอมให้สกอตแลนด์ใช้เงินปอนด์สเตอริงเป็นสกุลเงินของสกอตแลนด์ หรือถ้าดึงดันจะใช้ธนาคารกลางในลอนดอนก็จะไม่ค้ำประกันค่าเงินปอนด์สกอตแลนด์ให้ ไม่นับรวมเรื่องที่จะขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้สกอตแลนด์ได้เป็นสมชิกของสหภาพยุโรป อันจะเปิดทางให้สามารถรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป การจะรับสมาชิกน้องใหม่จะต้องได้รับเสียงเอกฉันท์จากสมาชิกทั้ง 28 ประเทศก่อน แน่นอนที่ว่ารัฐบาลลอนดอนจะพร้อมจะใช้สิทธิยับยั้งตลอดไป
ผู้สันทัดกรณีหลายคนเชื่อว่าหัวเด็ดตีนขาด รัฐบาลลอนดอนไม่มีทางจะปล่อยให้สกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราช ไม่เพียงเพราะทำให้อาณาเขตของสหราชอาณาจักรหดตัวลงถึง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สำคัญก็คือแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งทะเลเหนือหรือราว 85 เปอร์เซ็นต์ของแหล่งน้ำมันสำรองของอังกฤษล้วนแต่อยู่ในอาณาบริเวณทะเลของสกอตแลนด์แทบทั้งนั้น ซึ่งรัฐบาลเอดินเบอระคงจะรีบอ้างว่าเป็นสมบัติของประเทศเกิดใหม่ ถ้านำมาใช้ก็จะคิดเป็นสัดส่วนของเศรษฐกิจทั่วสกอตแลนด์ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
ไม่นับรวมปัญหาชวนปวดหัวในเรื่องของฐานทัพเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของอังกฤษที่ตั้งอยู่ในสกอตแลนด์ ซึ่งจะต้องเร่งโยกย้ายกลับทันทีเนื่องจากสกอตแลนด์มีนโยบายต่อต้านนิวเคลียร์
และเพื่อให้คำขู่นี้มีน้ำหนักมากขึ้น ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอังกฤษในสกอตแลนด์ อาทิ ธนาคารลอยด์ส และรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ ได้ขู่จะย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากสกอตแลนด์ อันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินของสกอตแลนด์ทรุดหนักไปอีก
แต่กลุ่มที่ต้องการให้แยกตัวเป็นเอกราช ก็ปากแข็งว่าไม่กลัวและเชื่อว่าสกอตแลนด์สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากทุกๆ เมืองในไฮแลนด์ล้วนแต่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเมืองเอดินเบอระ เมืองมรดกโลก เมืองศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร และเมืองหลวงของสกอตแลนด์ รวมทั้งเมืองกลาสโกว์ เมืองอุตสาหกรรมและท่าเรือสำคัญ เมืองอเบอร์ดีน ศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรป เมืองดันดี ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป เมืองสเตอร์ลิง เป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่และงดงาม ฯลฯ
อีก 4 วัน โลกก็จะได้รู้ว่าฝันของชาวสกอตแลนด์จะออกหัวหรือก้อย
---------------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 307 ปี กับเอกราชที่รอคอยของ 'สกอตแลนด์' : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



