ข่าว

'มาร์ค'จี้'บิ๊กตู่'แก้ปม'ไมโครโฟน'

'มาร์ค'จี้'บิ๊กตู่'แก้ปม'ไมโครโฟน'

11 ก.ย. 2557

'อภิสิทธิ์' จี้ 'ประยุทธ์' สอบปม 'ไมโครโฟน' แก้ข้อกังขาสังคม แนะขีดกรอบเวลาให้ชัด 'นโยบาย' ใดทำได้ใน 1 ปี เตือนเลี่ยงประชานิยม ระวังตกหลุมลืมสนองความต้องการปชช.

 
                              11 ก.ย. 57  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า เนื้อหาครอบคลุมเกือบทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะนโยบายในปีนี้ แต่มีทั้งเรื่องภาพระยะกลาง และระยะยาวด้วย จึงเป็นภาระที่หนักมาก ที่จะทำได้ตามนโยบายที่วางไว้ เช่น ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน การลดความเหลื่อมล้ำ และนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริต หากทำสำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี 
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่บางเรื่อง ตนไม่แน่ใจว่าเมื่อพบกับปัญหาแล้ว จะเป็นอย่างไร เช่น สินค้าเกษตรที่เขียนไว้เป็นหลักการว่าอยากลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ไม่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาราคาตกต่ำอย่างไร เพราะภาวะเศรษฐกิจจะขึ้นกับกำลังซื้อของเกษตรกร ในขณะที่เกษตรกรก็เดือดร้อน ตนจึงเป็นห่วงอยากให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนนโยบายอื่นๆ หลายเรื่องเกี่ยวพันกับการปฏิรูป ซึ่งต้องทำงานคู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปนั้น ต้องติดตาม อย่างไรก็ตาม การวางนโยบายเช่นนี้ ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะอยู่บริหารประเทศเกินกว่า 1 ปี เพียงแต่ทำให้เห็นว่า งานของรัฐบาลคงไม่สำเร็จในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น จึงต้องชัดเจนว่า จะทำอย่างไรให้ทิศทางเดินต่อได้
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้มีการระบุให้ชัดเจน ว่าเรื่องไหนที่รัฐบาลสามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องรอสภาปฏิรูป เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เนื่องจากหลายเรื่องเดินได้เลย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต แต่บางเรื่องต้องรอการทำงานของสภาปฏิรูป เช่น การจะแยกกิจการท่อก๊าซออกจาก ปตท. เพราะเป็นการชี้นำแนวทางการปฏิรูปพลังงาน ตนจึงหวังว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะทำหน้าที่อภิปรายซักถาม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ว่าส่วนไหนที่จะเสร็จในช่วงระยะเวลา 1 ปี กับงานที่ไม่เสร็จในระยะเวลาดังกล่าว จะวางแนวทางทำงานร่วมกับสภาปฏิรูปอย่างไร
 
                              "สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี คือ การทำกติกาทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับสภาปฏิรูป และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะหากไม่เสร็จ จะเข้าสู่โรดแม็พที่ 3 ไม่ได้ , ความคาดหวังของประชาชนที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น , ปัญหาในระบบราชการที่เบี่ยงเบนไปจากระบบคุณธรรม ก็ต้องมีมาตรการแก้ไข นอกจากนั้นปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น เศรษฐกิจจะให้ฟื้นตัวอย่างไร และจะวางแนวทางให้เกิดความยั่งยืนทางด้านการเงินการคลังอย่างไร ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ภายใน 1 ปี ก็จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ประกาศ"
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเคยให้ความเห็นว่า ต้องมีการวางแนวทางการทำงานของสภาปฏิรูป เพราะงานของกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป อาจต้องเดินหน้าไปก่อนที่สภาปฏิรูป จะเริ่มทำงาน จึงต้องแยกออกมาให้ชัดว่า อะไรที่จะทำได้เลย แต่อะไรที่ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้ง ก็ต้องรอสภาปฏิรูป ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุไว้ในคำแถลง ว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่นโยบายพรรคการเมืองที่ต้องคำนึงถึงประชานิยมนั้น ตนเห็นว่า มองได้หลายมุม คือ พยายามที่จะบอกสังคมว่า มีการแก้ปัญหาประชานิยม 
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ในอีกแง่หนึ่ง ตนอยากยืนยันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียง เป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งนโยบายแต่ละพรรคจะมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่านโยบายของพรรคการเมืองทั้งหมด จะมีลักษณะเป็นประชานิยม จึงอยากให้ระมัดระวังว่า เมื่อต้องการหลีกเลี่ยงประชานิยม ก็อย่าไปไกลถึงขั้นว่า ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น ปัญหาพืชผลการเกษตร อย่าไปตกหลุมคำพูดว่าไม่ประชานิยม จึงไม่ช่วยเหลือเกษตรกร เพราะมาตรการลดต้นทุนที่ทำอยู่ไม่เพียงพอ
 
 
 
ฝาก 'รบ.' หาข้อยุติคืน 'ท่อก๊าซ' ไม่ครบ
 
 
                              "เรื่องที่ต้องดูให้ดี คือ เรื่องพลังงาน เพราะฝ่ายหนึ่งพยายามยัดเยียดว่า การดูแลประชาชนเพราะคำนึงว่าก๊าซเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ประชาชนควรใช้ในราคาต้นทุนเป็นเรื่องประชานิยม ซึ่งความจริงไม่ใช่ จึงอยากให้ระวัง และเรื่องการคืนระบบท่อก๊าซ ที่ยังมีข้อถกเถียงว่าอาจไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครอง รัฐบาลก็ต้องหาข้อยุติทางกฎหมายให้ได้ เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังทักท้วงอยู่ รัฐบาลต้องหาข้อยุติ ตราบใดที่ยังไม่มีข้อยุตินี้ ก็ไม่ควรประกาศว่าจะแยกบริษัทท่อก๊าซ และจะขายหุ้นในอนาคต ไม่ว่าจะให้กับกระทรวงการคลัง หรือใครก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ควรทำ"
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือถึง พล.อ.อ.ประจินต์ จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ให้ทบทวนการคืนทรัพย์สิน และชี้ว่า การแบ่งแยกทรัพย์สินในขณะนั้น มีการกระทำที่ขัดมติ ครม. 18 ธ.ค. 50 และกฎหมายหลายฉบับ รัฐบาลควรทำอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำให้ถูกต้อง โดยยึดตามมติ ครม. 18 ธ.ค. 50 ที่ทำในสมัย พล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ และ สตง.เองก็เคยทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช.แล้วด้วย ก็ต้องมีคำตอบในส่วนนี้ ว่าจะหาข้อยุติอย่างไร หากหาข้อยุติไม่ได้ ก็จะกระทบต่อการปฏิรูปพลังงาน ทำให้เดินยากมาก เนื่องจากจะเป็นข้อถกเถียงที่ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้เลย แม้ว่าหนังสือของผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สตง.ทำถึง คสช. แต่เวลานี้มีรัฐบาลแล้ว ก็ต้องรับงานต่อมาสร้างความชัดเจน เพราะ สตง.และผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็คงจะมีการติดตามต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่
 
 
 
จี้ 'บิ๊กตู่' ดูเอง ปม 'ไมโครโฟน' เชื่อ จัดซื้อไม่ปกติ สังคมข้องใจ
 
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดซื้อชุดไมโครโฟน พร้อมจอแอลซีดีขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในราคาสูงถึงชุดละ 145,000 บาท ว่า อยากให้นายกรัฐมนตรี ลงมาตรวจสอบ และทำให้เป็นตัวอย่าง ว่าเป็นกรณีที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าจะมีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความจริง เพราะที่ตรวจสอบกันทั่วไป ราคาไมโครโฟนที่ขายทางอินเทอร์เน็ต ประมาณ 5 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ผิดปกติ และอีกมุมหนึ่ง คือ รัฐบาลนี้ต้องการเน้นเรื่องการพอเพียง ก็มีการตั้งคำถามว่าระบบนี้มีความจำเป็นแค่ไหน เมื่อยืนยันยังไม่ได้ทำสัญญา ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ ว่าทำไมที่มีการตรวจสอบกันทางอินเทอร์เน็ต ราคา 5 หมื่นกว่าบาท แล้วบอกตอนนี้ราคา 9 หมื่นบาท ทั้งที่บอกว่าลดแล้ว 30 กว่า %
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าจะให้เกิดความมั่นใจ ควรต้องตั้งกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาดูหรือไม่ แทนที่จะให้ข้าราชการมาดูกันเอง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่น่าซับซ้อน ถ้านายกรัฐมนตรีลงมาดูรายละเอียด ก็อาจจะดำเนินการอะไรได้เลย 
 
                              เมื่อถามว่า แต่ตอนนี้ให้ความรับผิดชอบไปที่อธิบดีกรมโยธาธิการ เป็นคนชี้แจง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นคนที่ทำมา ก็ต้องเป็นคนชี้แจง แต่นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องดูแลปัญหาในภาพรวม และเรื่องนี้จะเป็นกรณีที่ถูกหยิบยกไปเป็นการทดสอบว่ามาตรฐานในการจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันปราบปรามการทุจริต จะเป็นอย่างไร ถ้านายกรัฐมนตรีลงมาให้แนวทางความชัดเจน ว่าแนวทางต้องเป็นอย่างไร ท่ามกลางข้อกังขาของคนจำนวนมาก 
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าไม่สามารถคลี่คลายข้อสงสัยให้สังคมได้ จะเป็นจุดเสื่อมจุดแรกของรัฐบาลหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าอันตราย เพราะกรณีนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากว่า 1. ตกลงที่อยากจะเห็นค่านิยมใหม่ในสังคมนั้นสอดคล้องหรือไม่ 2. มีความโปร่งใสหรือไม่อย่างไร 
 
                              เมื่อถามว่า การปรับปรุงภูมิทัศน์ในทำเนียบรัฐบาล มีความจำเป็นเร่งด่วน จะต้องมีการยกเว้นระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ติดตามละเอียด แต่ทั้งหมดต้องทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งการทำงานกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ก็ต้องการที่จะให้มีกระบวนการเปิดเผยชัดเจน ว่าการจัดซื้อจัดจ้างสมเหตุสมผล และถ้าสามารถตรวจสอบกับราคาท้องตลาดได้ เช่น แพงเกินจริง ก็ต้องจัดการให้เห็นเด็ดขาด ก็จะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เอาจริงในเรื่องการปราบปรามการทุจริต 
 
                              เมื่อถามว่า คิดว่าผิดปกติหรือไม่ เพราะงบประมาณเป็นของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่คนรับผิดชอบกลายเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการ ซึ่งอยู่กระทรวงมหาดไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลาพวกตนคุยกันก็ถามกันอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นกรมโยธาธิการ 
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า โดยปกติเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้หรือไม่ งบฯ อยู่หน่วยงานหนึ่ง แต่อีกหน่วยงานหนึ่งมารับผิดชอบ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าตอนนั้นใครได้รับมอบหมายให้ดูแล ไม่แน่ใจว่าใครได้รับมอบหมาย และไปเลือกใช้หน่วยงาน หรือใช้งบฯ จากก้อนไหน 
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างหรือไม่ ว่าพอมีการรัฐประหารแล้ว มีการใช้วิธีพิเศษในการใช้งบประมาณหลายเรื่อง เพราะเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่โครงการเดียวที่ทำแบบนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนถึงบอกว่า เมื่อมีข้อมูลและข้อกังขาแบบนี้ ก็อยากเห็นรัฐบาลจัดการชัดเจน ว่าจะไม่มีกรณีที่ 2 , 3 , 4 ตามมาอีกที่ทำให้เกิดปัญหาแบบนี้ 
 
                              เมื่อถามว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ขึ้นมา ที่จะตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ คิดว่าควรจะให้มาตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ คสช.เองหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่ติดใจว่าจะให้ใครตรวจสอบ แต่อยากให้แก้ไขปัญหา ส่วนควรที่จะชะลอก่อนเพื่อความโปร่งใสหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่าเมื่อยังไม่ได้ลงนามในสัญญาและมีข้อสงสัยเยอะ ที่ไม่สามารถชี้แจงได้ ก็ไม่ควรเดินหน้า