
'หมอมรกต'ยันตรวจสอบสสส.10ปีไม่พบทุจริต
'หมอมรกต'อดีต รมช.สธ. ยันตรวจสอบ สสส.10 ปีไม่พบทุจริต กฎเข้มต้องส่งรายงาน สตง. การันตีทำงานคุ้มค่างบ 'หมอประกิต' ชู 'สสส.ไทย' ต้นแบบโลกตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพ
10ก.ย.2557 นพ.มรกต กรเกษม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบภายใน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบภายในมาตลอดกว่า 10 ปีของการก่อตั้ง สสส. และเพิ่งหมดวาระไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. ไม่เคยพบการใช้จ่ายงบประมาณที่ผิดระเบียบ หรือผิดกฎข้อบังคับที่กำหนด จะมีบ้างก็เป็นในส่วนของขั้นตอนหรืออาจจะเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเมื่อมีการติดตามและให้คำแนะนำตักเตือนไปก็ปรับแก้ไขได้ถูกต้อง นอกจากนั้นแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เอง ก็เข้ามาตรวจสอบตลอด และคณะอนุกรรมการฯ ได้นำรายงานสรุปของ สตง.ทุกฉบับมาพิจารณา ซึ่งก็ไม่เคยพบว่า สตง. รายงานว่าตรวจสอบพบการกระทำผิดข้อบังคับที่เกินเลยไป แม้แต่ในอดีตมีนักการเมืองตั้งข้อสงสัยในเรื่องการใช้จ่ายงบฯ แต่เมื่อตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีการดำเนินงานผิดวัตถุประสงค์ตามที่กล่าวหา
“การดูแลการใช้จ่ายงบฯ ของ สสส. มี 2 ระดับ คือ ระดับสำนักงาน และคณะอนุกรรมการตรวจสอบภายในฯ ซึ่งมีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ฝ่ายกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้ที่สังคมให้ความนับถือในเรื่องของการตรวจสอบ และความซื่อสัตย์อยู่แล้ว”
นพ.มรกต กล่าวว่า ในส่วนที่มักจะมีการตั้งข้อสงสัยว่า สสส. ให้เงินสนับสนุนแต่พวกพ้องตนเอง ตนก็เคยตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งการดำเนินงานด้านสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นงานที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการสาธารณสุขดำเนินการอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ สสส.เกิดขึ้นและทำงานเสริมกันกับ สธ. ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ความสามารถในด้านสาธารณสุขมาดำเนินการ ซึ่งก็เป็นคนในวงการที่รู้จักกัน ดังนั้นจะเรียกว่าพวกพ้องก็คงไม่ได้ แต่เรื่องรู้จักกันอยู่ในวงการก็มี เพราะเราก็ต้องร่วมงานกับคนที่ไว้ใจได้ว่ามีความรู้ และสามารถผลักดันให้การทำงานเกิดผลประโยชน์ที่คุ้มค่างบประมาณ ซึ่งการบริหารงบประมาณของ สสส. มีนโยบาย รูปแบบ และแนวปฏิบัติที่ดีอยู่แล้ว โดยแยกออกมาจากส่วนราชการ ทำให้การดำเนินงานคล่องตัว และสำเร็จที่ดี
“หมอประกิต”ชู“สสส.ไทย”ต้นแบบโลกตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพ
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษาเครือข่าย สสส.นานาชาติ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ทำข้อเสนอถึง คสช.ที่ให้ดึงงบประมาณของ สสส. กลับเข้าสู่ระบบแล้วจัดสรรออกมาตามปกติ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อความโปร่งใสในการใช้งบประมาณนั้น คงจะมาจากการที่ น.ส.ดาวน้อย ไม่ทราบความจริงที่ว่า หลังจากการดำเนินการมา 13 ปี ขณะนี้ สสส. ได้เป็นองค์กรต้นแบบที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนำไปปฏิบัติ
เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ประสบปัญหาเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเคยเจอก่อนการตั้ง สสส. ที่ไม่สามารถได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในขั้นตอนการของบประมาณแบบปกติ เนื่องจากฝ่ายการเมืองมักจะให้ความสำคัญแก่การจัดสรรงบประมาณสำหรับการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในระดับต่ำมาก ผลจากการชี้แนะขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยได้กลายเป็นต้นแบบของประเทศมองโกเลีย เวียดนาม ลาว ตองกา และมาเลเซียในการจัดตั้งองค์กรและแหล่งงบประมาณที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ในขณะที่อีกหลายประเทศอาทิ ซามัว โซโลมอนไอส์แลนด์ อยู่ในระหว่างการผลักดันกฎหมายเพื่อระบุแหล่งงบประมาณที่ยั่งยืน และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดให้มีการประชุมปฏิบัติการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนแบบ สสส.ให้แก่ผู้แทนประเทศเนปาล บังกลาเทศ มัลดีฟ ภูฏาน และพม่า ที่กรุงเทพฯ และในวันที่ 25-26 กันยายนนี้ เครือข่ายรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ภูมิภาคอาเซียนซึ่งสนับสนุนทุนโดยมูลนิธิบิล และเมลินดา เกต ก็จะมาจัดการประชุมปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบงบประมาณที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการควบคุมยาสูบที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เช่นกัน โดยประเทศที่มาร่วมประชุมประกอบด้วยฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ลาว พม่า บรูไน และสิงคโปร์ ซึ่งการที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจและพยายามที่จะตั้งองค์กรและระบบงบประมาณแบบ สสส. ขึ้นในประเทศของตนเอง ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่าการดำเนินงานของ สสส. มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากทุกประเทศต่างประสบปัญหาภาระโรค
"การเสียชีวิตก่อนเวลา และค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จึงต่างหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการจัดระบบงบประมาณสนับสนุนที่ยั่งยืน ตามข้อแนะนำของที่ประชุมซัมมิทสหประชาชาติที่ให้มีการกำหนดแหล่งงบประมาณนวัตกรรม (Innovative financing) ที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อลดภาระความสูญเสียจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งโดยทั่วไปเป็นงบประมาณเพียงร้อยละหนึ่งถึงสองของงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ ทุกฝ่ายจึงควรที่จะเข้าใจตรงกันและให้กลไก สสส. ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ และประชาคมโลก ส่วนเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณนั้น เป็นเรื่องที่ฝ่ายต่าง ๆ สามารถที่จะตรวจสอบได้อยู่แล้ว สสส.เป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐไม่กี่แห่งที่มีประเทศต่าง ๆ มาดูงานแบบหัวบันไดไม่เคยแห้ง น่าจะมีเหตุผลว่าทำไม” ศ.นพ.ประกิต กล่าวในที่สุด



