
เงินทองต้องรู้ : 'เวลา' เป็นของมีค่า
12 ก.ย. 2557
เงินทองต้องรู้ : 'เวลา' เป็นของมีค่า : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
น้องสาวคนสนิทโทรศัพท์มาเชื้อเชิญให้ไปดูนาฬิกาที่งาน “เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2014” ซึ่งจัดขึ้นที่อีเวนท์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่า “สงสัยจะไม่มีปัญญาซื้อ เพราะเห็นโปรโมทแต่ละเรือน ถ้าไม่หลักแสน ก็หลักหลายสิบล้าน” เดือดร้อนถึงคุณน้องต้องรีบอธิบายว่า นาฬิกาแพงแบรนด์หรู เรียกว่าเป็น “ไฮไลท์” แต่จริงๆ แล้ว งานเซ็นทรัล วอทช์ แฟร์ ที่จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 16 เป็นการรวบรวมนาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 180 แบรนด์ ที่ไม่เพียงแค่มีนาฬิกาแพง แพงมาก และแพงที่สุดเท่านั้น แต่ยังมีนาฬิกาสำหรับการใช้งานจริงในชีวิตจริง ที่ราคาเข้าถึงได้จริง ที่สำคัญ คือ ยังมีโปรโมชั่นเพื่อให้ใครหลายคนสามารถครอบครองนาฬิกาในฝันได้อีกด้วย
ถึงอย่างนั้น ก็ไม่สามารถกระตุ้นต่อม ‘อยาก’ ได้อยู่ดี เพราะไม่ว่าจะมองนาฬิกาในแง่เครื่องประดับ ของสะสม หรือสินทรัพย์สำหรับลงทุน ส่วนตัวแล้วต้องบอกว่า มีความสนใจน้อยถึงน้อยมาก จนแทบบอกได้ว่าไม่สนใจเลย ก็ยังไม่นับว่าผิด
แต่ไหนๆ น้องก็อุตส่าห์นึกถึงแล้ว ก็เลยขออัพเดทมาฝากคนรักนาฬิกาทั้งหลายว่า กระแสนาฬิกายังแรงอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ซื้อเพื่อการลงทุน ซื้อสะสม ซื้อเป็นเครื่องประดับ หรือซื้อเพื่อใช้งานจริง ก็ยังมีกำลังซื้อต่อเนื่อง เพียงแต่ว่า เทรนด์ในแต่ละปีก็แตกต่างกันไป และจำนวนคนที่สนใจซื้อนาฬิกาเพื่อการลงทุน (โดยหวังว่า ราคาจะขยับขึ้น สร้างผลตอบแทนให้ได้เมื่อขายต่อ) ก็ดูเหมือนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น
คงจะเหมือนกับที่ คุณคริส จาติกรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท คอร์ติน่า วอทช์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์คาร์ล เอฟ.บุคเคอเรอร์, เบลล์ แอนด์ รอสส์ บอกไว้ว่า ในวงการนาฬิกา จะเป็นที่รู้กันว่า ในทุกๆ ปี ราคานาฬิกาจะปรับขึ้นประมาณ 5-10% แปลว่าถ้าปีนี้ คุณซื้อมา 100 บาท ในปีหน้า นาฬิกาเรือนเดียวกันก็อาจจะขยับราคาขึ้นไปที่ 110 บาท ซึ่งเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย
ส่วนเทรนด์ของนาฬิกา จากปีที่แล้วที่เน้นนาฬิกาโอเวอร์ไซส์ หรือขนาดใหญ่ แต่ปีนี้ เปลี่ยนมาเป็นนาฬิกาคลาสสิก ตัวเรือนเล็กลง ใส่ง่าย เน้นที่ความเรียบหรู และดูดี
ใครที่ชอบนาฬิกาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การซื้อสะสมหรือซื้อเพื่อการลงทุนคงเป็นหนึ่งในความตั้งใจ แต่ต้องดูอะไรบ้าง คุณสมพล มิ่งขวัญ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Watch World Wide แนะนำไว้ว่า ประการแรก ต้องดู “ประวัติของแบรนด์” ว่ามีความสำคัญแค่ไหน
“ทุกตลาดจะมีลักษณะเฉพาะของมันอยู่ แบรนด์ที่เจ๋งมากของบ้านเรา ข้างนอกอาจจะเฉยๆ ก็ได้ ผมมองว่า ในแบรนด์นั้นๆ คอลเลกชั่นไหนมีชื่อเสียง คงต้องดูเกียรติประวัติ ดูชื่อเสียง หรือถ้าเป็นแบรนด์ใหม่ๆ ก็ต้องดูว่ามันจะจุดกระแสได้ไหม เหมือนอย่างหลายปีก่อน นาฬิกาพลาสติกประดับเพชร ฮิตมาก จนกลายเป็นว่า แบรนด์นี้ทำนาฬิการุ่นไหนมาก็ไม่เกิด เพราะคอลเลกชั่นนั้นมันฮิตเกินเหตุ และกลายเป็นว่าโดนก๊อปจนเกลื่อน แต่ถ้าหากซื้อแล้วสามารถเก็บเพื่อให้ทรงคุณค่าไปนานๆ ดูอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขา ดูว่าประวัติของแต่ละคอลเลกชั่นเป็นอย่างไร ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าพูดถึงคอลเลกชั่นโอเมก้า ซึ่งทุกคอลเลกชั่นของโอเมก้า ขายดีหมด คุณภาพดีหมด แต่ทำไมคนถึงชอบพูดถึงแต่สปีด มาสเตอร์ เพราะมันเป็นนาฬิกาที่ใส่เหยียบดวงจันทร์เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน คนที่ซื้อก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”
คุณสมพล บอกด้วยว่า คนที่ซื้อนาฬิกาสะสมส่วนใหญ่ ซื้อเพราะ “แพชชั่น” (หมายถึงกิเลส)
“บางทีอาจไม่ได้ใส่ หรือซื้อเพราะความเกรงใจ อย่างบางคนนั่งไขลานนาฬิกาฟัง มันเป็นความสุขทางใจ บางทีมันทำให้เราสมาธิดีขึ้น หลังๆ นาฬิกาที่เปลือยฝาหลัง เวลาเอามานั่งดูก็เพลินดี เสน่ห์ของนาฬิกาโดยเฉพาะนาฬิกากลไก ถ้าเราแยกชิ้นส่วนออกหมดเลย ทุกอันมันเป็นแค่โลหะ หรือแค่พลาสติกที่ตกแต่งรูป เราสามารถให้ชีวิตมันได้ ไม่ว่าจะไขลานหรือออโต้ มันมีความผูกพันกับตัวเจ้าของ”
ส่วนข้อควรระวังสำหรับคนที่ซื้อเพื่อการลงทุน เขาบอกว่า “อย่าคาดหวัง” นั่นคือความสุขอย่างหนึ่งของการซื้อนาฬิกา และจงซื้ออย่างที่เราชอบจริงๆ อย่างน้อยที่สุด คือ เราจะแฮปปี้กับมัน แต่ถ้าเราซื้อเพราะคนอื่นแนะนำ พอถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่อยากใส่ แล้วเราจะไม่ค่อยสนใจด้วยว่า ตอนนี้ราคามันตกแล้ว
“ณ ตอนนี้ นาฬิกาอยู่บนเส้นคาบเกี่ยวระหว่างของจำเป็นใช้งาน กับซื้อตามแพชชั่นหรือตามกิเลส ถ้าคนไม่คิดอะไรกับมันเลย มีแค่คนละเรือนสองเรือนสำหรับใส่ก็พอแล้ว แต่ถ้าคนที่เขามีมากกว่านั้น แสดงว่าเขามองมันมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลาแล้ว”
ถ้าใครที่ติดตาม “เงินทองต้องรู้” มาโดยตลอด น่าจะจำได้ว่า เคยเขียนเรื่องการลงทุนในนาฬิกาไปแล้วว่า เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มที่มีความสุขทางใจกับการสะสม เพราะแม้ว่า ราคานาฬิกาจะขยับขึ้นอย่างที่คุณคริสบอก แต่สุดท้ายแล้วความมีคุณค่าหรือความสุขทางใจที่ได้จับต้อง เป็นเจ้าของ ได้สัมผัส ได้นั่งมอง ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญไม่อาจทำให้เจ้าของตัดใจขายเพื่อแสวงหากำไรจากทรัพย์สินแสนรักนี้ได้
บางครั้ง การปล่อยให้การซื้อนาฬิกาเพื่อการสะสม และอาจมีผลพลอยได้เป็นราคาที่ขยับขึ้น เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มก็น่าจะเหมาะสมและถูกทิศถูกทางกว่า
เหมือนกับที่คุณสมพลปิดท้ายไว้ว่า “คนเราควรมีนาฬิกา 2 เรือน สำหรับวันทำงาน กับวันหยุด แต่ถ้าหากจะเกินกว่านั้น ก็แปลว่า เราตั้งเงื่อนไขมันขึ้นมาเอง”
และใครที่ลองอยากตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองและให้นาฬิกาเพิ่ม งานเซ็นทรัล วอทช์ แฟร์ จะมีไปจนถึง 30 กันยายนนี้
-----------------------------
(เงินทองต้องรู้ : 'เวลา' เป็นของมีค่า : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



