ข่าว

 ‘บิ๊กตู่’บรรจุ‘พอเพียง-ปราบโกง’ในนโยบาย

‘บิ๊กตู่’บรรจุ‘พอเพียง-ปราบโกง’ในนโยบาย

09 ก.ย. 2557

'นายกฯตู่'นำ'หลักปรัชญาศก.พอเพียง ปราบคอร์รัปชั่น ลดเหลื่อมล้ำ'บรรจุในนโยบาย ยกสปช.สถาปนิกออกแบบประเทศใหม่ เตรียมเลิกกฎอัยการศึกพื้นที่ท่องเที่ยว

                เมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 9 ก.ย.2557 ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่าในการประชุมวันนี้ไม่ใช่การประชุมครม.แต่เป็นการประชุมใน 3 หัวข้อก่อนที่ครม.จะเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นการซักซ้อมความเข้าใจวิธีทำงานรวมทั้งการเตรียมตัวการปฏิบัติภารกิจของครม. โดยนายอำพน กิตตอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแนวทางการเสนอแต่งตั้งเลขานุการ ที่ปรึกษา และการเสนอแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีตามกฎหมาย โดยวันนี้ไม่มีมติแต่งตั้งใครให้ทำอะไรทั้งสิ้น

                นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนที่สองพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องการให้หัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายของคสช.มารายงานผลการทำงานรอบ 3 เดือน เพราะบางเรื่องเมื่อมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแล้วจะต้องรับช่วงไปทำต่อ และรัฐมนตรีต้องรู้ว่าของเก่าเขาทำอะไรไว้บ้าง ดังนั้นทุกฝ่ายได้มาสรุปภารกิจของฝ่ายตัวเองให้ฟังอย่างรวบรัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการตอนท้ายว่าสิ่งที่สรุปจะเป็นงานประมวลงานของคสช.ที่ผ่านมาอย่างดีที่น่าจะมีการจัดทำเป็นรูปเล่มเพื่อแจกจ่ายตามกระทรวงต่างเพื่อสานต่ออย่างถูกต้อง

                นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ส่วนที่สาม มีการพูดถึงเรื่องนโยบายที่รัฐบาลจะต้องแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)12ก.ย ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลดังนั้นครม.จึงต้องส่วนร่วมในการติชมเพิ่มเติม ตัดทอน เพิ่มเติมบางส่วน โดยมีการเสนอให้ครม.รับทราบว่าการยกร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีลงมากำกับอย่างใกล้ชิดและมีส่วนสำคัญในการสอดแทรกเรื่องต่างๆเข้าไปด้วย ทั้งนี้ต้นร่างเดิมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เป็นฝ่ายยกร่างนโยบายเหมือนทุกรัฐบาล เมื่อร่างเสร็จก็เสนอให้หัวหน้ารัฐบาลให้ไปดู โดยมีนายกรัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรี ทีมงาน สำนักงบประมาณ ช่วยดูแล และวันเสาร์อาทิตที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีก็ให้เวลาอย่างมากกับเรื่องนี้ 

                รองนายกฯ กล่าวต่อไปอีกว่า ร่างนโยบายที่มีมาจากแหล่งต่างๆ 5 แหล่ง ซึ่งต่างจากการทำนโยบายจากอดีตที่นโยบายมาจากพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง 1.นายกรัฐมนตรีให้ทำนโยบายให้ยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริมาเป็นหลัก ในการเข้าใจเข้าถึงและพัฒนา ที่แทรกซึมนโยบายทุกข้อ 2.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมพอควร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ที่สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ 3.แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 ที่มีอยู่แล้ว ที่ต้องเดินตามเท่าที่ทำได้ 4.นโยบายของคสช. เช่นโรดแม็พสามระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ 5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ3-4เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้องการอะไร เรียกร้องอะไร อยากเห็นอะไร 

                "นายกฯเน้นเป็นพิเศษให้ใส่ในนโยบายด้วยว่าปัญหาของประชาชนคือไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรบ้าง นโยบายต้องตอบคำถามที่ค้างคาใจของคนให้ได้ เช่นต้องเกิดความชัดเจนว่าบ้านช่องของเขาจะถูกเวนคืนหรือไม่ ที่ดินจะอยู่จัดในพื้นที่แบบไหน เป็นพื้นที่เกษตรหรืออุตสาหกรรม เพราทุกวันนี้คนอยู่กันโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือเรื่องผังเมืองที่วันไหนไม่รู้ว่าจะมาถึงและบ้านจะตกไปอยู่โซนใดของผังเมือง " นายวิษณุ กล่าวและว่า

                รัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต 60 ชุด มีภารกิจที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญเพียงข้อเดียวคือบริหารราชการแผ่นดิน แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เป็นการกำหนดครั้งแรก โดยกำหนดสามข้อ คือ1.บริหารราชการแผ่นดิน 2.ปฏิรูป และ 3.สร้างความสมานฉันท์สามัคคีปรองดอง ดังนั้นสิ่งที่แถลงจะต้องครอบคลุมสามด้านนี้ ที่จะแตกเป็นเรื่องย่อยหลายข้อ

                สำหรับงานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน นายวิษณุ กล่าวว่า นโยบายจะใช้แถลงก็จะครอบคลุมปัญหาของประเทศ 11ด้าน เช่นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาดูแลศิลปะวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคง ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เรื่องอาเซียน เรื่องการต่างประเทศ การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมฯ ซึ่งนายกให้แนวว่าแต่ละปัญหาใหญ่ 11 ข้อให้แตกออกเป็นข้อย่อย เและต้องแบ่งให้ได้ว่าอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในระยะแรกเฉพาะหน้า ในเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าทำงาน ระยะกลางต้องทำต่อระยะแรกต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 1 ปี และระยะยาวกว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลา 5 ปี 10ปีข้างหน้า อาทิ รถไฟทางคู่ แม้เป้นเรื่องอนาคตรัฐบาลก็จะสร้างรากฐานเอาไว้ให้ ถ้าต้องมีกฎหมายก็จะเตรียมกฎหมาย ถ้าต้องศึกษาก็จะเตรียมศึกษา ถ้าต้องเลือกสถานที่ก็จะเตรียมสถานที่ 

                "ท่านนายกฯได้ย้ำว่าสิ่งที่ท่านเคยพูดมาแล้วนั้นอาจจะถือเป็นคำขวัญประจำรัฐบาลนี้ก็ได้ เพราะมันจะปรากฏในนโยบายทั้งหมด นั่นก็คือเรื่องทำก่อน ทำจริง ทำทันที ที่หวังผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคำเหล่านี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบาย เช่นเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟ เรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูป ต้องลงไปว่าอะไรคิดไว้ก่อนต้องทำก่อน ต้องทำให้จริง และต้องทำทันที นั่นคือระยะเฉพาะหน้า " นายวิษณุ กล่าว

                ส่วนงานด้านการปฏิรูป นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ที่จะตั้งขึ้นที่เป็นสถาปนิกหลักของประเทศในการออกแบบประเทศ ที่รัฐบาลและหน่วยงานจะต้องให้ความร่วมมือ โดยรัฐบาลจะประสานงานสปช.โดยไม่มีการแทรกแซง โดยรัฐบาลจะเปิดเวทีในการปฏิรปเพิ่มขึ้นจากเวทีที่เป็นเวทีทางการของสปช.ที่มี250คน ต้องทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ใน250คน ต้องมีพื้นที่ให้เขาด้วย เพราะคนสมัครมา 3,000 กว่าคน และเข้ารอบ 500 กว่าคน รัฐบาลจะส่งเสริมให้คนที่ตกรอบมีจุดยืนในการแสดงความเห็น ในการให้เป็นกรรมาธิการ หรือ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาของสปช.ก็เป็นไปได้  ส่วนงานในด้านการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ รองนายกฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คสช.มอบหมายให้กองทัพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ให้ทำไปก่อนแล้ว โดยจะต้องขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รายได้ การอำนวยความยุติธรรมที่รู้สึกว่าสองมาตรฐาน ซึ่งรัฐบาลก็จะแก้ไขสิ่งนี้ให้ได้ 

                "เรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีให้แทรกและต้องปรับปรุงในร่างนโยบายสุดท้ายก่อนที่จะมีการส่งพิมพ์ในวันนี้ คือ ทุกหัวข้อ ทุกเรื่องไม่ว่าทำในเรื่องอะไร เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง สาธารณสุข ให้แทรกเรื่องการป้องกันและปราบการทุจริตและคอรัปชั่นเข้าไปให้หมด แทรกเรื่องการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง และเรื่องการเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อทุกอย่างมาถึงจุดหนึ่งแล้วให้ปรากฏอยู่ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทั้งสามเรื่องจะเป็นวาระแห่งชาติที่แทรกเข้าไปในนโยบายทุกข้ และมีรัฐมนตรีบบางคนมีการเสนออะไรก็รับมา ซึ่งคณะทำงานก็จะแก้ไขในช่วงบ่ายนี้เพื่อจัดพิมพ์และส่งให้สนช.ในวันพรุ่งนี้ ที่จะมีเวลาอ่าน2-3วันก่อนจะมีการประชุมวันที่12ก.ย." นายวิษณุ กล่าว 

                ส่วนการแถลงวันศุกร์ที่ 12 ก.ย. นายวิษณุ กล่าวว่า แม้การแถลงนโยบายจะเสร็จสิ้นไปแล้วแต่งานก็ยังไม่เสร็จ แม้ว่าฎหมายจะบอกว่าไม่ต้องทำอะไรอีก แต่นายกฯกำชับว่าในสัปดาห์หน้าจะให้มีการประชุมปลัดกระทรวง อธิบดี และฝ่ายปฏิบัติ ว่านโยบายแต่ละตัวหมายถึงอะไรให้แต่ละกระทรวงเข้าใจ และจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ "แอคชั่นแพลน เพราะเราจะมีแต่มาสเตอร์แพลนไม่ได้ โดยนโยบายแต่ละกระทรวงต้องทำว่าข้อนี้ของกระทรวงจะทำอะไร ทำอย่างไร ใช้งบเท่าไร ใช้คนมาจากไหน จจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในเวลาเท่าใด ให้ครอบคลุมเวลา1ปี แล้วจะมีการพิมพ์เป็นเล่มและใช้เป็นคู่มือในการตรวจราชการ และเมื่อสิ้นปีก็จะประมวลผลงานและจัดทำรายงานเสนอต่อสภาเหมือนในอดีตต่อไป 

                นายวิษณุ ยังกล่าวอีกว่า เราจะต้องปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกา เช่น เรื่องการเมืองการค้าระบบราชการเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ใสสะอาด ซึ่งหากพูดถึงความใสสะอาดก็ต้องก็พูดถึงการไม่ทุจริตคอรัปชั่น ต้องพูดการปฏิรูประบบราชการที่ต้อบทำให้คล่องตัว ลดขั้นตอนการอนุญาต อนุมัติต่างๆ และทำให้รวดเร็วซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่งโดยหยืบเอาสิ่งที่เป็นข่าวมาก่อนที่องค์กรนานานาชาติได้เคยมีการวิจารณ์และจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเชื่อถือของประเทศไทยความน่าลงทุนหรือไม่น่าลงทุนว่าติดขัดที่อะไร ซึ่งจะต้องนำสิ่งเหล่านี้มาแก้ไขให้ได้ทั้งหมดภายใน 1 ปีนี้ ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลมีทั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลา จึงทำให้รัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลอื่น เงื่อนไขก็คือรัฐบาลนี้เข้ามาหลังจากที่คสช.ได้วางหลักไว้ก่อนแล้วหลายเดือน ส่วนเงื่อนเวลารัฐบาลนี้มีเวลาทำงานประมาณ 1 ปีอาจจะบวกลบขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญจะเสร็จเมื่อไร ซึ่งก็มีการวางแผนไว้ว่ารัฐธรรมนูญจะเสร็จภายใน 1 ปี 

                "ดังนั้นรัฐบาลจึงรู้กรอบเวลาไม่ใช่อยู่ 4 ปีเหมือนรัฐบาลอื่น ในส่วนของนโยบายจึงเขียนไว้เพื่อให้ทำงานได้ใน 1 ปี ยกเลิกสิ่งที่วางรากฐาน เพราะฉะนั้นเป้าหมายเรื่องประชาธิปไตย การปฏิรูปเรื่องการไม่ทุจริตคอรัปชั่นจึงเป็นเป้าหมายจะทำอะไรก็ตามก็เดินให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ โดยใช้เป็นตัวหลักและเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลหน้าและหวังว่าอะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้น สามารถรับช่วงงานทั้งหมดไปทำได้ และเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะเดินไปในแนวทางนี้ ทั้งนี้เชื่อว่าหากมีการปฏิรูประบบราชการปฏิรูปวิธีการทำงานของข้าราชการ ถ้าได้ขจัดคอรัปชั่นได้ดูแลเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและได้ปฏิรูปการเมืองเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็จะเป็นคำตอบของประชาธิปไตยได้ในตัวเอง"นายวิษณุ กล่าว

                นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ได้มีการแทรกเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ในหลายข้อจากจำนวน 11 ข้อพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและพูดถึงเรื่องการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคมและยังพูดถึงเรื่องความมั่นคง ซึ่งได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพควบคู่กันไป

                นายวิษณุ กล่าวส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้ชูขึ้นเป็นหัวข้อหนึ่งในหมวดความมั่นคงและเป็นเรื่องระยะเร่งด่วน เราไม่พูดถึงช่วงระยะเวลาสำหรับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และพูดถึงในส่วนที่เป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งจะเป็นเรื่องที่เสร็จเร็วที่สุด ส่วนอะไรที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาก็ต้องรอกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรัฐบาลก็ไม่มีเครื่องมือจึงต้องเป็นเรื่องระยะกลาง อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะต้องเสร็จภายใน 1 ปี พ้นจากนั้นก็เป็นเรื่องระยะยาวซึ่งระยะยาวรัฐบาลไม่ควรจะแถลงอะไรเลยเพราะไม่ได้อยู่ยาว แต่ต้องวางรากฐานไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปทำต่อ

                ส่วนเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก นายวิษณุ กล่าวว่า ได้มีการพูดว่าจะพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ตามความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวมิติด้านการท่องเที่ยวก็ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องส่งเสริมด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เขียนไว้เองว่าจะพิจารณาในโอกาสแรกที่จะยกเลิกได้ในบางพื้นที่ ทั้งนี้การยกเลิกกฎอัยการศึกไปผูกไว้ในหัวข้อการท่องเที่ยวไม่ใข่หัวข้อความมั่นคง

 

แจงครม.เตรียมพร้อมยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินภายใน 2 ต.ค.นี้

                นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีการรับเงินเดือนค่าตอบแทนของรัฐมนตรีที่บางส่วนยังดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ จะต้องเลือกรับทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 ระบุไว้ยอมให้ข้าราชการประจำมารับตำแหน่งได้ ฉะนั้นการรับค่าตอบแทนจะเป็นไปตามกฎหมายก็ต้องว่าไปตามนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ที่ผ่านมากฎหมายระบุว่าต้องเลือกรับเงินเดือนทางใดทางหนึ่งโดยให้เลือกที่ในตำแหน่งที่ได้รับมากที่สุด นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องไปเช็คดูในกฎหมาย

                ต่อข้อถามกรณีของนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีตำแหน่งผบ.ทบ.อยู่ด้วยนั้นจะรับอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตามหลักมีอยู่แล้วว่าไม่ว่าบุคคลนั้นๆจะมีกี่ตำแหน่ง หากเงินนั้นเรียกว่าเงินเดือนในรับทางเดียว แต่ถ้าเรียกว่าเงินประจำตำแหน่งไม่ว่าจะมีกี่ตำแหน่งก็สามารถรับได้หมดทุกตำแหน่ง เมื่อถามย้ำว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีจะรับได้ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการตากผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ท่านก็เลือกรับเอาว่าจะเอาทางใด แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 41 เว้นไว้ก็นึกไม่ออก เพราะหลักเกณฑ์เรื่องนี้ยังไม่ออกมา”

                นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ตนได้ชี้แจงครม.ถึงขั้นตอนและวิธีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของครม.ว่า ให้นับจากวันที่เข้าถวายสัตย์ปฎิญาณตนฯ เมื่อวันที่ 4ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันทำงานวันแรก ดังนั้นจะครบกำหนดยื่นแสดงบัญชีฯ 30 วัน ตามที่กำฆมายระบุคือวันที่ 2ต.ค.นี้ โดยก่อนหน้านั้นไดแจกแบบฟอร์มทั้งหมดให้รัฐมนตรีไปกรอกรายละเอียดแล้ว และย้ำว่าอย่าเลยกำหนดเวลาและขอให้ทำใจเพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบต่อไป ส่วนใครที่มีสิ่งใดเก็บไว้ก็ไปจัดการตัวเอง เพราะตนช่วยไม่ได้หากมีใครไปขุดค้น

                เมื่อถามว่าถึงบทบาทการทำงานของคสช.ว่ารัฐบาลสามารถเรียกให้คสช.มารายงานการทำงานได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หลังถวายสัตย์ฯแล้วถือว่าครม.รับหน้าที่สมบูรณ์ ถือเป็นวันเริ่มต้นจ่ายเงินเดือนและต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และยังเป็นวันที่คสช.ลดระดับการทำงานลงเป็นเพียงองค์กรหนึ่ง ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเหมือนก่อนหน้านั้น จึงไม่สามารถออกประกาศคำสั่งใดๆหรือมาสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัวได้อีก ยกเว้นใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกหรือการจัดระเบียบภายในคสช. ส่วนเรื่องอื่นต้องผลักให้มาอยู่ที่รัฐบาล รวมทั้งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาล เช่น ส่งข้อเสนอแนะหรือรัฐบาลขอความเห็นจากคสช.และอีกหน้าที่คือดูแลความมั่นคง

                “หลายเรื่องคสช.ต้องลด และให้รัฐบาลทำ แม้กระทั่งคณะทำงานที่คสช.ตั้งไว้หลายชุดที่ต้องผ่องถ่ายงานมาที่รัฐบาล แล้วรื้อโครงสร้างใหม่มาปรับเป็นโครงสร้างของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กฤษฎีกาไปพิจารณา ว่าครั้งที่แล้วนายกฯใช้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ตั้งกรรมการต่างๆ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วนายกฯต้องการให้กลับเข้าสู่โครงสร้างของฝ่ายบริหารปกติ อะไรที่ให้หัวหน้าคสช.เป็นประธาน ก็ให้ปรับมาเป็นนายกฯ และให้รองหัวหน้าคสช.ปรับมาเป็นรองนายกฯ เป็นต้น ”


เตรียมเข้าทำงานทำเนียบฯสัปดาห์หน้า

                นายวิษณุ กล่าวถึงการเดินทางเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนคงจะเข้าทำเนียบฯในสัปดาห์หน้า เพราะยังไม่มีแบ่งงานระหว่างรองนายกรัฐมนตรีคนอื่น จึงไม่รู้ว่าจะเข้ามาก่อนทำไม เพราะรองนายกฯต่างจากรัฐมนตรีที่พอเข้ากระทรวงก็มีงานทำ และตราบใดที่ยังไม่แถลงนโยบายแล้วไปแบ่งงานก่อนเท่ากับไปบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการแบ่งงานมีการวางไว้แล้วแต่ต้องนำเข้าที่ประชุมครม.ในสัปดห์หน้าก่อน ทั้งนี้บรรยากาศในที่ประชุมเหมือนเดิมแต่แปลกที่ห้องประชุม ซึ่งวันนี้ครม.ใส่ชุดผ้าไทย เพราะนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่อยากยุ่ง แต่เห็นว่าตลอดเวลที่ผ่านมาแต่งมาคนละแบบ บางคนใส่เสื้อสูท บางคนใสเสื้อซาฟารี จึงหาชุดที่ทุกคนมีเหมือนกันคือชุดไทย


"นายกฯ”นัด“ครม.”สักการะ“สมเด็จวัดปากน้ำ” 

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมครม.วันนี้ (9 ก.ย.) เป็นการเชิญรัฐมนตรี มารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนทางธุรการในการดำเนินการประชุม ครม. และรับฟังการรายงานการดำเนินการจากหัวหน้าฝ่ายต่างๆของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง และเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 13.20 น. เจ้าหน้าที่ได้จัดก๋วยเตี๋ยวปลาชื่อดัง “ลิ้มเหล่าโหงว” มาเสริฟเป็นอาหารกลางวัน ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ เพียงแต่หันมายิ้มพร้อมโบกมือให้สื่อมวลชนเท่านั้น จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางกลับไปที่ บก.ทบ.ทันที

                รายงานข่าวเปิดเผยว่า เวลา 11.30 น. วันที่ 10 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จะเชิญคณะรัฐมนตรีทั้งหมดมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น เวลา 13.00 น. จะเชิญ ครม.ทั้งหมดร่วมเดินทางไปกราบนมัสการ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในเวลา 14.00 น.

                ขณะที่นายวิษณุ เปิดเผยว่า เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จะนำครม.ทั้งคณะไปกราบนมัสการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อเป็นสิริมงคลในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ที่ต้องไปกราบนมัสการที่พุทธมณฑลนั้นก็เพราะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มีภารกิจพอดี อีกทั้งหากจะเดินทางไปที่วัดปากน้ำภาษีเจริญก็จะไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร


เนื้อหอมอินเดียเชิญเยือนแดนภารตะ

                นายสีหศักดิ์ พวงเกตตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการโอกาส เข้าพบ นางสุษมา สวราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แห่งสาธารณรัฐอินเดีย รวมทั้งได้มีโอกาสพบปะหารือ กับ พล.อ.วิชัย กุมารสิงห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอินเดีย หลังเสร็จสิ้น การเข้าร่วมประชุมหารือระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศไทย - อินเดีย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศ อินเดีย ในวานนี้(8 ก.ย.) 

                นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อินเดียได้แสดงความยินดี ต่อการเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร โดยอินเดีย มีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง ในไทย ที่ถือเป็นเรื่องภายใน อย่างไรก็ตาม อินเดียให้ความสำคัญ บทบาทของไทย ในฐานะมิตรประเทศและต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเดินหน้าต่อรวมทั้ง บทบาทของไทย ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ อินเดีย พร้อมเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเยือนในโอกาสแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายสะดวก

                นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย จะเดินทางเยือนไทย ในเดือนธันวาคมนี้เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ ที่สถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย จัดขึ้น เพื่อ เฉลิมฉลองปรัชญาพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับปรัชญาพัฒนาประเทศ ของ มหาตมะคานธี รวมทั้งอาจจะมีการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมไทยอินเดีย ในช่วงเดียวกันนี้ด้วย สำหรับการหารือระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไทย - อินเดียนั้นมีการเสริมสร้างความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ เรื่อง การทำ เอฟทีเอ ไทย อินเดีย การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ในโครงการสร้างถนน เชื่อมโยง ไทย-เมียนม่าร์-อินเดีย การเชื่อมโยงทางอากาศภายใต้ความตกลงการบริการการบินพลเรือน โดยอาจจะมีเที่ยวบินจากกรุงเทพมหานคร ไปลงในเมืองต่าง ๆ ในอินเดีย รวมทั้ง ความร่วมมือด้านความมั่นคง เป็นต้น