ข่าว

ปมถอดถอน'เผือกร้อน'วัดใจสนช.

ปมถอดถอน'เผือกร้อน'วัดใจสนช.

09 ก.ย. 2557

ปมถอดถอน'เผือกร้อน'วัดใจสนช. : โอภาส บุญล้อมรายงาน

                เริ่มเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง พลันที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.เสร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรื่องว่าด้วยการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งอยู่ด้วย

                เพราะทั้งนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต่างออกโรงมาคัดค้านว่า สนช.ไม่มีอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้ โดยเหตุผลหลักๆ 4 ประการ

                1.รัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ได้ถูกยกเลิกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปแล้ว การถอดถอนจึงไม่มีผลบังคับใช้

                2.รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ไม่มีบทบัญญัติรองรับเกี่ยวกับการถอดถอนเอาไว้

                3.การกำหนดข้อบังคับของฝ่ายนิติบัญญัติจะมีหมวดว่าด้วยการถอดถอนได้ ก็ต่อเมื่อมีรัฐธรรมนูญกำหนดในเรื่องถอดถอนไว้

                4.จะใช้เสียงเพียงกึ่งหนึ่งของ สนช. ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งไม่ได้ ไม่เป็นธรรม เพราะปกติการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองต้องใช้เสียง 3 ใน 5 

                แต่ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน เมื่อ "สมชาย แสวงการ" หนึ่งในสมาชิก สนช. ออกมายืนยันว่า สนช.มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้ 

                ด้วยเหตุผลที่ว่า 1.การออกข้อบังคับ สนช. ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องข้อบังคับเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ สนช. และ สนช.ต้องทำหน้าที่เป็นวุฒิสภาด้วย ซึ่งรวมถึงเรื่องถอดถอน 

                2.พ.ร.บ. ป.ป.ช. และกฎหมายอื่นในเรื่องว่าด้วยการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งก็ยังมีอยู่ หาก สนช.ไม่ทำหน้าที่ถอดถอน สนช.อาจโดนข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ฯ ได้

                3.การที่ข้อบังคับ สนช. ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับจำนวนเสียงที่ใช้ในการถอดถอนเอาไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้เสียงข้างมาก โดยต้องว่าไปตามกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการถอดถอนบุคคลใดออกจากตำแหน่งใดว่าต้องใช้เสียงเท่าไหร่ เช่น ถ้าถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ก็ใช้มติเสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

                สำหรับร่างข้อบังคับในหมวดของการถอดถอนและการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับสภานิติบัญญัติยกร่างเสร็จแล้วมี 4 ส่วน

                ส่วนแรก คือ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทั้งยังมีการกำหนดขั้นตอนระยะเวลาการดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดด้วย

                ส่วนที่สอง คือ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายอื่น โดยมีการกำหนดการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายอื่น

                ส่วนที่สาม คือ การให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง โดยผู้มีสิทธิร้องขอให้สภามีมติให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช., กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน, กฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือตามที่กฎหมายอื่นกำหนด พร้อมทั้งยังกำหนดขั้นตอนการยื่นคำร้องด้วย

                และส่วนที่สี่ คือ การให้ความเห็นชอบให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นกรณีที่สภาจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช., กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน, กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, กฎหมายว่าด้วยองค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ หรือตามที่กฎหมายอื่นกำหนด

                สำหรับคดีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งมาถึงวุฒิสภาแล้ว แต่ต่อมาเกิดการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องจึงค้างเติ่งอยู่ รอสภานิติบัญญัติแห่งชาติตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร มีอยู่ 3 เรื่อง 

                คือ 1.เรื่องที่ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตประธานรัฐสภา ฐานจงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ว่ามีความผิดเหตุร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.

                2. เรื่อง ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีฐานจงใจใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.

                3.เรื่องที่ ป.ป.ช. มีมติว่า 36 ส.ว. มีพฤติการณ์ส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. โดยมีมติชี้มูลความผิด ส.ว. 36 คน ที่ร่วมเสนอร่างกฎหมาย และแปรญัตติเกี่ยวกับเนื้อหา รวมถึงลงมติทั้ง 3 วาระ

                ส่วนคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ ป.ป.ช. มีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ฐานละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริต ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา โดย ป.ป.ช รอดูว่าที่ประชุม สนช.จะเอาอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องถอดถอนที่ ป.ป.ช.ส่งไปยังวุฒิสภาก่อนหน้านี้

                "ปมถอดถอน" จึงเป็นเรื่องที่วัดใจ สนช.ว่า จะทำ "สะเด็ดน้ำ" แค่ไหน

.....................................

(หมายเหตุ : ปมถอดถอน'เผือกร้อน'วัดใจสนช.  : โอภาส บุญล้อมรายงาน)