ข่าว

เสียงก้องจากทุ่งลุยลายคสช.เผชิญหน้า'คนจน'

เสียงก้องจากทุ่งลุยลายคสช.เผชิญหน้า'คนจน'

09 ก.ย. 2557

เสียงก้องจากทุ่งลุยลาย คสช.เผชิญหน้า'คนจน' : รายงานพิเศษ โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ

                สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาคที่ 2 ได้แถลงข่าวผลงานการทวงคืนผืนป่า โดย พ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 2 ได้แจกแจงว่า นับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจการบริหารประเทศ และได้มีนโยบายทวงคืนผืนป่าสาธารณะทั่วประเทศ ในส่วนพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 สามารถทวงคืนผืนป่าสาธารณะแล้วทั้งหมด 15 แปลง เป็นเนื้อที่กว่า 5 หมื่นไร่

                "ตัวเลข 5 หมื่นไร่" กลายเป็นข่าวพาดหัวในหน้า นสพ.หลายฉบับ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายทวงคืนผืนป่า ได้สร้างความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดั่งเช่นกรณีป่าโคกยาว ทุ่งลุยลาย และพื้นที่ใกล้เคียง

                สืบเนื่องจากจังหวัดชัยภูมิมีประกาศเรื่องการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ และมีคำสั่งให้ชาวบ้านบริเวณป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร ต้องรื้อทรัพย์สินออกจากที่ดิน ภายใน 15 วันหรือในวันที่ 8 กันยายน 2557 โดยอาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดชัยภูมิ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 ทางราชการจะเข้าตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด

                นอกจากชาวบ้านโคกยาวที่ถูกคำสั่งไล่รื้อในฐานะผู้บุกรุกถือครองพื้นที่สวนป่า ชาวชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ก็ถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วันหรือภายในวันที่ 25 กันยายน 2557

                ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวได้รวมตัวกัน (7 ก.ย.57) ที่บ้านชุมชนบ่อแก้วว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้บุกรุก หากเป็นผู้บุกเบิกที่ดินทำกินที่อาศัยในพื้นที่ก่อนมีประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติปี 2516 และได้เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยการพัฒนาให้เป็นเขตปฏิรูปโดยชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

                นายนิด ต่อทุน ชาวบ้านบ่อแก้ว กล่าวว่า พวกเขาได้รับหนังสือติดประกาศจากจังหวัดชัยภูมิ เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านรวม 56 หลังคาเรือน

                “การเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ่อแก้ว มีเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีดอกหญ้าตั้งแต่ปี 2507 หลักฐานที่ชี้ว่า ชาวบ้านอยู่ที่นี่มาก่อนกรมป่าไม้จะประกาศเขตป่าสงวนฯ และก่อนที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จะเข้าใช้ประโยชน์ดำเนินโครงการสวนป่าคอนสาร เมื่อปี 2521

                “ประกาศจังหวัดที่อ้างคำสั่งของคสช.ฉบับที่ 64 มาขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ เห็นได้ว่าการติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินให้แก่ชาวบ้าน ผู้มีอำนาจไม่รับฟังเสียงจากประชาชนเลย ส่งผลให้คำสั่งนี้ไม่เป็นธรรมและไม่พิจารณาถึงข้อเท็จจริงของพื้นที่”

                การอ้างถึงคำสั่งฉบับที่ 64 ในขณะนี้ ยังทำให้ นายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านโคกยาว และชาวบ้านจำนวน 33 ครัวเรือน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร ต่างรู้สึกกังวลใจว่าอาจมีการใช้กองกำลังทหารมาไล่รื้อบ้านเรือนของพวกเขาหลังจากวันที่ 8 กันยายน เป็นต้นไป
               
                ว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม 2557 มีกระดาษประกาศจังหวัดไปติดไว้ที่หน้าบ้าน ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เพราะมีการอ้างถึงคำสั่งฉบับที่ 64 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกังวลอาจมีการใช้กองกำลังทหารมาไล่รื้อบ้านเรือนของชาวบ้านเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น ที่ บ้านเก้าบาตร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนที่ผ่านมา

                “พวกเราไม่ใช่คนรวย ที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินป่านับพันไปสร้างรีสอร์ท คำสั่งนี้กลับมาบังคับใช้กับคนจนที่มีที่ดินเพียงเท่านี้ 5-6 ไร่ ซึ่งอยู่อาศัยทำกินกันมาโดยไม่ได้มีการขยายหรือรุกล้ำพื้นที่ป่า แต่ทำหน้าที่รักษาผืนป่ามาโดยตลอด”

                ด้าน นายเหมราช ลบหนองบัว ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ตั้งข้อสังเกตถึงการนำคำสั่งของ คสช. มาใช้อ้างอิงเพื่อดำเนินการขับไล่ชาวบ้าน โดยอ้างอิงเฉพาะคำสั่งฉบับที่ 64 โดยไม่ใช้คำสั่งที่ 66 มาประกอบว่า มีลักษณะของการอาศัยอำนาจของ คสช. ที่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายราชการซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านมาจัดการชาวบ้านโดยที่ คสช.อาจจะยังไม่รู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ

                ว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม 2557 มีกระดาษประกาศจังหวัดไปติดไว้ที่หน้าบ้าน ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เพราะมีการอ้างถึงคำสั่งฉบับที่ 64 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกังวลอาจมีการใช้กองกำลังทหารมาไล่รื้อบ้านเรือนของชาวบ้านเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น ที่ บ้านเก้าบาตร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนที่ผ่านมานายปราโมทย์ ผลภิญโญ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เสนอไว้ 4 ข้อ คือ 1.ให้ยับยั้งการบังคับใช้ประกาศจังหวัดชัยภูมิที่ให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ตามเวลาที่กำหนด 2.ให้ทบทวนคำสั่งคสช.ฉบับที่ 64 เนื่องจากมักจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการชาวบ้านโดยผิดเจตนารมณ์ของคสช. 3.ขอให้รัฐบาลและคสช. ตัดสินใจทางนโยบายและมีคำสั่งให้เดินหน้าการพิจารณาโฉนดชุมชน ที่ค้างอยู่ขั้นตอนต่างๆ เนื่องจากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา 4.ให้ทบทวนแผนแม่บทการแก้ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนแม่บทดังกล่าวเนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก
 
                ขณะที่ กอ.รมน.ภาค 2 ยังมีเป้าหมายทวงคืนผืนป่า ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ โดยภาพรวมของการดำเนินนโยบายดังกล่าวก็ถือว่าเป็นผลงานอันยอดเยี่ยม แต่ในข้อเท็จจริง กลับพบว่า มีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่สร้างชุมชนมาก่อนที่ภาครัฐจะประกาศเป็นเขตอุทยานฯ หรือป่าสงวนแห่งชาติ

                ดังนั้น ผู้ปฏิบัติตามนโยบาย คสช.จะต้องแยกแยะเรื่อง "นายทุนฮุบป่า" กับ "คนอยู่กับป่า" ให้แจ้งชัด ซึ่งในคำสั่งที่ 64/2557 และคำสั่งที่ 66/2557 ก็ได้ระบุให้การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยจะต้องดำเนินการสอบสวน พิสูจน์ทราบเพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม และดำเนินการตามขั้นตอน

                การใช้มาตรการ "ไม้แข็ง" กับคนจนอย่างไม่จำแนก ย่อมไม่เป็นผลดีแก่ คสช. และรวมถึงรัฐบาลใหม่ด้วย

......................................

(หมายเหตุ : เสียงก้องจากทุ่งลุยลาย คสช.เผชิญหน้า'คนจน' : รายงานพิเศษ โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ)