
จีนกับอินเดียจะร่วมมือกันได้หรือไม่
จีนกับอินเดียจะร่วมมือกันได้หรือไม่ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
ถึงตอนนี้แทบจะยอมรับแล้วว่าศตวรรษนี้จะเป็นของจีน เมื่อสถิตหลายอย่างยกเว้นด้านการทหารบ่งว่า จีนจะแซงสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า ขณะที่อีกฟากของเอเชียอินเดียก็แรงขึ้นมาอย่างมั่นคงไม่น้อย โลกที่เปลี่ยนไปจากขั้วอำนาจเดียวกลายเป็นหลายขั้วอำนาจแล้วนี้มีหลายบิ๊กคุมเชิงกันอยู่ แต่ก็ให้มีการสงสัยกันว่าจีนกับอินเดียที่คนเชื่อกันว่าเป็นคู่ปฏิปักษ์กันอยู่จะพอจะเป็นมิตรร่วมมือกันได้ไหม ไม่ต้องแนบแน่นขนาดพวกฝรั่งร่วมมือกัน แต่เป็นไปได้ไหมที่จะคานอำนาจสหรัฐ หรือรัสเซียในอีกไม่นานข้างหน้า
ความเชื่อที่ว่า จีนกับแขกเข้ากันไม่ได้ เป็นอริต่อกันนั้น เป็นมายาคติที่เกิดขึ้นสมัยหลังที่เอง อาจจะหลังปี 1962 ที่ทั้งคู่ทำสงครามชายแดนกัน จีนถอยไปเองแต่อินเดียก็สูญเสียขนาดหนัก จริงๆ ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศดีต่อกันไม่น้อย ค่อนข้างเห็นใจกันในฐานะผ่านความทุกเข็ญของการโดนฝรั่งกดดันในยุคล่าอาณานิคม แม้กระทั่งหลังได้เอกราชของอินเดียและคอมมิวนิสต์ยึดเมืองจีนที่เกิดขึ้นในเวลาไล่ๆ กัน ทั้งสองชาติก็ดูจะยังพอกล้อมแกล้มทอดไมตรีเข้าหากัน ถึงจะต่างระบอบปกครองแต่ก็ลงนามในหลักห้าข้อของการอยู่ร่วมกันโดยสันติ หรือปัญจศีลเมื่อปี 1954 แต่ในที่สุดด้วยความกดดันจากปัญหาทิเบตทั้งสองฝ่ายก็รบกันจนได้และไม่ได้ดีกันอีกเป็นเวลานาน
ทั้งสองชาติมีความระแวงกันอยู่ในหลายๆ เรื่องแม้จนกระทั่งทุกวันนี้ ปัญหาพรมแดนเป็นเรื่องหลักสุดโดยอินเดียคิดเสมอว่าจีนครอบครองส่วนที่เรียกว่าอักไซชิน ที่เป็นของตนแถมสนับสนุนด้านการทหารแก่ปากีสถานคู่ปรปักษ์ตลอดกาลจนถึงขั้นมีนิวเคลียร์ใช้ ท่าทีกร่างของจีนในภูมิภาคโดยเฉพาะมาเพ่นพ่านในมหาสมุทรอินเดียตามนโยบายสร้อยสายไข่มุกทางยุทธศาสตร์ที่ตัดเอาเพื่อนบ้านอินเดียไปเป็นพวก ก็ทำให้รัฐบาลเดลีรู้สึกถูกคุกคาม ขณะที่จีนก็มองว่าจีนสนับสนุนเอกราชทิเบตไม่เลิก ความสัมพันธ์ที่อินเดียมีกับอเมริกาหลังที่สองชาติหลังตกลงเรื่องขอบเขตการพัฒนานิวเคลียร์กันได้เมื่อปี 2005 ทำให้จีนระแวงนิดๆ ว่า นี่คือการจับขั้วใหม่โอบล้อมจีนหรือไม่ สัปดาห์นี้การไปเยือนญี่ปุ่นของนายกฯ คนใหม่ อินเดียก็ได้รับความไม่พอใจจากจีน
แต่ในโลกยุคใหม่ที่ทั้งสองเจริญเติบโตในเวทีระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นศัตรูกันโดยตรงเลย แถมเมื่อปี 2008 ยังลงนามเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อสันติและความรุ่งเรืองกันซะอีก จีนมองว่าปัญหาชายแดนกับอินเดียเป็นเรื่องเล็กที่ไม่ปะทุปึงปังอะไร และแขกอยู่ไกลไปเกินกว่าจะมาแข่งผลประโยชน์ในเอเชียแปซิฟิกหลังบ้านจีน ส่วนอินเดียก็ประทับใจจีนที่เก่งจริงทางเศรษฐกิจและลอจิสติกส์ ถ้าทั้งสองชาติได้ร่วมมือกันก็น่าจะไปได้สวย ปัจจุบันนี้ก็เห็นโอกาสของความร่วมมือกันได้ด้านต่างๆ บ้างแล้ว โดยเฉพาะผ่านทางองค์กรความร่วมมือพหุภาคีต่างๆ ที่เด่นสุดน่าจะเป็นในกรอบบริคส์ ที่จีนลงเงินแล้วอินเดียได้อานิสงส์ในการพัฒนาด้วย การค้าการลงทุนตรงระหว่างกันก็เยอะขึ้น บริษัทไอทีอินเดียไปจีน บริษัทสร้างถนนจีนมาอินเดีย ในอนาคตอาจมีความร่วมมือที่กว้างขวางกว่านี้ แต่ถ้าถึงขั้นจะร่วมมือกันทุกด้านอย่างเชื่อใจเต็มที่นั้นยังไม่ได้ เพราะปัญหากินใจเก่ายังพอดี และโลกที่รัดขดเข้าหากันมากขึ้นอาจทำให้ผลประโยชน์ระดับยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศทับซ้อนกันได้ยิ่งกว่านี้ครับ



