
อาสาสมัครใจบริจาคโลหิต
09 ก.ย. 2557
ไลฟ์สไตล์ : อาสาสมัครใจ บริจาคโลหิต
ถึงจะรณรงค์การรับบริจาคเลือดกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ความต้องการใช้เลือดก็ยังไม่เพียงพอ เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จึงจัดกิจกรรม “อาสาสมัครใจ บริจาคโลหิต ครั้งที่ 3” รณรงค์ให้ผู้สนใจทั่วไป และบุคลากรของโรงพยาบาล ร่วมเป็นอาสาสมัครใจบริจาคโลหิตให้แก่ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อนำไปช่วยผู้ป่วยที่ต้องการเลือดเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งจัดเสวนาความรู้ด้านสุขภาพ ในหัวข้อ “โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางป้องกันโรคหัวใจผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่กำเนิดในวัยเด็ก หรือในบางรายพบว่าเป็นโรคนี้เมื่อโตขึ้น อันนับเป็นกิจกรรมที่สานต่อแนวคิด “ผู้รับ”และ “ผู้ให้” ตามโครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2gether Caring & Sharing” ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ศ.นพ.กฤตย์วิกรม ดุรงค์พิศิษฏ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดในปัจจุบัน พบได้ 1 ใน 3 เป็นทารก พูดง่ายๆ คือ ถ้าทารก 1,000 คน เป็นโรคนี้ 7.7 ราย และมีแค่ร้อยละ 1 รู้ตัวตั้งแต่แรกคลอด โดยในแต่ละปีต้องการการผ่าตัด 5,000-6,000 ราย แต่สามารถผ่าตัดได้ 3,500 คน ที่เหลือไม่ได้รับการผ่าตัด โรคนี้ปัจจุบันมีจำนวนลดลง แต่เป็นเพราะอัตราการเกิดน้อยลง คนไม่แต่งงาน ไม่อยากมีลูก
"ปัจจุบันโรคนี้เป็นโรคที่เกิดได้ทั้งจาก 1.พฤติกรรมของมารดาในขณะตั้งครรภ์ เช่น แม่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าตอนตั้งครรภ์ หรือแม่ที่อายุเกิน 35 ปี ต้องตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด 2.เกิดจากตัวเด็กเองที่มีโครโมโซมผิดปกติ เช่น เด็กเกิดมาเป็นดาวน์ซินโดรม และกลุ่มที่ 3 เกิดจากการผิดปกติของการแบ่งตัวของช่องหัวใจเด็กเอง ก็อาจมีโอกาสเสี่ยงเป็นได้ รวมถึงสาเหตุจากพันธุกรรม อาจเกิดขึ้นได้เป็นบางราย ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายโรงเรียนจะมีโปรแกรมให้แพทย์ไปตรวจสุขภาพเด็กทั่วไป เช่น การเช็กฟัน เช็กตา และฟังเสียงหัวใจ และการตรวจสุขภาพ วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสกรีนคนไข้ได้ และสุดท้ายคือ รอให้คนไข้มีอาการค่อยมาพบแพทย์" คุณหมออธิบาย
พร้อมกับกล่าวต่อด้วยว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิดควรระมัดระวังในการใช้ยา ไม่ควรลดหรือเพิ่มยา ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความรุนแรงของโรค ควรตรวจร่างกายประจำปี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง และควรได้รับวัคซีนเสริมบางชนิด หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ สำคัญต้องพยายามควบคุม 3 อย่าง 1.คือ น้ำหนักตัว ให้อยู่ในระดับที่ปกติ 2.เรื่องอาหารบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น เค็ม ไขมัน 3.การออกกำลังกายให้เหมาะสม ทำได้ 3 อย่างนี้หลายโรค ทั้งเบาหวาน ไต ก็จะปลอดภัย



