
'สนันสนุน ใส่ใจสาธารณสุขใกล้ตัววัยรุ่น'
08 ก.ย. 2557
สนันสนุน ใส่ใจสาธารณสุขใกล้ตัววัยรุ่น : ไลฟ์สไตล์
การให้บริการทางการแพทย์แบบมีประสิทธิภาพแล้วเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย สร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในโรคภัยต่างๆ นับเป็นหนึ่งในเจตนารมย์ขของพระราชบิดาแห่งวงการสาธารณสุขไทย "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุยลเดชวิกรม พระบรมราชชนก" ที่เหล่าบุคคลทางการแพทย์ได้ปฏิบัติสานต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้จัดกิจกรรมเปิดนิทรรศการให้ความรู้และการบริการทางการแพทย์แก่บุคคลทั่วไป ในหัวข้อ” สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับการสาธารณสุขไทย ครอบครัวอบอุ่น วัยรุ่นสุขสันต์” โดยเน้นไปถึงปัญหาต่างๆ ของวัยรุ่น ให้เด็กและผู้ปกครองได้เข้ารับคำปรึกษาทั้ด้านสุขภาพ สังคมจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง บริเวณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันก่อน
โดยภายในงานได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานเปิดงาน ในการนี้ทอดพระเนตรนิทรรศการพระราชประวัติ นิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของวัยรุ่น ได้แก่ เรื่องสารอาหารที่จำเป็น สุขภาพช่องปากการเข้าใจตัวเอง การศึกษาปัญหายาเสพติด การพนัน ติดเกมส์ เซ็กส์ และ โซเชียลมีเดียในวัยรุ่น รวมถึงการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การตรวจสุภาพช่องปากและฟัน การให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ก่อนเสด็จฯ กลับ
ศ.เกียรติคุณ ดร. คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ประธานกรรมการจัดงาน กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมชนกที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณแก่วงการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ทรงบุกเบิกวางรากฐาน ปฏิรูปการศึกษาแพทย์ให้มีคุณภาพในปัจจุบัน โดยงานนี้นอกจากจะมีเผยแพร่นิทรรศการและบริการสาธารณสุขแล้ว ยังมีการคัดเลือกบัณฑิตดีเด่น ที่มีความตั้งใจใฝ่รู้ มีความนอบน้อมและพร้อมพัฒนาตัวเองในวงการแพทย์จำนวน 3 รายเข้ารับพระราชทานรางวัล และยังมีนิสิตแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชศาสตร์ อีก 18 ราย เข้ารับพระราชทานทุนการศึกษาประจำปี 2557 อีกด้วย
โดยตัวแทนบัณฑิตแพทย์ดีเด่น ทพญ.อภิญญา ลิ้มวิศิษฎ์สกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเข้าปฎิบัติงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ตั้งแต่ได้เข้าเรียนคณะทันตแพทย์จนได้ทำงาน ได้ยึดหลักการของพระราชบิดาทางการแพทย์มาปฏิบัติเสมอ นั้นคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นเอง
“ การทำงานด้านการแพทย์เราต้องนึกถึงความรู้สึกของคนไข้มากกว่าตัวเอง เพราะในการทำงานเราต้องประเมินอาการให้ถี่ถ้วนเพื่อการรักษาที่ตรงเหตุ รวมถึงดูความสามารถเราว่าจะช่วยเหลือคนไข้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ได้จะขอความช่วยเหลือจากผู้รู้เฉพาะทางอีกที ไม่ทอดทิ้งให้คนไข้แก้ปัญหาเอาเอง ที่สำคัญการมีหน้าที่ช่วยเหลือต้องหมั่นพัฒนาความรู้และอุทิศตนช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส เช่น การออกหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ทำฟันให้กับเด็กนักเรียนและชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร “ บัณฑิตแพทย์ดีเด่นกล่าว
ขณะที่ภายในงานมีการจัดแสดงปัญหาทางด้านสังคมที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจของวัยรุ่น โดยเฉพาะด้านการใช้งานสังคมออนไลน์มากเกินไป โด ดย อาจารย์แพทย์หญิงมุทิตา พนาสถิตย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เผยว่า จากการศึกษาการใช้เฟซบุ๊คในเด็กมัธยมปลาย จำนวน 872 คน ในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ อุบลราชธี สงขลา เป็นต้น พบว่าประมาณ 1 ใน 4 จะติดเฟซบุ๊ค เทียบกับระเทศยุโรปและเกาหลีใต้ ประเทศไทยมีจำนวนเด็กติดมากกว่าเยอะ เราจะพบปัญหาทางด้านสุขภาพทั้งอาการปวดศรีษะ ล้าดวงตา มีอาการวิตกกังวลเพราะนอนดึก รวมถึงเกิดอารมณ์เศร้ามากกว่าเพราะรับรู้ข้อมูลด้านลบได้ง่าย เด็กๆ จะใช่เฟซบุ๊คเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมงหลังจากเลิกเรียน ดังนั้นเขาจะจัดเวลาให้ตัวเองทำกิจกรรมอื่นไม่ได้ ส่งผลต่อการเรียนได้หมือนกัน ดังนั้นผู้ปกครองต้องส่งเสริมให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นเวลา หากิจกรรมที่ต้องปล่อยมือจากอุปกรณ์สื่อสารในระยะเวลาหนึ่ง เช่น การออกกำลังกาย เล่นดนตรี อ่านหนังสือ เมื่อทำจนเคยชินเด็กก็จะรู้จักการแบ่งเวลาให้สมดุลด้วยตัวเอง



