
เขาพระวิหาร:สองชาติต้องเร่งลดกำลัง
เหตุแห่งการไม่ลงรอยเรื่อง ปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างประเทศเท่านั้น กลับส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระดับพหุภาคี เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่นิยมขยายประเด็น เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่กลายเป็นประเด็นเด่น ในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่สิงคโปร์ ปีที่แล้ว ซึ่งไทยคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ทางผู้แทนกัมพูชาได้พยายามนำประเด็นปัญหาความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าสู่การประชุมอาเซียน เพื่อให้จัดตั้งคณะทำงานไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าว
ในที่สุดสิงคโปร์ ในฐานะประธานอาเซียนตอนนั้น ได้หาทางออกด้วยการเขียนจดหมายไปยังประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งให้ระงับข้อพิพาทในระดับทวิภาคี
ระหว่างนั้นกัมพูชาได้ยกเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้ไทยต้องปกป้องไม่ให้หยิบยกเรื่องนี้ทั้งในอาเซียนและยูเอ็น ทำเอานายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนไทยไปร่วมประชุมต้องว้าวุ่นตลอดการประชุม ไม่รู้ว่าหัวข้อการประชุมหลักที่แท้จริงคืออะไร
เช่นเดียวกับที่ผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงนิวยอร์ก ต้องรับมือกับกัมพูชา ด้วยการล็อบบี้ประเทศต่างๆ ไม่ให้นำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งล้วนแต่มีประเทศพันธมิตรของกัมพูชา อย่าง เวียดนาม ฝรั่งเศส
หนึ่งปีผ่านไป กัมพูชาประสบปัญหาในการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งการที่ไทยจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานร่วมกับปราสาทพระวิหารจะมีความเป็นไปได้มากน้อยขึ้นอยู่กับการผลักดันของรัฐบาล
การที่ไทยรื้อฟื้นประเด็นปัญหาด้วยหยิบยกประเด็นประสาทพระวิหารขึ้นเจรจากับฝ่ายกัมพูชาอีกหน ได้สร้างความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยที่สมเด็จฮุนเซนออกมาขู่ฝ่ายไทยทุกวันให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ที่มีความขัดแย้งบริเวณเขาพระวิหาร
สำหรับการเยือนประเทศกัมพูชาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ส่งผลในเชิงสร้างสรรค์ โดยที่สมเด็จฮุนเซนได้ให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าว คล้อยหลัง นายสุเทพ เดินทางกลับ รวมทั้งยังไม่ได้มีการลดกำลังทหารในพื้นที่ที่ขัดแย้ง
สิ่งนี้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประเทศในภูมิภาค หากสถานการณ์ดังกล่าวไม่เบาบางลง จนถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งจากนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็น่าวิตกกังวลว่ากัมพูชาจะใช้วิธีการเดิมมากดดันไทย
โดยเฉพาะปีนี้ ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน ไม่อยู่ในฐานะที่จะทะเลาะกับประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากจะหาคนไกล่เกลี่ยไม่ได้ เรื่องนี้ก็จะสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง
ทางออกที่ดีรัฐบาลหยุดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก โดยเฉพาะการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
หากแต่ไทยจะไปขอขึ้นทะเบียนร่วม ตามข้อมติ 10 ที่ว่า “ให้พิจารณาต่อไปอีกว่า การค้นคว้าทางโบราณคดีที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจจะมีการค้นพบจุดสำคัญที่อาจสามารถพิจารณาการขอขึ้นทะเบียนข้ามพรมแดนใหม่ได้ ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมทั้งจากกัมพูชาและประเทศไทย” ที่จะเป็นแนวทางที่สร้างสันติและหาทางลงให้รัฐบาลไทยได้อย่างสวยงาม
การรณรงค์มือเปล่าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
หากไม่สามารถควบคุมปัญหาให้สามารถตกลงได้ในระดับทวิภาคี ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศใหญ่กว่ากัมพูชา จะโดนข้อหารังแกประเทศเล็ก
แม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะเดินทางไปเจรจากับ พล.ท.เจียร มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 บริเวณชุมนุมโอร์เสม็ด ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อหาทางออกในการปรับลดกำลังพลในพื้นที่เพื่อลดการเผชิญหน้ากันของทั้งสองฝ่าย
โดยเฉพาะประเด็นการปลัดลดกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย ซึ่งผลการเจรจาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ “แฮปปี้” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
พล.ท.วิบูลย์ เล่าให้ฟังอีกว่า ฝ่ายไทยได้เสนอต่อฝ่ายกัมพูชาเรื่องการปรับลดกำลังทหาร เพราะเห็นว่ากำลังทหารของทั้งสองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันมันเยอะ และแออัดมาก ทหารทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการขยับกำลังเพื่อสู้รบกัน แต่จุดวางกำลังของทั้งสองฝ่ายมันเยอะมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุได้
“กำลังพลที่มาเผชิญหน้ากันก็มีความแออัดอยู่แล้ว ยังไม่รวมถึงอาวุธหนักที่กองกำลังทหารของทั้งฝ่ายนำมาเผชิญหน้ากันเพื่อรักษาดินแดนอธิปไตยของแต่ละฝ่าย ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ว่ากองกำลังทหารทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่มีการรบกัน ไม่ได้มีการพูดถึงสงครามของทั้งสองประเทศ เพียงแต่ต้องการวางกำลังให้เหมาะสมเท่านั้น” พล.ท.วิบูลย์ กล่าว
ส่วนกำลังทั้งสองฝ่ายพูดกันตลอดว่าจะถอนกำลังก็จะต้องคุยกัน หรือหากจะรบกันก็จะต้องคุยกัน แต่จากการพูดคุยกันยืนยันว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการสู้รบกันอย่างแน่นอน ก็ควรกำหนดพื้นที่ในการวางกำลังของทั้งสองฝ่ายว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
"ไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเกิดเหตุการณ์ “น้ำผึ้งหยดเดียว” เพราะจุดในการวางกำลังของทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา และทั้งสองฝ่ายต่างก็ยอมรับว่าจะไม่มีการสู้รบกันเกิดขึ้น พยายามทำให้ปัญหาความระหองระแหงของทั้งสองฝ่ายลดน้อยลง"
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์ ,นันทิดา พวงทอง



