ข่าว

เส้นทาง'เรือเหาะใต้'350ล้านกับภารกิจที่คุ้มค่า?

เส้นทาง'เรือเหาะใต้'350ล้านกับภารกิจที่คุ้มค่า?

06 ก.ย. 2557

เส้นทาง'เรือเหาะใต้'350ล้านกับภารกิจที่คุ้มค่า?

               ทำเอาหลายฝ่ายอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน เมื่อ "เรือเหาะ" ตรวจการณ์ของกองทัพบก ที่ใช้ในภารกิจเฝ้าตรวจการณ์ทางอากาศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อช่วงก่อนเที่ยงวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่นำขึ้นทดลองบินเป็นปกติในทุกเช้า แต่การลงจอดฉุนเฉินครั้งนี้กลับกลายเป็นประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจ และตั้งคำถามถึงศักยภาพของเรือเหาะลำดังกล่าว ที่ใช้งบประมาณในการซื้อสูงลิบลิ่ว เพราะหากย้อนไปเมื่อปลายปี 2555 จะพบว่า เรือเหาะลำเดียวกันนี้ เคยลงจอดฉุกเฉินมาแล้วครั้งหนึ่ง

               รายงานจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า เรือเหาะลำดังกล่าวปกติจอดประจำการอยู่ในโรงจอด กองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยเมื่อเวลาประมาณ 11.10 น. วันที่ 5 กันยายน ขึ้นบินตามภารกิจ แต่ลงจอดฉุกเฉินบริเวณบ้าน "ต้นทุเรียน" หมู่ 6 ต.ยะรัง อ.ยะรัง ส่วนสาเหตุเกิดจากระบบคันบังคับขัดข้อง เบื้องต้นทราบว่า กำลังพลทุกนายปลอดภัย และหน่วยกำลังในพื้นที่เข้าให้การสนับสนุน นำโดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 (ฉก.ทพ.22) พร้อมส่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นลาดตระเวนเพื่อคุ้มกันทางอากาศด้วย

               สำหรับเรือเหาะลำนี้ เป็นยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่มีปัญหามาตลอด เป็นบอลลูนรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท เวิลด์ไวด์ แอโรส์ คอร์ป ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลียม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร)

               ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้คือ 0-10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2x125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง ความจุห้องโดยสาร 4 นาย เป็นนักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย

               คุณลักษณะทั่วไปของเรือเหาะ คือ ควบคุมโดยนักบิน ใช้กล้องตรวจการณ์เวลากลางวันและกลางคืนที่สามารถถ่ายภาพและบันทึกภาพความละเอียดสูง สามารถตรวจจับความร้อน รวมทั้งตรวจจับระยะและชี้เป้าหมายได้ ลอยตัวอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน หรือทำการลาดตระเวนตามวงรอบเพื่อปฏิบัติงานด้านการข่าวที่ต้องการด้วยเสียงที่เงียบกว่าอากาศยานประเภทอื่น

               ส่วนที่มาของเรือเหาะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท ในการดำเนินการจัดหา "ระบบเรือเหาะ" พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ อันเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

               ราคาจัดซื้อแบ่งเป็น ตัวเรือบอลลูนราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท เป็นอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด (แต่ต่อมาทางกองทัพชี้แจงหลายครั้งด้วยข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงไม่ชัดว่าราคาของอุปกรณ์แต่ละส่วนเป็นเท่าใดแน่ เพราะเป็นการจัดซื้อวิธีพิเศษ) โดยมีที่มาดังนี้

               23 เมษายน 2552 กองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์จากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอเปอร์เรชั่น

               28 มิถุนายน 2552 เรือเหาะถูกส่งถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

               18 ธันวาคม 2552 เรือเหาะเข้าประจำการณ์ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อย่างเป็นทางการ โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามความพร้อมของเรือเหาะด้วยตนเอง

               15 มกราคม 2553 กองทัพกำหนดให้เป็นวันเริ่มนำเรือเหาะขึ้นปฏิบัติการเป็นครั้งแรก แต่ประสบปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงยังไม่มีการลงนามรับมอบสินค้าอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิต

               5 มีนาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของ ทบ.จัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปติดตามทำข่าว ผลการทดสอบพบปัญหาหลายประการ ทั้งในส่วนของกล้องและตัวบอลลูน ขณะที่มีข่าวเล็ดลอดจากชุดทดสอบว่า เรือเหาะบินสูงได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปกเท่านั้น ทำให้ไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้น

               9 มีนาคม 2553 พล.อ.อนุพงษ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี อีกครั้ง เพื่อร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเรือเหาะ และพบปัญหาเพิ่มเติมอีกหลายประการ แต่ยังยืนยันว่าระบบโดยรวมใช้งานได้ดี

               27 พฤษภาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ได้ลงนามรับมอบ "บอลลูน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือเหาะ

               9 มิถุนายน 2553 รองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก แถลงข่าวตอบโต้กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ทุกประเด็น โดยบอกว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเพดานบินของเรือเหาะที่สเปกกำหนดไว้ 10,000 ฟุต หรือราว 3 กิโลเมตร แต่จากการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมาเรือเหาะตรวจการณ์กลับบินได้เพียง 1 กิโลเมตรนั้น ทางกองทัพอธิบายว่า เพดานบินสูงสุดกำหนดไว้เฉพาะเรือเหาะเปล่าๆ แต่เมื่อติดกล้องเข้าไป และมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไปขับ ก็จะทำให้เพดานบินต่ำลง

               23 กรกฎาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ลงนามรับมอบเฮลิคอปเตอร์และกล้องจับภาพที่ใช้กับเรือเหาะ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับมอบครบทั้งระบบ ทั้งๆ ที่ยังมีหลายฝ่ายตั้งคำถาม

               19 สิงหาคม 2553 มีการแฉข้อมูลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2554 ว่า เรือเหาะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากผ้าใบเสื่อมสภาพและมีรูรั่ว

               30 กันยายน 2553 พล.อ.อนุพงษ์ เกษียณอายุราชการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.แทน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.)

               20 กุมภาพันธ์ 2554 กองทัพนำเรือเหาะขึ้นบินเพื่อทดสอบ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ได้ขอเปลี่ยนผ้าใบผืนใหม่จากบริษัทผู้ผลิตเรียบร้อยแล้ว

               16 มีนาคม 2554 พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ตรวจความพร้อมของเรือเหาะครั้งสุดท้ายก่อนใช้งานจริง

               13 ธันวาคม 2555 เรือเหาะประสบอุบัติเหตุขณะร่อนลงจอดที่โรงเก็บเรือเหาะ หลังเสร็จภารกิจลาดตระเวนทางอากาศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ระหว่างลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ตลอดทั้งวัน โดยมีรายงานว่า นักบินไม่สามารถควบคุมเรือเหาะได้ ทำให้เรือเหาะไถลไปกับพื้นรันเวย์ตัวเครื่องได้รับความเสียหายกว่า 50%

               ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า ทบ.จัดซื้อเรือเหาะในราคาที่แพงเกินไป  และไม่เหมาะสมกับภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องดังกล่าวเหมือนจะเบาบาง และเลือนหายไป กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์เรือเหาะลงจอดฉุกเฉินอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กันยายนนี้ ที่ผ่านมา ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามเดิมๆ ตีกลับมากวนใจกองทัพบกอีกครั้ง...?