ข่าว

บ่าท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนโจทย์หินบริหารน้ำ57

บ่าท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนโจทย์หินบริหารน้ำ57

06 ก.ย. 2557

บ่าท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนโจทย์หินบริหารน้ำ57

               คนเมืองในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา กำลังพากันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์น้ำป่าบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนพื้นที่เศรษฐกิจ หลังจากที่ฝันร้ายมหาอุทกภัยปี 2554 ยังไม่ทันจะเลือนจางจากความทรงจำเลวร้าย

               พื้นที่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำยม ต้องจมน้ำลงอย่างฉับพลัน เพราะน้ำป่าที่บ่าถล่มลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ภาพข่าวผ่านสื่อ เปรียบเสมือนสัญญาณอันตรายที่ส่งผ่านไปยังอีกหลายจังหวัดในลุ่มน้ำปิง วัง และน่าน รวมไปถึงสองฝั่งเจ้าพระยานับตั้งแต่พิจิตร นครสวรรค์ลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร อันเปรียบเสมือนไข่แดง เพราะเนืองแน่นไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมและแหล่งที่พักอาศัย

               กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ได้แก่ สุโขทัยและพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำยม เนื่องจากจะมีน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือไหลลงมาสมทบ ส่งผลให้สถานการณ์อุทกภัยใน จ.สุโขทัย ขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึง จ.พิษณุโลก อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะจังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง มีปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตามลำน้ำหลักและลำน้ำสาขาเพิ่มสูงขึ้น 1-2 เมตร ทำให้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันจากน้ำล้นตลิ่ง

               พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการอุทกภัยอย่างเต็มกำลังและครอบคลุมทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมการรับมือและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัย รวมถึงสนธิกำลังหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายพลเรือน หน่วยทหาร มูลนิธิอาสาสมัคร ระดมเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าแก้ไขสถานการณ์และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ และวางระบบป้องกันมิให้น้ำทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง ให้เร่งแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน โดยนำรถสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยด่วน
  
               ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ วันเดียวกันนั้น ว่า ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกอยู่ในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไปร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และภาคตะวันออก บริเวณ จ.สระแก้ว จันทบุรี และตราด

               นั่นคือภาพรวมของสถานการณ์น้ำเหนือเมื่อวันศุกร์ที่ 5 กันยายน

               อย่างไรก็ตาม เพียงลำพังแค่ภาพข่าวที่แพร่ทางสื่อต่างๆ ยังไม่สามารถวัดความรุนแรงของสภาพน้ำบ่าได้ เพราะระดับความรุนแรงจะต้องวัดกันด้วย ปริมาตร และความเร็วในการไหลซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากสำนักชลประทานที่ 12 ที่ได้มีหนังสือเตือนเรื่องสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 1 เลขที่ กษ.0320/659/2557 ลงวันที่ 3 กันยายน 2557 ตอนหนึ่งแจ้งถึงสถานการณ์น้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์ ประตูสู่ภาคกลางและกรุงเทพฯ ว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 896 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มเป็น 3,300-3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 8 กันยายน 2557 อันจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น จาก 631 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,400-1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลที่จะตามมาก็คือระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอีก 2 เมตร ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยาจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 1 เมตร

               "จึงขอความอนุเคราะห์ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน บริษัท ห้างร้านที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนลงมาขนย้ายสิ่งของทรัพย์สินที่มีค่าขึ้นที่สูงหรือที่ปลอดภัยจากระดับน้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไปจากนี้และขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการอย่างทันต่อเหตุการณ์"

               อัตราการไกลของน้ำเหนือตามการวัดของสำนักชลประทานที่ 12 เป็นตัวเลขที่บ่งชี้ได้ว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะจะว่าไปแล้ว ก็เป็นตัวเลขที่เทียบเคียงได้กับเมื่อปี 2554

               คำถามในวันนี้ จึงดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วว่า น้ำจะท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ ?

               ทางหนึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปดูตัวแปรและปัจจัยต่างๆ ที่หนุนส่งให้เกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

               กล่าวสำหรับปริมาณน้ำเหนือในปีมหาอุทกภัยครั้งนั้น พบว่า น้ำจากลุ่มน้ำยมที่ไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีมากมหาศาลถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเกือบๆ ครึ่งหนึ่งของเขื่อนภูมิพล

               ประตูระบายน้ำพลเทพ ที่ปากแม่น้ำสุพรรณ และประตูระบายน้ำบรมธาตุ ที่ปากแม่น้ำน้อย ไม่ได้เปิดรับน้ำเพื่อผันน้ำเข้าสู่ทุ่งตะวันตก แม้จะเปิดรับน้ำมากขึ้นในภายหลัง แต่ก็ไม่ได้เข้าทุ่งเพื่อให้ไปชะลอไว้ในแก้มลิง

               "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี" คือชื่อเครื่องมือจัดการน้ำที่คนไทยรู้จักมักคุ้นอีกหนึ่งในปีนั้น เพราะมันได้พังทลายลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าลพบุรีมากเกินไป ขณะเดียวกันมวลน้ำทั้งหมดก็ได้ไหลกลับมายัง อ.พระนครศรีอยุธยา ทางแม่น้ำลพบุรี ขณะที่น้ำจำนวนมากที่ระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไหลมาถึงเขื่อนพระรามหก ก็ไม่ได้ผันเข้าสู่คลองระพีพัฒน์แยกใต้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้ปริมาณน้ำส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะ อ.พระนครศรีอยุธยา รับปริมาณน้ำมากเกินไปทั้งจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ทำให้น้ำจากพระนครศรีอยุธยา หลากย้อนข้ามประตูประบายน้ำคลองข้าวเม่า เข้าสู่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และไหลไปรวมกันกับปริมาณน้ำที่ล้นมาจากแม่น้ำป่าสัก เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครทางทิศเหนือ

               หายนะทันตาเห็น !

               "คลองระพีพัฒน์" คลองขุดที่ทุกคนคุ้นชื่อกันดี เพราะมีศักยภาพในหลายด้าน แต่กลับไม่สามารถผันน้ำเข้าสู่ทุ่งตะวันออกได้ ขณะที่เจ้าของพื้นที่เกษตรในทุ่งตะวันออกกลับสูบน้ำเลงคลองระพีพัฒน์ จนคลองแห่งนี้รับน้ำมากเกินไป อ่วมอรทัย! ไปอีกคลอง

               สำหรับพื้นที่ใต้ลงมา สภาพของกรุงเทพมหานคร ได้ถูกปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นหมู่บ้านจัดสรรและพื้นที่อุตสาหกรรม ไม่สามารถระบายน้ำเข้าสู่ระบบสถานีสูบน้ำริมชายทะเลได้ ปริมาณน้ำที่อยู่ทางด้านเหนือกรุงเทพฯ บริเวณ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขตสายไหมและเขตคลองสามวา ระบายลงสู่ระบบคลองไปยังสถานีสูบชายทะเลไม่ได้

               นอกจากนี้ ยังมีสิ่งก่อสร้างรุกล้ำแม่น้ำ ลำคลองที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ จนเสื่อมสภาพไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่คลองสำคัญอย่าง คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ถูกรุกล้ำจนเหลือร่องระบายเล็กๆ เพียงแค่ครึ่งก็ถือว่ากว้างแล้ว ขณะที่สะพานหลายแห่งกลับซ้ำเติมการระบายน้ำ ทั้งตอม่อขนาดใหญ่

               สุดท้ายก็คือ สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ที่จะต้องพยายามหนีเอาตัวรอดเมื่อภัยมา เช่นนี้แล้ว น้ำท่วมปี 2554 จึงเกิดวัฒนธรรมใหม่ล่าสุด ที่ชาวบ้านและองค์กรท้องถิ่น พากันสร้างพนังและคันกั้นน้ำของตัวเองอย่างขมีขมัน จนทำให้การระบายน้ำโดยรวมไร้ประสิทธิภาพ บางแห่งถูกขังจนเน่า บางพื้นที่อยู่ในไข่แดง แทบจะยกพวกตีกันตาย

               เป็นความสับสนอลหม่าน ตัวใครตัวมัน เกือบจะเกิดจลาจลน้ำ อยู่รอมร่อ

               นั่นคือ สรุปบทเรียน ที่ผู้มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ควรจะต้องเตรียมตัวรับมือเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

               มาพิจารณากันอีกด้านหนึ่ง จะเห็นว่า จนถึงขณะนี้ปริมาตรน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล เชื่อนสิริกิติ์ ยังอยู่ในระดับที่รับน้ำได้อีกมาก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นระดับน้ำที่เข้าวิกฤติ ไม่เพียงพอที่จะใช้สอยในหน้าแล้งหน้าค่อนข้างแน่นอน เพราะฝนที่ตกในภาคเหนือตกใต้เขื่อน มองโลกในแง่ดีก็คือ เขื่อนจะยังสามารถรับน้ำจากพายุใหญ่ได้อีกมาก ขณะที่เขื่อนในกาญจนบุรีอย่างเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณกลับมีระดับน้ำลดลงจากเมื่อปีก่อน นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า ต้อง "โยก" น้ำไปบรรเทาความแห้งแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

               โดยภาพรวมของปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศรวมกัน 70,326 มีน้ำอยู่ในอ่าง  38,545 หรือ 55% ใช้งานได้ 21%

               พูดง่ายๆ ก็คือ โจทย์การบริหารน้ำในปีนี้ก็คือ จะต้องจัดการน้ำเหนือที่ตกนอกเขื่อนไม่ให้บ่าท่วมทำความเสียหายกับพื้นที่ประสบภัยมากไปกว่าที่เห็นกันอยู่

               และที่ "หิน" สุดๆ ก็คือ ถ้าไม่มีน้ำฝนเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนๆ ในห้วงเวลาที่หน้าฝนกำลังจะผ่านพ้น แล้วจะบริหารน้ำในสถานการณ์แล้งอย่างเลวร้ายในปีหน้ากันอย่างไร

               ถ้าฝนตกหนักๆ มรสุมเข้ามาถี่ๆ อย่างเมื่อปี 2554 ก็คงจะเติมน้ำเต็มเขื่อนได้ แต่ผลที่จะตามมาก็คือ สถานการณ์จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว