ข่าว

กลุ่มต้านใน-นอกเคลื่อนคสช.ไม่เลิกอัยการศึก

กลุ่มต้านใน-นอกเคลื่อนคสช.ไม่เลิกอัยการศึก

05 ก.ย. 2557

กลุ่มต้านใน-นอกประเทศเคลื่อน คสช.ยกเหตุไม่เลิกกฎอัยการศึก ย้ำไม่ส่งผลกระทบชีวิตปชช. ขณะนี้เสื้อแดงญี่ปุ่นรวมตัวยื่นหนังสือกต.ญี่ปุ่น

               5ก.ย.2557 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกระแสข่าวทางโซเชียลมีเดียที่มีกลุ่มต่อต้าน คสช. ในประเทศญี่ปุ่นนัดรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต่อต้านการรัฐประหารในไทย และการทรมานทำร้ายผู้ถูกควบคุม ว่า เรามีกลไกในการสร้างความเข้าใจอยู่แล้ว อาทิ กระทรวงต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ (5 ก.ย.) หัวหน้าคสช.ยังไม่ได้สั่งการอะไรในเรื่องดังกล่าว แต่ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว ส่วนการไม่ยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า เรื่องการจะยกเลิกกฎอัยการศึก ไม่เกี่ยวกับการที่ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ทั้งในและนอกประเทศ การที่คสช.ประกาศใช้กฎอัยการศึกในช่วง 3-4 เดือนเป็นสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในประเทศเราเรียบร้อย การท่องเที่ยวดีขึ้น การจะมีกฎอัยการศึกหรือไม่มีไม่ใช่สิ่งที่ส่งผลกระทบ แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับทำให้การจัดระเบียบสังคม การจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยว การบุกรุกป่ามีความเรียบร้อยมากขึ้น

               “การจะคงอยู่หรือการยกเลิกขึ้นอยู่ปัจจัยหลายอย่าง ทั้งองค์ประกอบในเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง คสช.ไม่อยากใช้กฎอัยการศึก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้ามองในความในความเป็นจริงเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันประชาชน ” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว


เสื้อแดงญี่ปุ่นรวมตัวยื่นหนังสือกต.ญี่ปุ่น


               ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า ในวันนี้ (5 ก.ย.) มีกลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้านคสช.ประมาณ 26 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น โดยได้ถือป้ายต่อต้านรัฐประหารและการบังคับใช้กฏอัยการศึก และแสดงความจำนงที่จะยื่นหนังสือให้กับทางการญี่ปุ่น ทั้งนี้ไม่มีผู้แทนออกมารับหนังสือ ต่อมากลุ่มคนทั้งหมดได้เดินทางต่อยังมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งถือเป็นตัวแทนยูเอ็นในญี่ปุ่นแล้วยื่นหนังสือผ่านผู้แทนที่ออกมารับ อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแต่อย่างใด


พท.จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาความยุติธรรม

               นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ขณะนี้มีครม.อย่างสมบูรณ์แล้ว อยากให้แก้ไขปัญหาความยุติธรรม โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ควรปฏิรูปตัวเอง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าพวกหนึ่งทำอะไรก็ผิดแต่อีกพวกทำอะไรก็ไม่ผิด ขณะนี้มีรัฐบาลใหม่แต่ไม่มีฝ่ายค้าน การแก้ปัญหาทุกอย่างจึงสามารถทำได้ทันที เด็ดขาด แต่อยากถามว่า เรื่องโรงพักทดแทนที่สร้างไม่เสร็จนั้นคดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และกระบวนการสอบสวนเป็นอย่างไร เพราะวันนี้กลับมีการเพิ่มเงินเข้าไปอีก 3-4 พันล้านบาท

               นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่จัดการเรื่องหวยใต้ดิน เอาขึ้นมาอยู่บนดินให้ถูกต้อง ตามจังหวัดต่าง ๆ เจ้ามือคนไหนอยากทำก็ให้มาจดทะเบียนที่อำเภอแล้วก็หักเปอร์เซ็นต์เข้าหลวง เอาไปพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาประเทศต่อไป ในส่วนของล็อตเตอร์รี่นั้นก็คงเอาไว้ อย่าไปแตะต้อง รวมทั้งขอให้ดูเรื่องยาเสพติด เพราะตอนนี้ทหารกระจายอยู่ในพื้นที่เต็มไปหมด น่าจะใช้โอกาสนี้เอ็กซเรย์ทุกหมู่บ้าน กวาดล้างครั้งใหญ่ ถ้าวัยรุ่นคนไหนเสพยาก็เอาไปเข้าค่ายทหารสัก 3-6 เดือน

               นายอำนวย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการล็อคสเปคสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้วยว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ สร้างมาตรฐานดีแล้ว ขณะนี้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวของพล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ดังนั้น น่าจะได้คนหลากหลายอาชีพเข้ามาร่วมเป็นสปช. แต่ขอว่า อย่าเอาคู่ขัดแย้งมาทำงาน ไม่เช่นนั้นการปรองดองคงไม่เกิด ทุกอย่างที่ทำมาจะเสียของ ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า บูรพาพยัคฆ์หรือวงศ์เทวัญไม่มีนั้น หากติดตามข่าวทุกคนจะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ตัวพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ที่รู้ดี อยู่ที่ว่าจะพูดความจริงหรือไม่ก็เท่านั้น ตนขอให้กำลังใจ และพร้อมจะดูการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ต่อไป


“ก่อแก้ว”ขอบคุณอัยการสูงสุดยังไม่ฟ้อง“ยิ่งลักษณ์”

               นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีโครงการรับจำนำข้าว ว่า เรื่องนี้ต้องขอบคุณอัยการสูงสุดที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมดูน่าเชื่อถือขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมหลังจากการเกิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสังคมจับตามอง และคสช. ได้ระบุว่า เรื่องกระบวนการยุติธรรม ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. มีความเร่งรัดในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กว่ากรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ การที่อัยการสูงสุดให้ป.ป.ช. หาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความผิดจริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มิฉะนั้นสังคมจะมีความเคลือบแคลงใจตลอดไปและตนยังไม่ได้ยินข่าวว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการนี้ มีคนถูกสั่งฟ้องศาล แต่คนที่รับผิดชอบนโยบายกลับถูกดำเนินคดี หากการดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนมีความผิด ต่อไปจะมีปัญหาต่อระบบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

               ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ แต่ก็ยอมรับว่ามีจุดอ่อนบางเรื่อง ซึ่งต้องแก้ไข คือ 1. เรื่องราคารับจำนำข้าวจะดูสูงเกินไป แต่ที่ผ่านมา 2 ปี ก็ได้มีการปรับใช้ให้เข้ากับตลาดโลก แต่ระยะเวลาของรัฐบาลสั้นไป ยังไม่ทันได้ปรับ กลับถูกจัดการเสียก่อน 2. เรื่องการทุจริต เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องนับล้านคน ทั้งชาวนา ข้าราชการ และบริษัทต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องปกติที่คนอยากเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในการทุจริต ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งน่าจะเป็นการทุจริตในระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ในระดับนโยบายแน่นอน

               “เรื่องนี้ถ้าทำแบบเร่งรัด สุดท้ายก็จบแบบไม่สวย จะมีข้อครหาและการไม่ยอมรับ คล้ายกับกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกิดข้อครหาขึ้น เพราะคนซื้อคนขายไม่ผิด แต่คนอนุญาตให้ซื้อกับผิด และกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะ ป.ป.ช.ยังไม่สามารถเอาผิดคนทุจริตได้” นายก่อแก้ว กล่าว

               นอกจากนี้ตนอยากฝากถึงคสช.ให้ความเป็นธรรมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะคืนความสุขให้สังคม ซึ่งกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการพิสูจน์คำพูดของคสช. เพราะสังคมคาดหวังในเรื่องกระบวนการยุติธรรม และจะทำให้เกิดความไม่ยอมรับเกิดขึ้นในสังคมและกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระทำให้เกิดการไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของสังคมและหากจะมีการปฎิรูปสังคม เบื้องต้นควรปฏิรูปองค์กรอิสระด้วย เพราะไม่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลได้



หม่อมอุ๋ยไม่ประหลาดใจอสส.

               ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอสส.กับป.ป.ช. เพื่อพิจารณาสำนวนคดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เห็นว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไร แค่มีการตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อที่จะได้ไปพูดคุยกัน ซึ่งต้องให้คณะทำงานได้คุยกันก่อน ตนไม่เห็นมีอะไรประหลาด ตอนแรกเห็นต่างกันสักพัก เดี๋ยวพอคุยกันก็เห็นตรงกันเอง ตอนนี้อาจยังเห็นรายละเอียดไม่เท่ากัน

               ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงการเตรียมแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ได้มีการเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายต่อสนช.แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.จะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ส่วนรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้รวบรวมข้อมูลให้นายกฯ ซึ่งนายกฯจะเป็นผู้แถลงนโยบายเอง ขอให้รอฟังนายกฯแถลงนโยบายต่อสนช.อย่างชัดเจนอีกครั้ง


               ทั้งนี้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เดินทางมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ในฐานะพยานกรณีไต่สวนข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ยื่นคำร้องต่อป.ป.ช.ให้ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง สมัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมัยดำรงตำแหน่งรมว.พาณิชย์ ว่ามีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ ในกรณีที่ให้บริษัท สยามอินด้า ซึ่งเป็นบริษัทล้มละลายเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในเรื่องของการรับซื้อข้าวและระบายข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ผ่านองค์กรสำรองข้าวอินโดนีเซีย (บูล็อก) 

               ด้านนายวิทยา อาคมพิทักษ์ รองเลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนจะส่งมายังป.ป.ช. โดยมีนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งเป็นมีประเด็นอยู่นิดเดียวคือ การขายข้าวให้กับอินโดนีเซียในขณะนั้นเป็นการซื้อ - ขายข้าวในขณะที่ไม่มีข้าวอยู่ในท้องตลาด แล้วข้าวที่เอาไปขายมาจากไหน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบพยานฝ่ายผู้ร้อง ดังนั้นม.ร.ว.ปรีดิยาธร จึงมาให้ถ้อยคำในฐานะผู้ร้องและในฐานะพยาน คดีนี้ป.ป.ช.ยังไต่สวนต่อไปเรื่อยๆ เพราะจะต้องเรียกพยานมาให้ถ้อยคำ รวมทั้งต้องขอพยานหลักฐานและเอกสารต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม คำร้องนี้ไม่ได้รวมกับกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหานายบุญทรงกับพวก กรณีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีนแต่อย่างใด เป็นคนละคดีกัน เพราะคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องช่วงต้นรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเกี่ยวเนื่องไปถึงนายกิตติรัตน์

 

โฆษกอัยการยันตั้งคณะทำงานร่วมจำนำข้าว


               นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ป.ป.ช.ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ใช่เป็นการทุจริตว่า เป็นสิทธิการแสดงความเห็นตามหลักกฎหมายของป.ป.ช.ซึ่งสรุปสำนวนการสอบสวนว่ามีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารประเทศ เมื่อรู้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ย่อมจะต้องดำเนินการป้องกันเพื่อ ไม่ให้เกิดการทุจริตอีก ทั้งนี้สำนวนการสอบสวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์(พยานหลักฐานไม่เพียงพอ)เกี่ยวกับการทุจริต จึงต้องมีการตั้งผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายทั้งฝ่ายคณะทำงานอัยการและฝ่ายป.ป.ช.ฝ่ายละ 10 คนขึ้นมา ภายใน 14 วัน หลังจากนั้นก็จะเริ่มพิจารณา เพื่อร่วมกันหาพยานหลักฐาน และแนวทางการพิจารณาก็น่าจะได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

 

อธิบดีโยธาแจงไมโครโฟนครม.ราคา1.4แสน


                นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อไมโครโฟนสำหรับห้องประชุมภายในทำเนียบรัฐบาลที่มีราคากว่า 1.4 แสนบาท ว่า เรื่องระบบเสียงและระบบควบคุมการประชุม ทางกรมได้ให้บริษัท อัศวโสภณ เข้ามาดำเนินการปรับปรุง ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. ส่วนเรื่องราคานั้น เราได้ให้ทางบริษัทเสนอราคามาในเบื้องต้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ทำสัญญา เพราะเป็นการจ้างโดยการยกเว้นระเบียบการพัสดุ และอยู่ในขั้นตอนต่อรองราคากันอยู่

                นายมณฑล กล่าวต่อว่า เนื้องานตามแบบที่เราประมาณการไว้จะใช้ทั้งหมด 181 ตัว อยู่ในห้องประชุม 501 จำนวน 100 ตัว และห้องประชุม 301 จำนวน 56 ตัว ห้องประชุม 302 จำนวน 25 ตัว แต่ปรากฏว่า จะใช้เพิ่มอีก 11 ตัว ซึ่งเราก็ต้องมาเจรจากัน โดยเราตั้งราคากลางของทั้งระบบเสียง ระบบควบคุมการประชุม และระบบไฟไว้ที่ 69 ล้านบาท เราก็จะต่อรองให้อยู่ในกรอบ 69 ล้านบาท เพราะได้รับนโยบายจากพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาว่า ต้องทำงานให้ได้งานที่ดีและราคาเหมาะสม ส่วนที่มีข่าวว่าราคาไมโครโฟนแพงกว่าทั่วไปก็ต้องเรียนว่า ไมโครโฟนตัวนี้ยังไม่มีที่ใดใช้ ซึ่งตัวราคาก็ได้คุยกับบริษัทอัศวโสภณว่า เมื่อไมโครโฟนตัวนี้เป็นของที่นำเข้าก็ให้ท่านตั้งราคา และส่งรายละเอียดในเรื่องของการเสียภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้ามาว่าท่านจะตั้งราคาขายเท่าใด แล้วก็จะทำการเจรจาต่อรอง โดยมีกรอบว่าต้องจ้างในวงเงินที่เราได้รับการอนุมัติมา

                “ราคาเบื้องต้นบริษัทจะทำการเสนอราคามาก่อน แล้วเราจะนำราคาตรงนี้มาขออนุมัติงบ แต่ไม่ใช่ราคาที่เราจะจ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่เรากำลังเจรจากับบริษัท ซึ่งก็ต้องเจรจาให้อยู่ในกรอบ 69 ล้านบาทหรือต่ำกว่านั้น ซึ่งก็เชื่อว่าคงจะไม่แพงเวอร์เกินกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้รู้ก็บอกว่า ตัวนี้เป็นระบบที่ดีที่สุดในปัจจุบัน” อธิบดีกรมโยธากล่าว

                เมื่อถามว่า จะมีการประชุมครม.ในวันที่ 9 ก.ย.นี้แล้ว ระบบต่างๆ เรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายมณฑล กล่าวว่า ระบบติดตั้งพร้อมแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการคุยกับฝ่ายไอทีของทำเนียบรัฐบาลในวิธีการเดินระบบ ซึ่งก็คงต้องให้บริษัทเทรนให้ด้วย ทั้งนี้ ของมีเพียงเจ้าเดียว การจ้างจึงเป็นการจ้างเจ้าเดียว เราจึงไม่รู้หลักการตั้งราคาของผู้ขาย ตนก็ไม่รู้ราคา แต่ก็จะต้องมีการเอาใบนำเข้ามาแสดงว่ามีต้นทุนเท่าไหร่ บวกภาษีแล้วเป็นเท่าไหร่ แล้วเอามาคุยกันว่าราคาที่เหมาะสมเป็นเท่าไหร่ ยืนยันว่าไม่ได้ของบเพิ่มจากเดิมคือ 69 ล้านบาท แต่อย่างไร เราก็พยายามรักษาผลประโยชน์และพยายามต่อรองราคาให้ได้ถูกที่สุด ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ยกเว้นระเบียบการพัสดุตนเชื่อว่าการตรวจสอบจะต้องเข้มข้นอยู่แล้ว เราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อครหาตรงนี้

 

"ปนัดดา"เชื่อ สิ่งที่"ในหลวง"พระราชทานจะไม่มีวันสลาย


                ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นนวิทยากร ขึ้นบรรยายในหัวข้อเรื่อง "ชี้แจงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร  มีเนื้อหาใจความตอนหนึ่งว่า บริบททางความคิดของฝ่ายปกครอง เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันสิ้นหายไปได้ คือ สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมาให้ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำมากำหนดเป็นกรอบความคิด กรอบความคิดพระองค์ท่าน ล้วนเป็นความรอบคอบ ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และได้ขยายไปหลายหน่วยงาน แต่บทสรุปที่ได้รับมา ตัวเลขไม่น่าพอใจ บางหน่วยงานก็น่าพอใจ หน่วยงานฉาบฉวย สิ่งที่พระราชทานสอนแทนที่จะนำไปประกอบใช้ให้เกิดผลจริง เน้นพื้นที่ ที่เรียกว่า area approach เลยมักเกิดผลแต่ในบางเรื่อง เรามีอำเภอทั้งหมด 878 แห่ง มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ชุมชน การจัดการน้ำ เพื่อนำไปสู่การจัดแผนชุมชน ตามเป้าหมายหมู่บ้าน ที่ร้อยละ 25 หรือไม่ และได้มีการนำหลักพอเพียงไปใช้ประกอบมากน้อยมากเพียงใด ซึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนามียุทธศาสตร์อยู่ทั้งหมด 7 ด้าน ด้านที่ 1 การส่งเสริมการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเกษตร ชนบท ต้องให้เกิดความชัดเจนได้ รับฟังปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร
    
                ด้านที่ 2 ภาคการศึกษา มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน มีการพัฒนาอย่างเป็นเลิศ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ยกตัวอย่าง พื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ กรณีศึกษา มีเสน่ห์ทำให้คนอยากมาเรียน เช่น ม.พายัพ ม. โดยปรับความคิดจากในหลวงมาใช้ทั้งนั้น โดยปลูกฝังปรัชญาพอเพียงในวัยรุ่น ด้านที่ 3 ภาคธุรกิจ บริการ ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม หลายภารกิจตอนนี้รวมอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดธุรกิจภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายย่อย การสรา้งภาคีเครือข่าย ด้านที่ 4 ด้านการต่างประเทศ อยากให้ทำความเข้าใจกับคนต่างชาติว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ การกลัว แต่เป็นการมีความสุขอย่างเพียงพอ ด้านที่ 5 เพิ่มบทบาทการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก เพื่อเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ประชาชนได้ถูกต้อง เพื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ ทั้งภายในและต่างประเทศ ด้านที่ 6 ด้านความมั่นคง โดยมุ่งบูรณาการขับเคลื่อนระหว่างกองทัพกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงเป็นอย่างมาก อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงในภาพรวมของประเทศ และด้านที่ 7 สร้างกลไกการบริหารจัดการ ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกัน มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมขึ้นในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นศูนย์กลางประสานติดตาม และส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ มีการเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน