ข่าว

เมื่อมะกันชนคนอังกฤษแห่เป็นนักรบญิฮัด

เมื่อมะกันชนคนอังกฤษแห่เป็นนักรบญิฮัด

07 ก.ย. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อมะกันชนคนอังกฤษแห่เป็นนักรบญิฮัด : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                             สตีเฟน ซอตลอฟฟ์ เหยี่ยวข่าวสงครามชาวอเมริกันเชื้อสายยิว วัย 31 ปี กลายเป็นเหยื่อรายที่ 2 ที่ถูกกลุ่มติดอาวุธมุสลิมญิฮัดสุหนี่กลุ่มไอเอสฆ่าตัดคอตามหลัง เจมส์ โฟลีย์ เหยี่ยวข่าวสงครามชาวอเมริกันวัย 40 ปี ที่ถูกลงทัณฑ์ด้วยวิธีการเดียวกันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากทั้ง 2 คนถูกลักพาตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในซีเรียเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ เดวิด ไฮน์ส ชาวเมืองผู้ดีอังกฤษ กำลังใจเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อมีการระบุชื่อว่าจะเป็นเหยื่อรายที่ 3 ที่จะถูกบั่นคอในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
 
                             เล่นเอาทำเนียบขาวและบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่งในลอนดอน หรือสำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า ไม่ใช่เพราะถูกไอเอสหมิ่นศักดิ์ศรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นเพราะเพชฌฆาตใจคอโหดเหี้ยมที่เป็นคนลงมือโดยไม่สะทกสะท้านนั้น แม้จะมีผ้าปิดหน้า แต่จากสำเนียงที่พูดส่อชัดว่าเป็นชาวอังกฤษขนานแท้ไม่แปลกปลอม เป็นชาวเมืองผู้ดี แต่กลับไปเป็นพลพรรคของไอเอส ที่พร้อมจะฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา กลับตาลปัตรกับที่สร้างภาพมาตลอดว่า มุสลิมอาหรับเป็นพวกนิยมความรุนแรงฆ่าคนโดยไร้เหตุผล 
 
                             ตอกย้ำความจริงที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไปว่า นับวันยิ่งมีหนุ่มสาวชาวตะวันตกทั้งจากทวีปเก่ายุโรปและแดนดินถิ่นอินทรีเดินทางไปเข้าร่วมกับไอเอสมากขึ้น ซึ่งถ้าวันใดวันหนึ่งหนุ่มสาวกลุ่มนี้ที่ผ่านสนามรบในอิรักและซีเรียมาแล้ว ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่า พวกเขาและพวกเธอจะไม่นำเข้าความรุนแรงนั้นกลับมาทำร้ายพี่น้องร่วมชาติบ้าง
 
                             โฆษกเพนตากอน รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐ เพิ่งแถลงยอมรับว่า แค่ช่วงฤดูร้อนนี้มีนักรบต่างชาติที่ถือพาสปอร์ตยุโรปราวพันคนปะปนอยู่กับกลุ่มกบฏซีเรียและกลุ่มสุดโต่งไอเอสเหมือนกับที่เคยเข้าร่วมกับกลุ่มอัล-ไกดาและกลุ่มก่อการร้ายอีกหลายกลุ่มในตะวันออกกลางและแอฟริกา ในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกันราว 100 คน ที่แอบเดินทางปฏิบัติการอยู่ภายในซีเรีย โดยไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าสังกัดกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใด บอกได้แต่ว่า มีอยู่กว่า 10 คน เป็นพลพรรคของไอเอส และมีอยู่อย่างน้อย 2 คน เสียชีวิตระหว่างการปะทะที่ซีเรีย ขณะเดียวกันเอฟบีไอได้จับกุมชาวอเมริกันอีกหลายคนขณะพยายามเดินทางไปซีเรียเพื่อสนับสนุนไอเอส 
 
                             เจ้าหน้าที่เหล่านี้ล้วนแสดงความวิตกว่า ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีแผนร้ายจะลอบก่อวินาศกรรมในแดนอินทรี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า หลังจากมีประสบการณ์การก่อการร้ายที่อิรักและซีเรียแล้ว คนกลุ่มนี้อาจจะเดินทางกลับไปก่อการร้ายในยุโรปหรือสหรัฐ หรือไม่เช่นนั้นอาจจะมีกลุ่มผู้ที่เห็นใจไอเอสหรือฝักใฝ่กลุ่มนี้คิดวางแผนก่อการเป็นจุดๆ ในระดับที่ไม่รุนแรงมากนักก็ได้
 
                             ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตมากขึ้นว่า แดนผู้ดีอังกฤษกำลังจะกลับกลายเป็น "เยเมนแห่งตะวันตก" หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงดินแดนแห่งการส่งออกผู้ก่อการร้าย ข้อมูลจากศูนย์ศึกษากระบวนการความรุนแรงระหว่างประเทศ (ไอซีเอสอาร์) เปิดเผยว่า ช่วงที่เกิดปรากฏการณ์อาหรับสปริงเมื่อต้นปี 2554 มีชาวยุโรปราว 2,800 คน ข้ามพรมแดนไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ในตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงยิ่งกว่าตัวเลขรวมกันของชาวตะวันตกที่เคยเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในทุกครั้งที่ผ่านมาเสียอีก ในจำนวนนี้ประมาณ 500 คนเป็นชาวอังกฤษ ที่เหลืออีกราว 1,500 คน เป็นพลเมืองของสหภาพยุโรป
 
                             และที่น่าตระหนกมากขึ้นก็คือ มีชาวเมืองผู้ดีอีกราว 4,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1,450 คน สารภาพผ่านรายการของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษที่สัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นรายๆ ไปว่า สนใจอยากจะไปเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรง แม้จะมีแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่สานฝันให้เป็นจริงด้วยการเริ่มเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ตัวเลขนี้สูงกว่าผลการสำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้วถึง 2 เท่า
 
                             ส่วนสาเหตุที่คนรุ่นใหม่สนใจจะเข้าร่วมกับกลุ่มสุดโต่งมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม อันเนื่องจากอคติต่อมุสลิม ซึ่งมักจะตกเป็นจำเลยของสังคม หรือกลายเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ ถูกจับขังโดยไม่มีการฟ้องร้องหรือถูกค้นที่พักครั้งแล้วครั้งเล่า จนเริ่มสิ้นความอดทน บ้างก็เชื่อว่าเป็นภารกิจที่ต้องทำ เพราะพระเจ้าบัญชาให้มุสลิมไปสู้เพื่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ และถ้าตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ บางคนเชื่อฝังใจว่า ตัวเองกำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายไม่ใช่ครอบครองโลก ขณะที่หลายคนเปิดเผยว่า ตอนแรกก็แค่ต้องการไปต่อสู้กับระบอบการปกครองของซีเรียที่เป็นมุสลิมชีอะต์อันชั่วร้ายที่ต้องการกวาดล้างมุสลิมสุหนี่ แต่เมื่อไปถึงและได้พุดคุยกับกลุ่มอื่นๆ ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายไปเป็นนิยมความรุนแรงมากขึ้น
 
                             ผลการศึกษายังพบว่า แม้แหล่งปลุกระดมและล้างสมองส่วนใหญ่ยังมาจากสุเหร่า มูลนิธิของมุสลิม สถานีโทรทัศน์ที่ทรงอิทธิพล โรงเรียนและมหาวิทยาลัยอิสลาม แต่นับวันโซเชียลมีเดีย ทั้งออนไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ต่างยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นในการปลูกฝังความเชื่อให้แก่คนรุ่นใหม่และสามารถระดมอาสาสมัครได้อย่างกว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆ แล้ว ชาวอังกฤษมีแนวโน้มจะเป็นนักรบที่โหดเหี้ยมมากที่สุดในหมู่ไอเอสด้วยกัน เป็นทั้งมือระเบิดพลีชีพและเพชฌฆาต
 
                             ผลการศึกษาเหล่านี้ยังตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลตะวันตก ซึ่งตอนแรกไม่ค่อยสนใจไอเอสอย่างจริงจังนัก มองว่าไม่ค่อยคุกคามความปลอดภัยของตะวันตกมากนัก เท่ากับเปิดช่องให้ไอเอสเติบโตขึ้นในประเทศแบบก้าวกระโดด จนเกือบจะสายเกินแก้ แต่เมื่อไอเอสลงมือสังหารโฟลีย์ตามด้วยซอตลอฟฟ์ และอาจจะมีรายที่ 3 ตามมาติดๆ รัฐบาลจึงเริ่มตื่นตัวและสั่งแกะรอยพลพรรคไอเอสจากเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เพื่อค้นหาประวัติว่าใครเป็นใคร จะได้รับการป้องกันแต่เนิ่นๆ
 
 
 
 
 
------------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อมะกันชนคนอังกฤษแห่เป็นนักรบญิฮัด : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)