ข่าว

สร้างธุรกิจจาก 'ความเร็ว'

สร้างธุรกิจจาก 'ความเร็ว'

07 ก.ย. 2557

คุยนอกกรอบ : สร้างธุรกิจจาก 'ความเร็ว' : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์

 
                             หลายปีมานี้แวดวงคนทำธุรกิจมักพูดกันว่าขาดแคลนแรงงานฝีมือ เนื่องจากเยาวชนไม่นิยมเรียนสายช่าง ด้านหนึ่งนั้นอาจเป็นค่านิยมที่ผู้ปกครองต้องการให้ลูกเรียนจบปริญญา ขณะที่เด็กเองมองว่าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน มีชีวิตอยู่กับเครื่องจักร
 
                             เพื่อส่งเสริมนักเรียนได้มีโอกาสศึกษาในสายอาชีวะ "มูลนิธิเอสซีจี" ได้จัดทำโครงการ "ฝีมือชน คนสร้างชาติ" โดยสนับสนุนทุนการศึกษาตั้งแต่ปี 2556 เป็นจำนวน 500 ทุน ปี 2557 จำนวน 250 ทุน เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม (จีพีเอ) ม.1-ม.3 ไม่ต่ำกว่า 2.7 และสามารถศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาช่างอุตสาหกรรมได้ มีสิทธิ์ขอรับทุน เป็นทุนให้เปล่า และเป็นทุนต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาช่างอุตสาหกรรม
 
                             ในวันเปิดตัวโครงการมีการเสวนาเรื่อง "เส้นทางความสำเร็จของบุคลากรสายอาชีวะ กับการเตรียมพร้อมก่อนเปิด AEC" กานต์ ตระกูลฮุน ประธานกรรมการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความต้องการบุคลากรสายช่างปีละกว่า 1.9 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จำนวนผู้จบออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ในแต่ละปีมีบัณฑิตปริญญาตรีตกงานกว่า 1 แสนคน มูลนิธิตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างบุคลากรสายช่างเพื่อรองรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงริเริ่มโครงการดังกล่าว
 
                             ปี 2557 โครงการได้จัดกิจกรรมในภูมิภาคต่างๆ ให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมต้น อาทิ นิทรรศการด้านการศึกษาสายอาชีวะ แนวทางการประกอบอาชีพในอนาคต พูดคุยสนทนากับวิทยากรรับเชิญซึ่งเป็นอดีตนักเรียนสายอาชีวะที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การแสดงนวัตกรรมผลงานที่ได้รับรางวัลด้านต่างๆ จากโรงเรียนอาชีวศึกษา กิจกรรมดังกล่าวจึดขึ้นตามภูมิภาค ตั้งแต่ 29 สิงหาคม-15 กันยายน 2557 
 
                             สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีการคาดการณ์ของสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่า ระหว่างปี 2556-2560 พบว่าใน 14 กลุ่มอุตสาหกรรม มีความต้องการแรงงาน 6.8 แสนคน เป็นกำลังแรงงานในระดับอาชีวศึกษาประมาณ 2 แสนราย สาขาที่ต้องการสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ช่างกลโรงงาน 50% สาขาช่างเชื่อม 20% สาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 10% สาขาแมคคาทรอนิกส์ 10% และสาขาแม่พิมพ์ 10% 
 
                             ตัวเลขนี้คงเป็นเครื่องชี้ว่า นักเรียนอาชีวะคงมีโอกาสตกงานน้อยเต็มที !
 
                             ในงานเดียวกันนี้ ผู้จัดได้เชิญบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากการเรียนอาชีวะมาพูดคุยด้วย หนึ่งในนั้นคือ ศุภโชค ลี้เลิศพันธ์ชัย เจ้าของอู่รถ "เบิร์ด หลัก 5" ซึ่งทำธุรกิจซ่อมและตกแต่ง โมดิฟายเครื่องยนต์ดีเซล 
 
                             ศุภโชคมีภูมิลำเนาอยู่ จ.สมุทรสาคร ครอบครัวมีอาชีพทำสวน แต่รักและสนใจเรื่องเครื่องยนต์มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จึงเลือกเรียนสายอาชีพ ปวช. สาขาช่างยนต์และจบการศึกษาชั้น ปวส. สาขาเดียวกันจากวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม หลังจากเรียนจบก็ช่วยที่บ้านทำสวนและรับจ้างซ่อมรถไปด้วย ช่วงแรกมีเพียงญาติและคนรู้จักที่นำรถมาให้ทำ 
 
                             ต่อมาเริ่มมีชื่อเสียงจากการลองนำรถแต่งเครื่องไปแข่งที่สนามบินราชบุรี ซึ่งทำสถิติได้ดีที่สุด ณ เวลานั้นคือ 8.3 วินาทีต่อควอเตอร์ไมล์  ซึ่งมีคนถ่ายวิดีโอไว้และนำไปลงยูทูบ ทำให้ทางสมาคมรถแข่งแดร็ก  จากสหรัฐอเมริกาสนใจ และติดต่อให้นำรถไปโชว์ในสนามแข่งรถที่ถือว่าเป็นสุดยอดสนามแข่งรถแดร็ก ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เมื่อเดือนตุลาคม 2556 เป็นรถฝีมือคนไทยคันแรกที่ได้นำไปโชว์ ทำให้เป็นที่รู้จักของคนในแวดวงการแต่งรถในนาม “ช่างเบิร์ด”
 
                             ศุภโชคบอกว่าการเรียนอาชีวะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงาน เพราะช่วยให้ทำงานอยู่บนพื้นฐานของหลักการและมีระบบ ทำให้สามารถทำในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น การนำเครื่องยนต์คอมมอนเรล ไปแต่งให้มีกำลังแรงขึ้นและวิ่งได้เร็ว 
 
                             เชื่อแล้วว่าเป็น "ไอดอล" ของน้องๆ สายอาชีวะ เพราะระหว่างให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" จะมีเด็กหนุ่มมาแอบยืนด้านหลังช่างเบิร์ด และให้เพื่อนใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปให้
 
                             ในวัย 35 ปี ช่างเบิร์ดบอกว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทำให้คนเข้าใจได้ว่าการแต่งรถก็สามารถทำเป็นอาชีพ และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศได้ ดังที่เขาบอกว่า
 
                             "สมัยก่อนเราเล่นมอเตอร์ไซค์ เอารถไปลอง คนแถวนั้นมองว่าเราเป็นเด็กเกเร พอเขารู้ว่าเอารถไปแข่งที่อเมริกา สร้างชื่อเสียง มีรายได้ ทำเป็นอาชีพได้ เขาก็มองว่าไอ้นี่เก่ง ทุกวันนี้พอเอารถไปลอง เขาจะถามว่าวันนี้เอามาลองกี่คัน สมัยก่อนเขาด่าว่าเสียงดัง รำคาญ (หัวเราะ) ทุกวันนี้พอหยุด เขาบอกไม่เอารถมาลองหรือ พ่อแม่ก็ภูมิใจครับ"
 
 
 
-เริ่มเข้าสู่วงการรถแข่งเมื่อไร
 
 
                             เด็กๆ เล่นจักรยานก่อน แล้วมามอเตอร์ไซค์ แต่อันตราย พ่อกับแม่เป็นห่วง เราถอดรถประกอบเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ลองโน่นนั่นนี่จนเริ่มรู้ สักระดับเริ่มรู้ว่าชอบสายช่างเครื่องยนต์ พอจบ ม.3 มุ่งมาว่าเรียนช่างยนต์ เรียนจบแล้วเปิดร้านเลย ที่บ้านไม่ค่อยมีทุน แต่ใจรัก ความที่เรามีน้อง 3 คน และผมต้องส่งเรียน เราไม่ได้เรียนเยอะ มองว่าสายอาชีพสร้างรายได้ ช่วยงานที่บ้านด้วย มีคนรู้จักเอารถมาให้ซ่อม เครื่องยนต์การเกษตร ขั้นแรก-ทำของคนรู้จักกันเองก่อน ได้ระดับหนึ่งมาเปิดร้านจริงจัง
 
                             เวลาว่างก็ทำสวนช่วยงานพ่อแม่ แรกๆ มีรถมาทำคันสองคัน ซ่อมรถยนต์ปกติ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก ดูแลตามระยะปกติ ด้วยความที่เรารักความเร็ว ชอบความแรง ตั้งแต่เล่นมอเตอร์ไซค์แล้ว เราก็ซน รถเราใช้เอง ขับเดิมๆ ไม่ได้ อยากแรงก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ขั้นแรกซ่อมในอู่ ไม่มีลูกค้ามาปรับแต่ง เราทำเล่นเอง จนมาระดับหนึ่งดูรถวิ่งแข่งในสนาม เราอยากเอาไปวิ่งบ้าง ที่เราทำว่าเราแรง ถ้าไม่ลองเล่นก็ไม่รู้ว่าแรงจริง ไม่จริง เริ่มเอารถไปวิ่งในสนาม แต่แบบถูกต้องนะครับ เวลามีจัดแข่งรถเราก็ไป แข่งมอเตอร์ไซค์ก็มี แล้วก็เป็นรถกระบะ ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ในเมือง มีรถเก๋งแข่งด้วย แต่เราไม่มีรถพวกนั้น...ขั้นแรกสนองตัณหาเรา พอระดับหนึ่งลูกค้าเห็นว่าเราทำ (รถ) แรง เขาก็เอามาให้ทำ มีรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำสักสิบปีแล้ว ทำเฉพาะช่วงล่าง
 
 
 
-ไปแข่งที่อเมริกาปลายปีที่แล้วได้อย่างไร
 
 
                             ความที่มีรถลูกค้ามาแต่ง ครั้งแรกเราไปอยู่อันดับบ๊วยสุด และพัฒนาเรื่อยๆ จนมาอยู่หัวแถว หมายถึงแข่งในเมืองไทย สิบปีที่แล้วเราไม่มีความรู้ เล่นครั้งแรกสู้เขาไม่ได้เลย ทีแรกเข้าใจว่ารถเราแรงแล้ว แต่จริงๆ แรงของเรากับเขาก็ยังไม่เท่า เรากลับมาพัฒนาจากอยู่บ๊วย ค่อยขยับมาอยู่หัวแถวของเมืองไทย ประมาณ 5 ปีได้แล้วที่อยู่หัวแถว
 
 
 
-อยู่หัวแถวหมายถึง
 
 
                             รถแดร็ก (ออกเสียง แดร๊ก) หมายถึง การแข่งขันระยะทาง 402 เมตร ภาษาอังกฤษเรียกควอเตอร์ไมล์ ต่างชาติเห็นคลิปวิดีโอที่รถผมวิ่งสนามคลองห้า พอเราวิ่งเสร็จมีคนถ่ายลงยูทูบ อเมริกาเห็นเราวิ่ง 8.3 วินาที มันเร็วครับ รถต่างประเทศใช้แรงม้าสูงกว่าเราเยอะ ผมใช้รถ 3,000 ซีซี ต่างชาติใช้ 6,000 ซีซีขึ้น แล้วเวลาใกล้กัน เขาใช้รถ 6,000  ซีซี วิ่ง 8.1 หรือ 8.2 วินาที บางคนสงสัยวิ่งได้จริงหรือเปล่า คนไทยโกงหรือเปล่า ในสายตาฝรั่งมอง เราไปอเมริกาแล้วจับใจความได้ มีกลุ่มหนึ่งที่เขาเชื่อทางการแข่งขันรถดีเซล ส่งอีเมลมาเชิญ เราออกค่าใช้จ่ายเอง ค่าใช้จ่าย 3-4 ล้านบาท ทีมงานไป 12 คน เขาแค่เชิญร่วมงาน ค่าใช้จ่ายเราต้องออกเองหมด 
 
 
 
-ได้ลูกค้ากลับมาไหม
 
 
                             เหมือนได้การการันตีว่าคนไทยมีความสามารถ ทำได้ ต่างประเทศมองว่าเป็นกีฬา แต่เมืองไทยมองว่าคนเล่นรถแข่งเป็นคนเกเร ไม่ใช่คนดี แต่ต่างประเทศเป็นกีฬา ที่โน่นมีทำทุกอย่างขาย สำหรับรถแดร็ก หมายถึง รถวิ่ง 402 เมตร ที่อเมริกามีทั้งรถเก๋ง และกระบะ แล้วแต่ว่าเล่นรถแบบไหน มันมีหลายประเทศที่เน้นกีฬาพวกนี้ ไทยมองว่าเป็นกีฬากุ๊ย ซึ่งไม่จริง เราไม่ได้ทำอะไรเสียหายแต่ทำเพื่อพัฒนา ตอนผมเล่นครั้งแรกเพื่อสนองตัณหาตัวเอง อยากเล่น อยากเร็ว อยากเป็นเหมือนคนอื่นที่เราชื่นชอบ พอเริ่มมีลูกค้ากลับเป็นอาชีพการงานทำให้เราประสบความสำเร็จได้ จากเมื่อก่อนแค่ซ่อมเฉยๆ ตอนนี้ไม่ใช่
 
 
 
-มีคนสนใจเล่นเยอะ
 
 
                             เยอะมาก สมัยก่อนคนมองว่ารถดีเซลมันจะแรงได้แค่ไหน ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่า รถเบนซินกับรถดีเซลไม่ต่างกัน ขึ้นกับว่าเราพัฒนาไปถึงไหนมากกว่า แต่การพัฒนาเราไม่ได้ทำคนเดียว มีทีมงานหลายคนช่วยกัน ปรับปรุงไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ครับ...คนมองว่าการแต่งรถต้องเอาไปแข่ง จริงๆ ไม่ใช่ รถใช้งานบนถนนก็มีคนเอามาทำ รถมาตรฐานอัตราเร่งไม่ดี กินน้ำมัน ก็เอามาปรับเพื่อให้ประหยัดน้ำมัน มีลูกค้าหลายแบบ บางคนบอกช่าง อยากแรง เพื่อแข่งขัน หรือใช้งานในชีวิตประจำวัน 
 
 
 
-อู่เบิร์ดหลักห้าถือเป็นเจ้าใหญ่ในสมุทรสาคร
 
 
                             ถ้าเทียบกับรถแข่ง ถือว่าใหญ่สุด เร็วสุด ถ้านับอย่างอื่น ก็เป็นอู่อื่นที่มีครบวงจร แต่มันคนละประเภทไง...อย่างที่บอก ที่หนึ่งมียืนที่เดียว ที่อื่นมีเร็วเหมือนเราไหมก็ใกล้เคียง พวกนี้มันเฉือนกันด้วยเสี้ยววินาที
 
 
 
-ของคุณเบิร์ดถือว่าที่หนึ่งไหม
 
 
                             ถ้านับรถดีเซล ใช่ ถ้านับที่หนึ่งในโลก-เครื่องยนต์สี่สูบ ก็ใช่ 
 
 
 
-เคลมว่าที่หนึ่งในโลก 
 
 
                             ใช่ เพราะที่เราไปวิ่งแข่งในอเมริกา เป็น 6 สูบ 8 สูบหมด ที่โน่นไม่เล่นเครื่อง 4 สูบ และประเทศใกล้เคียงไม่มีใครสู้เราได้ 
 
 
 
-ของที่มาใช้ปรับแต่งรถพัฒนาเอง หรือออกแบบให้บริษัทสร้าง
 
 
                             มีสองอย่าง เพราะเครื่องยนต์ที่เราทำออกจากรถโรงงาน 150 แรงม้า ทุกวันนี้เราพัฒนาได้เฉียดพันแรงม้า ชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ เหมือนพัฒนามาถึงขีดสูงสุด ทุกอย่างต้องผลิตขึ้นใหม่แทบทั้งหมด...มีต่างประเทศมาซื้อ บอกอยากได้เครื่อง 500 แรงม้า สั่งเราทำและซื้อไปทั้งตัว หรือคนใช้รถบนท้องถนน อยากได้แรงม้าเยอะๆ ก็มี เอารถมาปรับแต่งเพิ่ม ต่างประเทศ-มีสั่งซื้อชิ้นส่วนและไปประกอบเองก็มี
 
 
 
-ทุกวันนี้ยังแข่งรถหรือไม่ เซฟตัวเองอย่างไร
 
 
                             ผมเป็นทีมงานเซอร์วิสเฉยๆ และมีคนขับอีกคน ทำหน้าที่ขับอย่างเดียว ทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์เซฟตี้ทุกอย่าง เรารู้ว่ารถยิ่งเร็วขึ้นมันก็อันตราย เราวิ่ง 400 เมตร เข้าเส้นวิ่งประมาณ 300 กม./ชม. เร็วมาก..เราคำนึงถึงความปลอดภัยคนขับ มีชุดแข่ง กันไฟ ถุงลมนิรภัย ถังดับเพลิง รถแข่งทุกคันต้องมี
 
 
 
-เป็นอันรู้กันในหมู่ลูกค้าว่าถ้ารักความเร็วต้องมาที่นี่
 
 
                             ใช่ มีทีมผม ชบาช่างเบิร์ด อู่มีพนักงาน 5 คน เหมือนรถซิ่ง ต้องลงมือทำกับมัน ให้ลูกน้องทำมากไม่ได้
 
 
 
-จำนวนลูกค้าต่อเดือน
 
 
                             น่าจะเป็นร้อย มีทำทั้งมากน้อย บางคนบอกรถกินน้ำมัน ก็ทำให้ประหยัดน้ำมัน
 
 
 
-พ่อแม่นั่งรถที่เราแต่งบ้างหรือเปล่า
 
 
                             โอย ผมยังไม่นั่งรถที่แต่งเลย ผมดูจากคนขับ รถพวกนี้หากทำมากๆ วิ่งบนถนนไม่ได้ ต้องวิ่งสนามแข่งอย่างเดียว ทำไปทำมาออกแบบให้คนขับนั่งได้คนเดียว เลยไม่มีโอกาสขึ้นไปสัมผัส
 
 
 
-แต่งรถให้วิ่งได้เร็ว ไม่คิดอยากขับเองหรือ
 
 
                             ระดับหนึ่งไงครับ หากนับคันที่เร็วสุด เราไม่มีโอกาสไปตรงนั้น เพราะมันแรงเกิน มันไม่สามารถขับบนถนนได้ ยิ่งรถเร็วมากคนขับต้องเก่ง ตัวผมเองทำมาเป็นสิบปี ยังไม่สามารถขับได้เต็มคันเร่งเลย
 
 
 
-ขับเองเร็วสุดเท่าไร
 
 
                             402 เมตร ใช้เวลา 10 วินาที (ความเร็วประมาณ 240 กม./ชม)...รถมันพร้อมแฉลบซ้ายขวาตลอดเวลา ต้องคนขับเก่ง
 
 
 
 
 
 
------------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : สร้างธุรกิจจาก 'ความเร็ว' : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์)