
"บัญญัติยันไม่ได้เตรียมการเลือกตั้งด่วน
"บัญญัติยันไม่ได้เตรียมการเลือกตั้งด่วนชี้"ถวายฎีกาต้องสำนึกผิดประพฤติตัวดี และควรเป็นเรื่องในครอบครัว
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคว่า ไม่ได้เป็นการประชุมเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง พรรคร่วมรัฐบาลได้นัดรับประทานอาหารและประเมินร่วมกันว่ายังไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ถือเป็นสัญญาณที่แน่นอนชัดเจน แต่ภารกิจของพรรคการเมืองก็ต้องมีการหารือกัน เพราะรัฐธรรมนูญได้แบ่งโซนการเลือกตั้งออกเป็น 8 โซน และพรรคมอบหมายภารกิจให้แต่ละโซนไปดูแลรับผิดชอบเขตเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้โซนของตัวเอง
ทั้งนี้มีการวางหลักเกณฑ์ว่า ถ้าโซนไหนมีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจากโซนว่าเหมาะสมแล้วก็ให้รีบกลับมารายงานเพื่อจะได้ขออนุมัติกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบจะได้ทำภารกิจที่สำคัญดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภารกิจสำคัญวันนี้ก็คืออย่างน้อยถ้าเราได้ตัวผู้สมัครในเขตพื้นที่นั้น ๆ โดยเฉพาะเขตที่พรรคไม่มีส.ส.เขาก็จะเป็นหูเป็นตาให้รัฐบาลได้ว่ามีปัญหาอะไรในพื้นที่ ว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีควรจะได้ลงมือแก้ไข หรือท่ามกลางความสับสนของการเมืองวันนี้ ถ้าเรามีตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งพร้อม ผู้สมัครของพรรคก็จะได้ทำภารกิจอย่างหนึ่งคือ ลดความสับสนที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้ด้วย 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคต้องการมาก เพื่อช่วยลดความสับสนให้ประชาชนในเขตพื้นที่ของตัวเอง ให้เข้าใจภาวะบ้านเมืองที่เป็นจริง และนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่มาบอกพรรค พรรคก็จะได้บอกรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าภาคอีสานจะได้กี่คน นายบัญญัติ กล่าวว่า ภาคอีสานวันนี้ยังไม่มีการรายงานมาเลย อีก 15 วันข้างหน้าคงมีรายงานเพิ่มเติมบ้าง ในส่วนพื้นที่ที่พร้อมก็คือภาคกลางที่ส่วนมากเป็นคนเดิมที่เกือบได้ ซึ่งก็ไม่เยอะ แต่พรรคได้ให้ข้อสังเกตไปว่าอาจต้องจัดทีมใหม่บ้าง ส่วนคนเดิมที่คะแนนดีอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คนเดิมที่สอบตกมาหลายครั้งก็อาจต้องเปลี่ยนหน้าชนบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าในพื้นที่ภาคอีสานเป็นเรื่องที่พรรคไม่พร้อม แต่ได้มอบนโยบายในการหาเสียงหรือไม่ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่พร้อม เพราะเดิมตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งภาคอีสานของเรามีอยู่ เพราะเราได้ส่งผู้สมัครทุกเขตเลือกตั้ง แต่หลายคนก็ตกซ้ำซาก กรณีเช่นนี้เราจึงต้องมีการปรับทีม เราได้ข้อสรุปว่าความจริงพื้นที่ภาคอีสานจะว่าสิ้นหวังเสียทีเดียวเพราะถ้าไปดูคะแนนพรรค คะแนนสัดส่วน การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเกินเป้าเสียด้วยซ้ำ สามารถพูดได้ว่าประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นอยู่ เราก็กลับมานั่งดูว่าเป็นเพราะตัวผู้สมัครศักยภาพยังไม่ดีพอหรืออย่างไร แล้วเราก็พบความจริงชัดเจนข้อหนึ่งคือ หลายคนเคยตกมาแล้ว โดยเฉพาะคนที่สอบตก 2 ครั้ง ในทางการเมืองในความรู้สึกของชาวบ้านเขาเรียกว่าจืด กรณีเช่นนี้เป็นหน้าที่ของส.ส.สัดส่วนพรรคที่ดูแลเขตพื้นที่เหล่านั้นต้องไปหาทีมใหม่
ถามว่าปัญหาคือว่าคนที่ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์สอบตก แต่เมื่อย้ายไปอยู่พรรคอื่นกลับได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ นายบัญญัติกล่าวว่า เรื่องนี้ก็มีการพูดถึงเหมือนกัน แต่อาจจะด้วยหลายเหตุหลายปัจจัยในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในส่วนของเราต้องมีการปรับปรุงกันใหม่ มีปัญหาเรื่องตัวบุคคล ปัญหาเรื่องทีมที่ต้องทำงานกลมกลืนกันไป
ส่วนภาคอีสานจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทุกเขตหรือไม่นั้น เราคงดูความเป็นไปได้ แต่คราวที่แล้วเราส่งทุกเขต และเราก็พบว่าเมื่อส่งทุกเขตมีบางเขตที่เราเห็นว่าสิ้นเปลืองทรัพยากร กรณีนี้ก็ควรมีการทบทวนกันว่าไม่ต้องส่งทุกเขตได้หรือไม่ เพราะจะถูกถามอีกว่าหากไม่ส่งทุกเขตในขณะที่ต้องเลือกส.ส.ในระบบสัดส่วน แล้วในเขตที่พรรคไม่ส่งลงเลือกตั้งเราจะหาคะแนนสัดส่วนได้อย่างไร ก็คนให้ความเห็นว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร สัดส่วน 10 คนต่อ 1 เขต ก็ไปหาเสียงกันเอง นอกจากจะเป็นการหาเสียงให้กับตัวปู้สมัครส.ส.สัดส่วนเองแล้ว ยังเป็นการช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครส.ส.เขตอีกด้วย ซึ่งจะดีกว่าด้วยซ้ำไป แต่ยังเป็นเรื่อวที่ยังถกเถียงกันอยู่
ต่อข้อถามที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะหลีกทางให้พรรคภูมิใจไทย กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรามีประสบการณ์ในอดีต ก็คนเคยมีการคิดอย่างวนี้ แต่ท้ายที่สุดเป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเคยมีผู้สมัคร มีสาขาพรรค มีสมาชิกพรรคก็ต้องดูควสามรู้กสึกของคนเหล่านั้นในเขตพื้นที่ด้วยเช่นกันว่าเป็นอย่างไร เราจะกำหนดนโยบายจากข้างบนไปข้างล่างโดยไม่ฟังเสียงเขาก็ไม่ได้ นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยฝากใครไปเลี้ยง และไม่เคยรับฝากใครเข้ามาเลี้ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นห่วงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเพราะมีปํญหาใต้แรง จะกระทบกับฐานเสียงของพรรคหรือไม่ นายบัญญัติกล่าวว่า วิเคราะห์เช่นกันว่าค่อนข้างกังวลในพื้นที่ดังกล่าว เพราะตอนแรกประชาชนตั้งความหวังไว้กับพรรคค่อนข้างสูงว่าถ้าพรรคเป็นรัฐบาลแล้วทุกอย่างน่าจะค่อย ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี เรื่องนี้พรรคและส.ส.ในพื้นที่ก็ยอมรับว่าหนักใจ แต่ก็ได้แนวทางว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าที่จะพูดความจริงกับเขาว่าสถานการณ์ทุกวันนี้เป็นอย่างไร จะให้ดีขึ้นภายใน 3 เดือน 6 เดือนคงไม่ได้ และระหว่างนี้อยู่ในช่วงที่พรรคกำลังจะปรับปรุงวิธีการในการแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคได้ประกาศออกไปชัดเจนแล้วว่าจะใช้การพัฒนานำการเมืองนำการทหาร เพราะยอมรับความจริงว่าพื้นที่เหล่านั้นประชาชนมีปัญหาเยอะมาก อาทิ ความยากจน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าในพื้นที่ที่มีความไม่สงบเรียบร้อยมาเป็นเวลายาวนานโอกาสที่รัฐบาลจะเช้าไปพัฒนาได้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็คงยอมแพ้ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าห่วงหรือไม่ว่าพอเป็นรัฐบาลแล้วแทนที่จะได้คะแนนเสียงมากขึ้นเพราะปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สามารถแก้ได้ นายบัญญัติกล่าวว่า ตนเชื่อว่าเรายังพอมีเวลาที่จะคลี่คลายปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจกับประชาชน ถ้าจะถามว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นมาช่วงชิงที่นั่งของเราในพื้นที่เหล่านั้นได้หรือไม่ คิดว่าขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองที่จะเช้าไปช่วงชิงจะสามารถนำเสนอนโยบายที่จะคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นดีไปกว่าที่รัฐบาลจะเข้าไปดำเนินการต่อไปได้อย่างไร ทั้งนี้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เราไม่ได้ห่วงเรื่องที่นั่งของส.ส.จะได้เพิ่มหรือไม่ แต่ห่วงว่าต้องทำอย่างไรเราจะสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูแล้วภาคอีสาน พรรคลงพื้นที่ไม่ได้ ส่วนภาคใต้ชาวบ้านก็เริ่มไม่พอใจ นายบัญญัติกล่าวว่า ปัญหาที่เราลงพื้นที่ได้หรือไม่ได้ ความจริงความหนักใจไม่ได้หนักใจว่าพรรคจะเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร แต่การลงพื้นที่ไม่ได้นั้น สิ่งที่น่ากังวลคือ แสดงถึงความแตกแยกขัดแย้งที่รุนแรง วันนี้ใหญ่กว่าปัญหาของพรรค และน่ากังวลมากกว่าว่าพรรคจะได้ที่นั่งหรือไม่ เพราะปัญหาขัดแย้งรุนแรงแสดงถึงการทำการเมืองที่เอาแพ้เอาชนะ โดยไม่ได้หวั่นเกรงถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ตรงนี้ตนคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า
“หรือแม้แต่กรณีที่มีการรณรงค์ให้ลงลายมือชื่อเพื่อถวายฎีกา ก็เป็นปัญหาที่เรากังวลอยู่มาก ปัญหานี้ว่ากันตามจริงเป็นปัญหาของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการรับคำร้อง หรือรับฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ผมคิดว่าเป็นภารกิจของหน่วยงานเหล่านั้นที่จะต้องช่วยกันออกไปทำความเข้าใจกับประชาชนว่าจุดมุ่งหมายเดิมคืออะไร วิธีการที่ทำควรเป็นอย่างไร ขอให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะมีปัญหามาก เพราะจุดมุ่งหมายเดิมคือ เมื่อคนได้รับโทษหรือต้องโทษสำนึกผิด ประพฤติตัวดีขึ้นก็จะมีเรื่องที่จะต้องขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนที่ต้องโทษ หรือเป็นเรื่องของคนในครอบครัวมากกว่าที่จะกระทำกันเป็นการทั่วไป เพราะถ้าเป็นการกระทำของคนทั่วไปก็จะเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อมีลักษณะที่มีความขัดแย้งเช่นนี้การถวายฎีกาเช่นนี้เป็นการดึงเอาสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะการขอพระราชทานอภัยโทษที่ไม่ได้พูดถึงความสำนึกของตัวเอง แต่เป็นการกล่าวหาว่าเป็นเพราะความผิดของคนอื่น อย่างนี้ยิ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตราย ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้อีก 3 เดือน นายบัญญัติ กล่าวว่า จะอยู่ได้แค่ 3 เดือนอย่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าก็จะดูเร็วไป เพราะรัฐบาล ซึ่งเข้ามาบริหารบ้านเมือง เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น นโยบายหลายเรื่องยังอาศัยขั้นตอนและเวลาซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องช่วยทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา บางทีประชาชนอาจจะรู้สึกรุ่มร้อนเหมือนกันว่าทำไมหลายเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้นเสียที แต่ถ้าเข้าใจขั้นตอนว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คือต้องใช้เวลา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การนัดหารือในวันนี้ทราบว่ามีความเป็นห่วงกรณีที่ กกต.จะวินิจฉัยเรื่อง ส.ส.ที่ถือหุ้น นายบัญญัติกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่าถ้ามีปัญหาก็เลือกตั้งซ่อม สมมุติเป็นเรื่องของส.ส.เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดคุณสมบัติ ถ้าเขาจะลงเล่นการเมืองต่อ ก็ขายหุ้นที่มีอยู่หมดก็ลงต่อได้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำผิดคิดร้ายอะไร เพียงแต่ว่าบังเอิญไปขัดต่อกฎหมายที่กำหนดไว้
ถามว่าก่อนหน้านี้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เคยระบุว่ากรณีนี้อาจจะส่งผลให้มีการยุบสภาขึ้น นายบัญญัติ กล่าวว่า ตอนนั้นทุกคนตกใจว่าเยอะแยะมากมาย แต่หลังจากตั้งหลักได้ ก็เห็นว่าคงไม่มากมายอย่างที่คิดและที่ดีที่สุดคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกพรรค ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ดังนั้นสัดส่วนของส่วนต่างจำนวนส.ส.จึงไม่ต่างกัน และอย่าไปตื่นเต้นอะไรที่ยังอยู่ภายใต้กลไกลแก้ไขปัญหาได้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ ใครที่ขาดสมาชิกภาพไปก็เลือกตั้งซ่อมได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ถือเป็นการทดสอบกระแสของพรรคไปในตัวด้วย โดยในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเท่าที่ประเมินดูแล้วไม่น่าจะถึง 10 คน แต่ก็ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญว่าจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งพรรคก็ยอมรับเท่านั้น



