
เมื่อคนดูทีวีโดนจับเป็นตัวประกัน
เมื่อคนดูทีวีโดนจับเป็นตัวประกัน : ทีวีอัพเดท โดยโมไนย เย็นบุตร @monai_y
"ฌาน" นักธุรกิจสุดหล่อ ทุบโมเดลคอนโดต่อหน้าทุกคน พร้อมประกาศจะทำโครงการคอนโดขนาดย่อม เน้นแนวทางอนุรักษ์ พูดจบแขกเหรื่อปรบมือลั่น รวมถึง "ทราย" นักออกแบบนางเอกของเรื่องที่ได้เดินเข้ามาบอกกับฌานว่า "ฉันขอปรบมือชื่นชมให้กับนักธุรกิจที่ไม่ได้นึกถึงแต่ผลกำไรของตัวเอง แต่คิดถึงกำไรของลูกค้ามากกว่า" นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในละครดังของช่อง 3 ชื่อเรื่อง "ทรายสีเพลิง" ซึ่งน่าประหลาดใจว่าสิ่งที่เนื้อหาละครพยายามจะบ่งบอกผู้ชม กับสิ่งที่เจ้าของสถานีดำเนินการในโลกความเป็นจริงดูจะสวนทางกัน
"ผลประโยชน์ทางธุรกิจ" คำเดียวที่สามารถอธิบายเหตุผลของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวงการโทรทัศน์ช่วงนี้ได้ดีที่สุด
ฝ่ายหนึ่ง คือช่อง 3 ผู้ต้องการกอดเค้กโฆษณามูลค่ามหาศาลเอาไว้ เฉกเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตตลอด 40 กว่าปีผ่านการออกอากาศระบบอนาล็อก หลังจากได้รับสัญญาสัมปทาน โดยมีรายได้จากโฆษณาปี 2556 กว่า 16,000 ล้านบาท
ฝ่ายหนึ่ง คือ กสท. ผู้กำกับและดูแลกิจการโทรทัศน์ให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมเป็นธรรมเป็นไปตามกติกา แต่กลับซวนเซ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ประชุมบอร์ดกสท.เหมือนจะเอาจริง ยืนยันให้ช่อง 3 อนาล็อกหมดสิทธิความเป็นฟรีทีวี ออกอากาศผ่านเคเบิลกับทีวีดาวเทียมไม่ได้ ผ่านมาวันเดียวมติกลับอ่อนแรงลง ส่งไปถาม คสช. ถึงความชัดเจนของประกาศฉบับที่ 27 ที่สุด คสช.ตอบกลับมาทำเอาหน้าหงายว่าประกาศไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการจัดระบบทีวี พอตั้งหลักได้จึงให้ช่อง 3 ไปทำโรดแม็พออกอากาศมาเสนอ และเตรียมออกหนังสือเตือนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่นำช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศ
ฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ผู้เล่นรายใหม่ในตลาด ซึ่งทุ่มเงินลงทุนประมูลช่องมา โดยหวังว่าเมื่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรทัศน์เป็นธรรม คนดูจะเป็นผู้ตัดสินจากเนื้อหาของรายการเป็นหลัก
เมื่อช่อง 3 ออกมาอ้างถึงจำนวนผู้ชมในระบบทีวีดาวเทียมกับเคเบิลทีวีซึ่งมีถึง 15 ล้านครัวเรือน ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ผู้ชมเหล่านั้นคือตัวประกันในเกมเดิมพันครั้งนี้ เพราะความจริงช่อง 3 อนาล็อกสามารถออกอากาศให้ผู้ชมทั้ง 2 ระบบรับชมได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องทำตามกติกาหรือกฎระเบียบของส่วนรวม คือมติของกสท.เท่านั้น ซึ่งผู้เล่นในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ต่างก็ทำตามโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นเร็วที่สุด แต่ช่อง 3 กลับเลือกหันหลังให้กฎเหล่านั้น ด้วยเหตุผลคือรายได้จะลดลง ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกแรกอย่างการออกอากาศคู่ขนานนำเนื้อหาในช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศในช่อง 3 ดิจิทัลที่ประมูลมาได้ถึง 3 ช่อง ซึ่งกสท.ยังให้มีเวลาโฆษณาได้เท่าเดิม 12 นาที/ชั่วโมง แต่ด้วยเนื้อหาที่ซ้ำกับอนาล็อกจึงเท่ากับเป็นการกระจายเงินโฆษณาก้อนเดิมมายังบริษัทในเครือหรืออาจกระจายไปยังทีวีดิจิทัลช่องอื่นและค่าโฆษณาต้องปรับลดลง แต่ความจริงเงินเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน เพราะกสท.จะหัก 2% ของรายได้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้ากองทุนวิจัยฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงบริการโทรทัศน์ วิทยุและโทรคมนาคม โดยช่อง 7 กับช่อง 9 ที่อยู่ระบบอนาล็อกและมีทีวีดิจิทัลเช่นกันก็เลือกแนวทางนี้
อีกทางเลือกคือช่อง 3 ขอใบอนุญาตทีวีบอกรับสมาชิก(เพย์ทีวี) ก็สามารถนำช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศบนทีวีดาวเทียมได้แล้ว แต่เวลาโฆษณาที่ลดลงเหลือ 6 นาที/ชั่วโมง ย่อมหมายถึงรายได้โฆษณามหาศาลที่หายตามไปด้วย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้โฆษณาเดิมก็เกือบ 8,000 ล้านบาท จึงเป็นทางเลือกที่เกิดขึ้นได้ยาก
เดิมพันครั้งนี้จึงมีความหมายหลายอย่าง ทั้งความน่าเชื่อถือของกสท. ว่าในฐานะกรรมการจะบังคับให้ผู้เล่นแต่ละรายทำตามกติกาที่เสมอภาคกันได้หรือไม่ ทั้งโอกาสที่คนไทยได้จะได้รับชมฟรีทีวีหรือทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 36 ช่อง(24ช่องธุรกิจ+12ช่องสาธารณะ) จากเดิมมีเพียง 6 ช่อง ที่สำคัญช่องเหล่านั้นจะมีเนื้อหาที่มีคุณภาพและความหลากหลายมากกว่ายุคสัญญาสัมปทานแน่นอน



