
เรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลามเข้าใจสงครามกลางเมืองซีเรีย (1)
เรียนรู้ประวัติศาสตร์อิสลาม เข้าใจสงครามกลางเมืองซีเรีย (1) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์
สงครามกลางเมืองซีเรียล่วงเข้ามาสู่ปีที่ 4 แล้ว แต่จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะยุติลง ขณะเดียวกัน จำนวนคนตายในซีเรียก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 แสนคนแล้ว นี่ยังไม่รวมผู้บาดเจ็บและผู้ลี้ภัยไร้ที่อยู่อาศัยอีกจำนวนมาก
ที่ผ่านมามีการศึกษาวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ในซีเรียในหลากหลายแง่มุม แต่ที่ยังขาดหายไปคือ การวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อิสลามเพื่อให้เห็นภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในซีเรียปัจจุบัน บังเอิญเมื่อ 2 ปีก่อนได้มีการบรรยายเรื่องนี้เอาไว้โดยวิทยากรที่ใช้นามปากกาว่า “อัล อัค” จัดโดยเครือข่ายการฟื้นฟูอิสลาม ซึ่งผมเห็นว่าเนื้อหาการบรรยายครั้งนั้นน่าสนใจมาก จึงขอหยิบยกบางประเด็นมาเรียบเรียงใหม่ในบทความนี้
หากย้อนกลับไปพิจารณาอาณาจักรอิสลามที่รุ่งเรืองอยู่ในโลกยุคกลาง เราก็จะเห็น 3 ชนชาติหลักๆ ที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้น คือ ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) และชาวเติร์ก (ตุรกี) ทั้งสามชนชาตินี้มีลักษณะความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน อาหรับในฐานะที่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับอิสลามมาช่วงแรกในศตวรรษที่ 7 มีบทบาทในการเป็นผู้ส่งผ่านความรู้อิสลามและผู้ขยายอาณาจักรอิสลามในยุคแรกๆ
ส่วนชาวเปอร์เซียเป็นกลุ่มคนที่มาทีหลัง เป็นชนชาติที่ถูกชาวอาหรับเข้าไปพิชิตและยึดครองตั้งแต่สมัยเคาะลีฟะฮ์ อุมัร บิน ค็อฏฏอบ แต่เนื่องด้วยเปอร์เซียเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาก่อนและมีอารยธรรมเก่าแก่เป็นมรดกตกทอดที่ล้ำค่า เมื่อชาวเปอร์เซียเข้ามายอมรับนับถือศาสนาอิสลาม พวกเขาจึงมีอิทธิพลต่ออาณาจักรอิสลามอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะหลังจากอาณาจักรอิสลามย้ายเมืองหลวงจากดามัสกัสไปอยู่ที่กรุงแบกแดด
นับจากนั้นเป็นต้นมา อารยธรรมและอิทธิพลเปอร์เซียก็ทะลักไหลบ่าเข้ามาแทนที่ระเบียบเก่าในโลกอิสลามภายใต้การนำของชาวอาหรับ เช่น ลักษณะเด่นของชาวเปอร์เซียคือ เป็นพวกศิลปิน เป็นพวกที่ชอบวรรณกรรม ลักษณะเหล่านี้จึงไหลทะลักเข้ามาในอาณาจักรอิสลาม เพราะฉะนั้นจึงมีอิทธิพลทางความคิดสูงมาก ตลอดจนเปอร์เซียเป็นดินแดนของพวกนักคิดนักปรัชญาเก่า สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่นำอาณาจักรอิสลามในยุคกลางไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการชนิดที่ไม่มีอาณาจักรใดในโลกยุคนั้นทัดเทียมได้
ส่วนชาวเติร์กนั้น เข้ามาในอาณาจักรอิสลามในฐานะนักรบ ลักษณะของชาวเติร์กเป็นอีกแบบที่ไม่เหมือนชาวเปอร์เซีย คือพวกเติร์กไม่ค่อยโดดเด่นมากนักในฐานะนักคิดนักปรัชญา หรือแม้แต่นักการศาสนา (อุละมาอ์) ดูอย่างประเทศตุรกีปัจจุบัน อุละมาอ์ที่มีอิทธิพลซึ่งพอมีชื่อเสียงบ้างอย่าง บะดีอุสมาน สะอีด นูรซีย์ ก็ไม่ใช่ชาวเติร์ก แต่เป็นชาวเคิร์ด แม้แต่มุฮัมมัด ฟาติห์ ซึ่งเป็นสุลต่านที่มีชื่อเสียงของอาณาจักรออตโตมานก็ได้รับการฝึกฝนมาจากชัยค์อะห์มัด อัล คุรอนีย์ ซึ่งเป็นอุละมาอ์ชาวเคิร์ด เช่นกัน
ในยุคนั้น ชาวเติร์กในตุรกีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมุสลิมชาวเคิร์ด ซึ่งปัจจุบันเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ คงเพราะชาวเคิร์ดเป็นกลุ่มคนที่อยู่รอยต่อระหว่างเติร์ก อาหรับ และเปอร์เซีย จึงทำให้ความสัมพันธ์และการแยกแยะบทบาทของกลุ่มคนตามประวัติศาสตร์อิสลามทำได้ยาก และมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ชาวเปอร์เซียมีความแข็งแกร่งมากในเรื่องวรรณกรรม ถึงขนาดที่ว่าพวกเติร์กเมื่อเข้ามามีบทบาทในอาณาจักรอิสลามยังต้องรับเอาภาษาเปอร์เซียมาใช้ ราชวงศ์โมกุลซึ่งเป็นราชวงศ์ของพวกเติร์กที่เข้ามาปกครองอินเดียอยู่นานหลายศตวรรษ ยังต้องประกาศให้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาราชการในอินเดีย แม้แต่สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานแทบทุกพระองค์ก็มักใช้ภาษาเปอร์เซียได้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชนชาวเปอร์เซียจึงมีอิทธิพลทางความคิดในโลกอิสลามยุคกลางอย่างมาก นักคิดทางศาสนาคนสำคัญในโลกมุสลิมอย่าง อิมามฆอซาลีย์ ก็เป็นชาวเปอร์เซีย อิบนุซินา ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก ก็เป็นชาวเปอร์เซีย อบูฮะนีฟะฮ์ ผู้ก่อตั้งสำนักคิดสำคัญหนึ่งในสี่ของโลกมุสลิมซุนนีย์ก็ยังเป็นชาวเปอร์เซีย



