
ยืนยกฟ้อง'2นปช.'เผาห้างปี53
04 ก.ย. 2557
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง '2 นปช.' คดีวางเพลิง 'เซ็นทรัลเวิลด์' ปี 53 ชี้หลักฐานอัยการโจทก์ไม่เพียงพอ ลุ้นฎีกาต่อหรือไม่
4 ก.ย. 57 ที่ห้องพิจารณา 405 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หมายเลขดำ ด. 2478/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสายชล แพบัว อายุ 32 ปี และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 30 ปี เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 , 83 , 91 , 217 , 218 , 224 และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4 , 5 , 9 , 11 , 18 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 7 เม.ย. 53 และประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือมั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย. 53
โดยคดีดังกล่าว อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 53 บรรยายพฤติการณ์ความผิด สรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุม และมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ กทม. ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้กำลังทำลายบานกระจก ผนังอาคารบานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าว จนแตกเสียหาย เป็นการกีดขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหาย และเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และจำเลยทั้งสองกับพวก ได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์ และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เป็นทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ลุกลามเผาอาคารเซ็นทาวเวอร์ และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆ ของผู้เสียหาย ที่มี 270 ราย รวมค่าเสียหาย 8,890,578,649.61 บาท และเป็นเหตุให้ นายกิติพงษ์ หรือกิตติพงษ์ สมสุข ที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวง-เขตปทุมวัน กทม. ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธโดยตลอด
ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 56 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ได้พิพากษาจำคุกนายสายชล แพบัว จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกเป็นเวลา 9 เดือน ส่วนนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 เนื่องจากอัยการได้เคยยื่นฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 คดีหมายเลขดำ ด.2235/2553 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 54 ซึ่งพฤติการณ์ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุคดีนั้นเกี่ยวพันกับคดีนี้ ถือเป็นความผิดกรรมเดียว จึงไม่สามารถนำคดีมาฟ้องให้ศาลลงโทษได้อีก ให้พิพากษายกฟ้อง ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักไม่เพียงพอ ที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นด้วย พิพากษายืนยกฟ้อง
ขณะที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษา ว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการวางเพลิง ประกอบกับอากัปกิริยาของนายสายชล จำเลยที่ 1 ที่ได้ถือถังดับเพลิงเข้าไปภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โจทก์ไม่มีพยานมายืนยันสนับสนุน แค่เห็นว่าเป็นการวางเพลิง และพยายามเชื่อมโยงกับกลุ่มที่มีอาวุธปืน เนื่องจากถังดับเพลิงที่จำเลยที่ 1 ถือนั้น ไม่ได้นำไปใช้ก่อเหตุวางเพลิง อีกทั้งพยานโจทก์ทุกปากไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในขณะเกิดเหตุวางเพลิง พยานทั้งหมดของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยมาก
นอกจากนี้ อัยการยังไม่สามารถนำสืบให้เห็นนายสายชล จำเลยที่ 1 และนายพินิจ จำเลยที่ 2 มีความเชื่อมโยงกัน หรือแบ่งหน้าที่กันวางเพลิงอย่างไร พยานหลักฐานจึงไม่สามารถรับฟังว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้วางเพลิง ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกนายสายชล จำเลยที่ 1 แต่ที่ผ่านมา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วระหว่างนั้นนายสายชล ได้ถูกจำคุกจนครบกำหนดแล้ว จึงได้รับการปล่อยตัวมา โดยในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ได้สั่งขังจำเลยทั้งสองระหว่างอุทธรณ์แต่อย่างใด
นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวอีกว่า ส่วนจะมีการฎีกาคดีอีกหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการ แต่คดีนี้มีการยกฟ้องทั้ง 2 ศาล ตามหลักแล้วต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เว้นแต่มีผู้พิพากษารับรองให้ฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีโอกาสที่พนักงานอัยการจะยื่นฎีกา ดังนั้นตนจะทำหนังสือขอความเป็นธรรมให้อัยการหยุดฎีกาเพียงแค่นี้
----------------------------
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)



