ข่าว

อสส.ยังไม่สั่งฟ้อง'ปู'ตั้งก.ก.ร่วมป.ป.ช.ถก

อสส.ยังไม่สั่งฟ้อง'ปู'ตั้งก.ก.ร่วมป.ป.ช.ถก

04 ก.ย. 2557

อสส.ยังไม่สั่งฟ้อง'ยิ่งลักษณ์'ตั้งก.ก.ร่วมป.ป.ช.พิจารณาภายใน14วัน กต.จัดคิวให้'ประยุทธ์'เยือนอาเซียน

               เมื่อเวลา 14.10น.วันที่ 4 ก.ย.2557  นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ได้พิจารณาสำนวนคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เรื่องละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท แล้วเห็นว่า สำนวนคดียังมีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาได้ และให้ตั้งคณะทำงานร่วมอัยการ-ป.ป.ช. พิจารณา 3 ประเด็น คือ 1.ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 178 บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้น จึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่
    
                2.ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน ให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจาก ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร และ 3.ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการรับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใด และมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นที่มีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ว่าโครงการดังกล่าวมีการทุจริตและมีความเสียหายจำนวนมาก แต่ในสำนวนการไต่สวนปรากฏว่ามีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น ดังนั้น จึงให้รวบรวมรายงานวิจัย ทั้งฉบับเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนให้สมบูรณ์ด้วย


ตั้งกก.ร่วมป.ป.ช.หาหลักฐานเพิ่ม
    
                นายวันชัย กล่าวอีกว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือแจ้งเหตุสำนวนไม่สมบูรณ์ไปยัง ป.ป.ช. และตั้งผู้แทนอัยการสูงสุด เป็นคณะทำงานร่วมกับผู้แทนฝ่าย ป.ป.ช.ให้มีความแน่นหนามากยิ่งขึ้น โดยมีกรอบเวลา 14 วัน จากนั้นคณะทำงานร่วมจะมีมติร่วมกันว่า จะมีคำสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ส่วนจะใช้เวลานานเท่าใดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ทั้งนี้ การทำคดีดังกล่าว ไม่มีความกังวลใดๆ ทำตามข้อกฎหมายอย่างถูกต้อง เป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าไม่มีการเมืองแทรกแซง อย่างไรก็ตามตามขั้นตอนเมื่อคณะทำงานร่วม พิจารณาประเด็นที่ไม่สมบูรณ์เสร็จสิ้น ก็ต้องสรุปความเห็นเสนออัยการสูงสุดชี้ขาดอีกครั้ง ถ้าหากมีความเห็นตรงกันให้สั่งฟ้อง ก็จะนำคดียื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่ถ้าอัยการสูงสุดไม่ฟ้อง ก็จะส่งสำนวนกลับคืนให้ ป.ป.ช. ซึ่งสามารถแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาได้


ป.ป.ช.มึนอสส.บอกสำนวนไม่สมบูรณ์
    

                ด้าน นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า หากอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งหนังสือมาถึง ป.ป.ช.ว่าในสำนวนมีข้อไม่สมบูรณ์ และให้ตั้งคณะทำงานร่วมแล้ว เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับหนังสือดังกล่าว จะได้สรุปรายงานต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ในวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ รวมถึงจะได้พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ที่ อสส.ชี้แจงรายละเอียดมาเป็นประเด็นๆ เป็นข้อๆ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการได้รับทราบ รวมถึงรายชื่อและจำนวนของคณะทำงานฝ่าย อสส.ที่จะตั้งคณะทำงานร่วมด้วย และตามปกติจะต้องตั้งในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งเมื่อ ป.ป.ช.ได้รับหนังสือดังกล่าวจาก อสส.แล้ว จะนำเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน หลังจากนั้น เมื่อมีคณะทำงานร่วมแล้วต้องมีการออกคำสั่งโดยประธานลงนาม จากนั้นมีเวลารวบรวมพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมต้องดำเนินการอีก 14 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช.แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบระยะเวลาดังกล่าว ก็สามารถฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมจะต้องพิจารณาร่วมกันและส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ถ้าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จะมีการแจ้งกลับมายัง ป.ป.ช.ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จากนั้นเป็นหน้าที่ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการฟ้องเองหรือไม่
    
                ผู้สื่อข่าวถามกรณี อสส.ได้ระบุ 3 ประเด็นที่เป็นข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนไต่สวนที่ ป.ป.ช.ส่งไป เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในประเด็นเหล่านั้นคณะทำงานร่วมก็จะต้องนำไปพิจารณาว่า พยานหลักฐานต่างๆมีอยู่ในสำนวนแล้ว แต่ถูกมองข้ามหรือไม่ได้อ่านหรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณา ก็ต้องหารือร่วมกันและต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ โดยจะสอบเพิ่มเติมหรือขอเอกสารเพิ่มเติมก็แล้วแต่จะตกลงกัน
    
                เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช.จะส่งเอกสารประกอบสำนวนไปเพียงหน้าปกของรายงานโครงการวิจัย ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญโดยไม่แนบรายละเอียดไปนั้น
    
                "ถ้า อสส.ตั้งประเด็นมาอย่างนี้คณะทำงานร่วมก็ต้องไปดูว่า มีรายงานวิจัยฉบับนี้อยู่หรือไม่ ในเมื่อตั้งข้อไม่สมบูรณ์มา ก็ต้องไปดูให้ละเอียดว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญคือเมื่อคณะทำงานร่วมดูรายละเอียดของหลักฐานในสำนวนแล้ว จะส่งฟ้องหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช.จะส่งหลักฐานสำคัญไปเพียงหน้าปก โดยไม่ได้แนบรายละเอียด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสำนวนมีจำนวนมาก อาจจะไม่เห็นก็ได้" นายสรรเสริญ กล่าว

 

ป.ป.ช.พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม'อสส.'
 

                 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เปิดเผยถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นต่อคดีที่ป.ป.ช.ไต่สวนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และได้ส่งให้อสส.พิจารณา แล้วปรากฏมีข้อไม่สมบูรณ์ที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา และเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุด พร้อมกับสรุปข้อไม่สมบูรณ์มา 3 ประเด็นดังที่ได้แถลงข่าวไปแล้วนั้น ทางสำนักงานป.ป.ช.จะได้นำมติดังกล่าวของอสส.รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ได้รับทราบและพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอสส.กับป.ป.ช.ตามที่อสส.ได้เสนอภายใน 14 วัน

                 แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่อสส.มีความเห็นให้ตั้งคณะทำงานร่วมนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะหากอสส.ไม่ต้องการที่จะส่งฟ้องเองก็ต้องออกมาในรูปแบบนี้ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การที่อสส.สรุปมา 3 ประเด็นนั้น เพราะต้องการสิ่งใดกันแน่ ในเมื่อป.ป.ช.ส่งสำนวนหลักฐาน เอกสาร ทั้งหมดไปให้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวกับการปิดบัญชีที่ได้มาจาก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลััง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI และสำนวนไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หากตั้งคณะทำงานร่วม อสส.กับป.ป.ช.แล้ว อสส.ยังยืนยันในความเห็นของคดี ทางป.ป.ช.จะดำเนินการฟ้องร้องเอง

                 ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า หากอสส.ส่งหนังสือมาถึงป.ป.ช.ว่าในสำนวนมีข้อไม่สมบููรณ์ และให้ตั้งคณะทำงานร่วมแล้วเมื่อสำนักงานป.ป.ช.ได้รับหนังสือดังกล่าวจะได้สรุปรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ในวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ รวมถึงจะได้พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ที่อสส.ชี้แจงรายละเอียดมาเป็นประเด็นๆเป็นข้อๆ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการได้รับทราบ รวมถึงรายชื่อและจำนวนของคณะทำงานฝ่ายอสส.ที่จะตั้งคณะทำงานร่วมด้วย และตามปกติจะต้องตั้งในจำนวนที่เท่ากัน อาทิ หาก อสส.เสนอมา 3 คนป.ป.ช.ก็ ตั้ง 3 คน หากเสนอมา 5 คนก็ตั้ง 5 คนเท่ากัน ซึ่งเมื่อป.ป.ช.ได้รับหนังสือดังกล่าวจากอสส.แล้วจะนำเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน หลังจากนั้น เมื่อมีคณะทำงานร่วมแล้วต้องมีการออกคำสั่งโดยประธานลงนาม จากนั้นมีเวลารวบรวมพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมต้องดำเนินการอีก 14 วันซึ่งเป็น กรอบเวลาที่กฏหมายกำหนดตามมาตรา11แห่งพ.ร.บ.ป.ป.ช.แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบระยะเวลาดังกล่าวก็สามารถฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งนี้คณะทำงานร่วมจะต้องพิจารณาร่วมกันและส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ถ้าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจะมีการแจ้งกลับมายังป.ป.ช.ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จากนั้นเป็นหน้าที่ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการฟ้องเองหรือไม่

                 ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันเดียวกันนี้อสส.ได้ระบุ 3 ประเด็นที่เป็นข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนไต่สวนที่ป.ป.ช. ส่งไป เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ในประเด็นเหล่านั้นคณะทำงานร่วมก็จะต้องนำไปพิจารณาว่าพยานหลักฐานต่างๆมีอยู่ในสำนวนแล้วแต่ถูกมองข้ามหรือไม่ได้อ่านหรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณาก็ต้องหารือร่วมกันและต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ โดยจะสอบเพิ่มเติมหรือขอเอกสารเพิ่มเติมก็แล้วแต่จะตกลงกัน เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ป.ป.ช.จะส่งเอกสารประกอบสำนวนไปเพียงหน้าปกของรายงานโครงการวิจัยซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญโดยไม่แนบรายละเอียดไปนั้น

                 " ถ้าอสส.ตั้งประเด็นมาอย่างนี้คณะทำงานร่วมก็ต้องไปดูว่ามีรายงานวิจัยฉบับนี้อยู่หรือไม่ ในเมื่อตั้งข้อไม่สมบูรณ์มาก็ต้องไปดูให้ละเอียดว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญคือเมื่อคณะทำงานร่วมดูรายละเอียดของหลักฐานในสำนวนแล้วจะส่งฟ้องหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ป.ป.ช.จะส่งหลักฐานสำคัญไปเพียงหน้าปกโดยไม่ได้แนบรายละเอียด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสำนวนมีจำนวนมากอาจจะไม่เห็นก็ได้ " นายสรรเสริญ กล่าว


 

กต.จัดคิวให้"ประยุทธ์"เยือนอาเซียน


             ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงโตเกียว วันที่ 4 ก.ย. 2557 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับรมว.ต่างประเทศ เพื่อจัดทำแผนการเยือนอยู่ อย่างไรก็ดีในส่วนของรมว.ต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมงานประชุมอาเซียน-ไชน่า เอ็กซโปร์ ที่นครหนานหนิง ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ซึ่งจีนได้เชิญรมว.ต่างประเทศไปเยือนโดยตรง ส่วนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (The United Nations General Assembly -UNGA) ซึ่งจะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกานั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะนอกจากจะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย ก็อาจจะได้พบกับรมว.ต่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติด้วย
    
               นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่กำหนดการเดินทางของนายกรัฐมนตรี ไทยให้ความสำคัญกับการเดินทางเยือนอาเซียนและประเทศสำคัญๆในภูมิภาค การเดินทางเยือนต่าง ๆ ก็จะหารือกับนายกรัฐมนตรี และพิจารณากำหนดการของนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศที่จะไปเยือน เพราะต้องดูความสะดวกของทั้งสองฝ่าย โดยหลังจากการหารือเรื่องแผนการเดินทางก็จะนำเสนอไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ซึ่งรวมถึงการประชุมผู้นำในกรอบพหุภาคี ซึ่งกำหนดการแรกจะมีขึ้นในช่วงปลายปี คือ การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปหรืออาเซม ที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี ในกลางเดือนนี้


แจงยูเอ็นจนท.บุกสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

              นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่กองทัพระงับการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในไทยเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ไทยรับฟังที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำเอเชียตะวันออก หรือโอเอชซีเอชอาร์ ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงกังวลเพราะไทยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในขั้นตอนการขออนุญาต จึงอยากให้มองในภาพรวมว่า ไทยยังเป็นสังคมที่มีเสรีภาพแสดงความเห็น เคารพสิทธิมนุษยชน เพียงแต่มีความจำเป็นที่ต้องควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ดี ก็พร้อมจะพูดคุยกับสำนักงานโอเอชซีเอชอาร์ต่อไป เพื่อทำความเข้าใจกันต่อไป


"สนช."เห็นชอบตั้งสำนักวิจัยเศรษฐกิจอาเซียน

              ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุมที่ประชุมได้รับทราบพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จากนั้นได้พิจารณาเรื่องด่วน ร่างความตกลงเพื่อการจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน +3 (ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี) หรือ แอมโร (AMRO) ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นผู้เสนอ โดยแอมโรมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาค ผ่านการดำเนินการเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการดำเนินงานของความช่วยเหลือทางการเงินของภูมิภาค ซึ่งมีหน้าที่ติดตาม ประเมิน และรายงานผลต่อสมาชิกเกี่ยวกับสถานะเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางการเงินของสมาชิก ระบุ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงินของภูมิภาคให้สมาชิกทราบและให้ความช่วยเหลือสมาชิกในการวางแนวนโยบายเพื่อบรรเทาความเสี่ยง หากมีการร้องขอจากสมาชิก สนับสนุนสมาชิกในการดำเนินงานตามความช่วยเหลือทางการเงินของภูมิภาค

              นอกจากนี้ ในร่างข้อตกลงฯได้มีการเปิดเผยถึงการสมทบเงินของประเทศสมาชิกและอำนาจการออกเสียงสูงสุด3อันดับตามลำดับดังนี้ 1.สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงเงินสมทบทบ 32% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 71.60 เสียง 2.ญี่ปุ่น32% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 80 เสียง และ3.เกาหลีใต้ ลงเงินสมทบ 16 % มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด41.60เสียง ขณะที่ ประเทศไทยลงเงินสมทบ 3.79% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 12.3 เสียง

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ได้อภิปรายกว้างขวางโดยส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงกรณีการให้ข้อมูลซึ่งถือเป็นความลับอาจจะกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่ประเทศไทยต้องสนับสนุนในฐานะเป็นสมาชิก นอกจากนี้ยังต้องออกกฏหมายเพื่อรองรับความตกลงดังกล่าวหรือไม่ ขณะที่นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.ตั้งข้อสงสัยว่าร่างข้อตกลงนี้อาจมีผลให้ไทยต้องสละอธิปไตยบางส่วนเพื่อคุ้มครององค์กรนี้หรือไม่ อยากให้สนช. ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างความตกลงดังกล่าว เพื่อเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในรายละเอียดให้เกิดความรอบคอบและเปิดให้สมาชิกเสนอข้อเสนอแนะได้ พราะที่ผ่านมาสภาเคยให้ความเห็นชอบกับร่างข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ แต่สุดท้ายก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีผลกระทบประชาชน จึงอยากให้มีการทบทวนให้เกิดความรอบคอบ

              ทั้งนี้ตัวแทนของรัฐบาลนำโดยนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะปฏิบัติหน้าที่รมว.คลัง และตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.ไปในทิศทางเดียวกันว่า ร่างข้อตกลงฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ควรไทยควรให้ความเห็นชอบ เพราะเป็นเรื่องที่ค้างการพิจารณามาอย่างยาวนาน ซึ่งงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายนั้นทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนข้อมูลที่สมาชิก สนช. เป็นห่วงนั้น แต่ละประเทศจะมีกฎหมายที่ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล กิจการบริษัท และข้อมูลที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอยู่แล้ว ในที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 176 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 4 คะแนน

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างความตกลงดังกล่าวค้างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งร่างข้อตกลงนี้ต้องนำเข้ามาให้ที่ประชุมสภาฯ ให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา190 ที่เข้าข่ายเป็นหนังสือระหว่างประเทศ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ แต่เมื่อมีการรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จึงเสนอให้ สนช. พิจารณาแทน