ข่าว

กสท.ขีดเส้นช่อง3ภายใน15วันยิงดิจิทัล

กสท.ขีดเส้นช่อง3ภายใน15วันยิงดิจิทัล

04 ก.ย. 2557

กสท.ยื้อไม่ฟันช่อง 3 ปล่อยช่อง 3 ออนแอร์ อ้างเน้นรอมชอม-ขอดูข้อมูลให้ครบถ้วน จ่อประชุมบอร์ด 8 กันยายน อีกรอบ ผู้ประกอบการดิจิทัลรุมอัดยับ ชี้ต้องเท่าเทียม

                ยังเป็นเรื่องร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมากสำหรับการสิ้นสภาพฟรีทีวีของช่อง 3 อนาล็อก หลังจากเส้นตายที่ กสทช.ยืดให้ 100 วันตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน แต่ที่ผ่านมาช่อง 3 กลับอ้างประกาศของ คสช.ในช่วงปฏิวัติที่ระบุให้สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งออกอากาศได้ทุกช่องทางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสาร


"ไพบูลย์" ตอก กสทช.ให้ทำหน้าที่


                เมื่อวันที่ 3 กันยายน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาระบุว่าจะส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.เพื่อขอแนวปฏิบัติที่ชัดเจนกรณีสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบบอนาล็อกพ้นจากฟรีทีวีตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า ประกาศของ คสช.ทุกฉบับ ตั้งแต่ฉบับแรก วันที่ 22, 23, 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่มีฉบับใดหรือข้อไหนที่บอกเรื่องการจัดการความถี่เรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่คำสั่งฉบับแรกเป็นการประกาศให้สถานีโทรทัศน์หยุดทำการ ต่อมาเริ่มให้ฟรีทีวีและสถานีวิทยุออกอากาศได้ ยกเว้นวิทยุชุมชน จากนั้นได้ประกาศอนุญาตให้ทีวีระบบบอกรับสมาชิกออกอากาศได้ เพียงแต่ขอความร่วมมือในเรื่องเนื้อหา จนถึงขณะนี้ทีวีของช่องสีเสื้อต่างๆ ก็ออกอากาศได้จนครบทุกสถานี

                "ประกาศของ คสช.จึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับการจัดระบบอนาล็อกหรือดิจิทัล เป็นเรื่องการสร้างกระบวนการของ กสทช.เอง ซึ่งกสทช.ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานตรงนั้น กสทช.ต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง คำสั่ง คสช. 3 บรรทัดแรกอ่านแล้วก็จะเข้าใจทันทีว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ กสทช. ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ เพราะหากได้อ่านรายละเอียดจนเข้าใจก็จะทราบว่า คสช.ไม่เคยก้าวล่วงการจัดระบบ เรื่องนี้ กสทช.ต้องไปคุยกับเอกชนคู่กรณีเอาเอง ไม่ต้องมาถาม จะต้องมาถามทำไม ไปทำหน้าที่ของตัวเอง" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว


กสท.ยื้อยังไม่ฟันช่อง 3

                วันเดียวกัน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับตัวแทนฝ่ายกฎหมายของช่อง 3 และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ว่า การหารือครั้งนี้เป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ยังไม่ได้มีข้อสรุปใดๆ ซึ่ง กสท.จะนำความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ของทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบไปประกอบการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว และ กสท.ให้ช่อง 3 ยื่นข้อเสนอมายัง กสท.อีกครั้ง และช่อง 3 ยืนยันว่าจะยื่นข้อเสนอมาให้พิจารณาอย่างช้าภายในสัปดาห์หน้า

                อย่างไรก็ตาม ในช่วงกระบวนการพิจารณา ซึ่งยังไม่มีการชี้ขาดใดๆ ทางช่อง 3 จะยังคงออกอากาศด้วยระบบอนาล็อกได้ตามปกติ เพราะสิ่งที่ กสทช.มุ่งหวังคือให้ผู้ประกอบการระบบอนาล็อกทุกช่องออกอากาศคู่ขนานกับระบบดิจิทัล เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นประโยชน์กับประชาชน ทำให้ประชาชนยังมีสิทธิได้รับชมช่อง 3 อนาล็อกได้ตามปกติ จนกว่า กสทช.จะตัดสินไปทางใดทางหนึ่ง


เส้นตาย7-15วันช่อง3อาจจอดำ

                "กระบวนการหลังจากนี้จะยึดหลักประนีประนอมเพื่อให้ดีที่สุดกับทุกภาคส่วน จึงขอเวลาพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน ซึ่งไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการหาข้อยุติ แต่คงต้องพิจารณาให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งยืนยันจะแก้ปัญหา หรือหาทางออกภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสทช.อย่างเต็มที่ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อกฎหมาย แต่หากต้องใช้ข้อกฎหมายก็จะคำนึงถึงให้มีผลกระทบน้อยที่สุด โดยวันจันทร์ที่ 8 กันยายนนี้ จะประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อพิจารณาประเด็นรายละเอียดต่อไป" พ.อ.นที กล่าว

                เช่นเดียวกัน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสท.เปิดเผยว่า กสท.เตรียมส่งหนังสือแจ้งผู้ประกอบการโครงข่ายเคเบิล และดาวเทียม ห้ามออกอากาศช่อง 3 ในระบบอนาล็อกอีก คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วันต่อจากนี้ ทั้งนี้ยืนยันว่า กสท.มีอำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว และจากการที่ คช.มีคำสั่งชัดเจนว่า ประกาศ คสช.ฉบับที่ 27 ไม่เคยก้าวล่วงการจัดระเบียบการออกอากาศของระบบอนาล็อกใดๆ ดังนั้นให้ กสท.ไปดำเนินการในเรื่องนี้เอง


ชี้อาจเริ่มจากเบาไปหาหนัก

                น.ส.สุภิญญา กล่าวต่อว่า ช่อง 3 ควรหยุดอ้างประกาศ คสช.ได้แล้ว และเข้าสู่การแข่งขันในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลปกติ ซึ่ง กสท.พร้อมเคลียร์ปัญหาข้อกฎหมายทั้งหมดที่จะทำให้ช่อง 3 ออกอากาศคู่ขนานได้ โดย กสท.พร้อมช่วยเหลือทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม การหารือในวันนี้ผู้บริหารระดับสูงของช่อง 3 ไม่ได้เข้าร่วม เพียงแต่ส่งทนายความมาเท่านั้น ทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจากทางช่อง 3 เพราะตัวแทนที่เข้าร่วมไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ

                รายงานข่าวแจ้งว่า แนวโน้ม กสท.จะใช้มาตรการกับช่อง 3 จากเบาไปหาหนัก ดังนี้ 1.ให้ช่อง 3 กลับไปคิดว่าจะออกคู่ขนานอย่างไร ส่วนเรื่องอุปสรรคในเรื่องช่อง 3 อนาล็อก ช่อง 3 เอสดี ช่อง 3 เอชดี และช่อง 3 แฟมิลี่ ที่เป็นคนละบริษัทนั้น  กสท.เห็นว่าเรื่องเล็ก เชื่อว่าจะแก้ปัญหาให้ 2.เมื่อ กสท.ให้เวลาช่อง 3 ประมาณ 7-15 วัน แต่ยังไม่มีแผนออกคู่ขนาน กสท.อาจจะมีคำสั่งไปยังเจ้าของโครงข่ายเคเบิล ดาวเทียม ทรู ยุตินำช่อง 3 ไปออกอากาศ


ช่อง 3 ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ

                วันเดียวกัน ช่อง 3 ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ สรุปว่า ช่อง 3 พร้อมจะให้ความร่วมมือ กสทช.ในการที่จะให้ประเทศไทยเข้าสู่ทีวีระบบดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งช่อง 3 ได้วางแผนไว้แล้วที่จะนำเอาเนื้อหาของช่อง 3 ไปออกอากาศผ่านทางช่อง 3 เอชดี ที่ประมูลได้มา หลังจากสัมปทานจะหมดลงในอีก 6 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ช่อง 3 พร้อมที่จะพูดคุย หาก กสทช.ต้องการให้ช่อง 3 ออกอากาศคู่ขนานไปกับทีวีดิจิทัลเร็วกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ พร้อมยืนยันจะไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ


แจงมีแผนชัดเจนไม่ยอมให้ใครบังคับ

                เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการตลาดและรายการ กล่าวว่า หากช่อง 3 ไม่เข้าสู่การเป็นทีวีดิจิทัลเต็มตัว เหมือนเป็นการดึงไม่ให้ทีวีดิจิทัลก้าวหน้านั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทุกวันนี้ช่อง 3 อยู่ในทีวีดิจิทัลอยู่แล้ว การที่ทีวีดิจิทัลไม่ก้าวหน้าคงไม่ใช่เพราะช่อง 3 เพราะปัญหาของดิจิทัลคือเรื่องของเน็ตเวิร์กไม่พร้อม การเริ่มธุรกิจเต็มเกินไปใน 24 ช่อง คอนเทนต์ไม่พร้อม ในส่วนของช่อง 3 เป็นเพียงคำอธิบายเล็กๆ แต่ทำไมคนเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่

                "ผมยืนยันว่าเรามีเจตนารมณ์ชัดเจน เพราะเห็นความสำคัญของดิจิทัลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นบริษัทลูกของเราอีกบริษัทหนึ่งคงไม่ประมูลมาทั้ง 3 ช่อง และเราเป็นผู้ประมูลที่ใช้เงินเยอะที่สุดในทีวีดิจิทัล การที่เราจะมาพูดกันตอนนี้ คิดว่ามันเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่ว่า ต่างคนต่างมีแผนงานว่าจะทำอย่างไร จะให้คนข้างนอกมาบังคับว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้มันผิดจากที่เรามีแผนงานเอาไว้ ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก" นายสุรินทร์กล่าว


ลั่นดิจิทัลสมบูรณ์เมื่อใดร่วมแน่

                เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะมีทางออกอย่างไรกับเรื่องนี้ นายสุรินทร์เปิดเผยว่า คงต้องดูจากทาง กสทช. เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แผนงานของช่อง 3 เนื่องจากช่องมีแผนงานทางธุรกิจของตัวเองที่ไม่มีการไปออกอากาศแบบคู่ขนานตั้งแต่แรก ที่ผ่านมาช่อง 3 มีความชัดเจนตรงนี้ แต่ถามว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนที่ช่อง 3 จะเข้าสู่ระบบทีวีดิจิทัล คงต้องรอให้คอนเทนต์และเน็ตเวิร์กพร้อม ยืนยันว่า หากการมาของระบบดิจิทัลสมบูรณ์เมื่อใด ช่อง 3 ไปแน่นอน เพราะเป็นนักธุรกิจ มั่นใจในสิ่งที่ทำอยู่ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

                ส่วนที่ถามว่า ในอนาคตหากจะตัดสินให้ช่อง 3 จอดำ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่สงครามการต่อสู้ของช่อง 3 กับช่องอื่นๆ หรือกับทาง กสทช. แต่เป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจ และเป็นเรื่องของการพยายามหาทางออกว่าจะทำอย่างไร ในเมื่อหลายท่านให้ความสำคัญว่าช่อง 3 สำคัญต่อการเปลี่ยนผ่าน ช่อง 3 ไม่ได้มีปัญหาอะไร


ดิจิทัลอัดกสทช.ไม่ควรป้องช่อง 3

                สำหรับความเห็นของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น วันเดียวกัน นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นบีซี กล่าวว่า อยากให้ กสท.เป็นเจ้าภาพเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ผู้ที่ได้ใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัล 3 ราย และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัมปทานกับทางช่อง 3 มาหารือร่วมกัน เพื่อรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

                นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด คสช.ได้ออกมายืนยันกรณีช่อง 3 อ้างประกาศ คสช.ฉบับที่ 27/2557 ให้สามารถออกอากาศได้ทั่วประเทศ ว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของ กสท.ที่จะต้องดำเนินการกับผู้ประกอบการเอง ซึ่งมองว่าสิ่งที่ กสท.กำลังทำเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องด้วยจะส่งผลต่อการกำกับดูแลและจะนำไปสู่การล่มสลายของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัล กสท.ควรยึดมั่นมติวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ให้ฟรีทีวีในระบบอนาล็อกต้องยุติการออกอากาศในทุกแพลตฟอร์มตามกฎมัสต์แครี่ ดังนั้น กสท.ไม่ควรแก้ไขปัญหาให้ช่อง 3 และช่อง 3 ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาอำนาจของ คสช.มาใช้บังคับกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิทัล

                ขณะที่ นายพลชัย วินิจฉัยกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท ระบุว่า ช่อง 3 ควรอยู่ภายใต้สัญญา และกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งในฐานะคู่สัญญาสัมปทานกับช่อง 9 นั้น ที่ผ่านมาถือว่าช่อง 3 เป็นคู่สัญญาที่ดีมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดสัญญา และกติกาใหม่ ช่อง 3 ควรคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด วันนี้การระดมความเห็นน่าจะมีทางออกที่ดี และในฐานะผู้ประกอบการเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของ กสทช. ที่คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก ความจริงสัญญาสัมปทานสามารถแก้ไขได้ โดยช่อง 3 ต้องเข้ามาเจรจา และช่อง 9 ก็ยินดีเจรจาด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาแต่อย่างใด และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานกับช่อง 3 การเป็นคู่แข่งขันกันไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นพันธมิตรกัน