ข่าว

ผ่าปมเกมป่วนทีวีดิจิทัล

ผ่าปมเกมป่วนทีวีดิจิทัล

04 ก.ย. 2557

ผ่าปมเกมป่วนทีวีดิจิทัล

                เกิดอะไรขึ้นกับทีวีช่อง 3 ?

                เกิดอะไรขึ้นกับวงการทีวีของประเทศไทย ?

                ข่าวคราวที่ได้รับ คงทำให้ชาวบ้านร้านตลาดจำนวนไม่น้อยต้องตกอยู่ในอาการมึน

                และยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ ในบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์แบบเดิมที่รับชมกันมานานแสนนาน หรือที่เรียกกันว่า ระบบอนาล็อก สู่ยุคทีวีระบบดิจิทัล คนไทยก็น่าจะมีความสุขดี ได้ดูทีวีระบบใหม่กันถ้วนหน้า ดูข่าว ดูละคร ด้วยภาพชัดแจ๋วจนเห็นรูสิว

                กลับมี "ขาใหญ่" ออกลีลาอิดออดก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอันล้ำสมัยซะงั้น

                กลเกมเป็นอย่างไร มีใครกำลังเดินแผนป่วนอยู่หรือเปล่า?

                เพราะข่าวใหญ่หลายวันติดต่อกันมาว่าด้วยเรื่อง ถึงคราวช่อง 3 จะเกิดเหตุจอมืด-จอดำ สำหรับครัวเรือนที่ดูผ่านดาวเทียม-เคเบิล คล้ายกับช่วงลุ้นดูบอลโลกยังไงยังงั้น

                เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ มีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มากมาย เริ่มตั้งแต่ช่อง 3 เอง (ที่ยังมีบริษัทชื่ออื่นเข้าแข่งขันประมูลทีวีดิจิทัล) ตอนนี้นอกจากตกเป็นคู่ขัดแย้งกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ผู้เป็นโจทย์ไปโดยปริยายแล้ว ช่อง 3 ยังถูกตั้งคำถามมากมาย จากบรรดาผู้ให้บริการ ผู้ประกอบการทีวีอีกหลากหลายรูปแบบที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ "หนังชีวิตช่อง 3 VS กสทช." ที่เกิดขึ้น ทั้งโทรทัศน์ฟรีทีวีภาคพื้นดิน ทีวีดิจิทัล โทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก(เคเบิลทีวี) และโทรทัศน์ดาวเทียม

                โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่เข้าร่วมประมูลกับกสทช.ที่กำลังจะได้รับความเสียหาย จากเกมป่วน งอแง ของผู้ประกอบการบางรายที่เกรงตัวเองจะเพลี้ยงพล้ำในสนามแข่งขันที่เปิดเสรี

                พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อกรรมการ ซึ่งก็คือ กสทช.วางกฎกติกามารยาท อันเป็นที่ตกลงของทุกฝ่าย แล้วเป่านกหวีดเปิดเกม กลับมีผู้เล่นที่ประกาศตัวร่วมชิงชัยมาตั้งแต่ต้นไม่ลงสนาม กลับออกมาโวยวายว่า กติกาไม่เป็นธรรม !

                ผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยมากมายมหาศาล ผู้วางกติกาอย่าง กสทช.-กสท. ก็ต้องเคร่งครัด ให้ผลประโยชน์ตกแก่ชาติและประชาชนมากที่สุดขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่ลงสนามมีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

                ตามเป้าหมายของ กสทช.ต้องการให้การเปลี่ยนผ่านทีวีอนาล็อก ไปสู่ทีวีดิจิทัลสำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ใช้เวลานานร่วมทศวรรษอย่างในต่างประเทศ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎกติกาต่างๆ ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

                ปี 2555 กสทช.ได้ออกกฎมัสต์แคร์รี ออกมาบังคับใช้ โดยให้ "โทรทัศน์ระดับชาติ" หมายถึง "บริการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป" ออกอากาศได้ทุกช่องทาง ทั้งภาคพื้นดิน ดาวเทียม และเคเบิล โดยในช่วงแรก กสท.อนุญาตให้ทีวีอนาล็อก 6 ช่องเดิม ได้แก่ 3 5 7 9 11 ไทยพีบีเอส เป็น"ฟรีทีวี" ด้วย

                ต่อมาในปี 2556 กสท. จัดประมูลดิจิทัลทีวีธุรกิจจำนวน 24 ช่อง และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 กสท.ได้มีมติให้ทีวีอนาล็อกเดิมหมดความเป็นโทรทัศน์ระดับชาติ ตามประกาศกฎมัสต์แคร์รีนับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นแพร่ภาพแล้ว 30 วัน คือวันที่ 25 พฤษภาคม 2557

                กสท.ยังเห็นว่า ถ้าหากไม่มีกฎมัสต์แคร์รี ออกมาบังคับใช้จะทำให้ช่อง 3 ได้เปรียบช่องอื่นๆ เพราะมีโทรทัศน์ในมืออยู่แล้วถึง 4 ช่อง ขณะที่ช่อง 3 อนาล็อกมีฐานคนดูที่ใหญ่ ช่องดิจิทัลใหม่ๆ จึงยากที่จะแข่งขันกับช่อง 3 อนาล็อกที่เป็นเจ้าแห่งละคร
 
                ช่อง 3 อนาล็อก ในฐานะนิติบุคคลรับสัมปทาน อสมท ในนามบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยสัมปทานจะสิ้นสุด ในปี 2563 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า โดยที่บริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ไปประมูลทีวีดิจิทัลมาไว้ในมือถึง 3 ช่องคือ วาไรตี้ 3 เอสดี (มาตรฐาน) ช่อง 3 เอชดี (คมชัดสูง) และช่อง 3 แฟมมิลี่ (เด็กและครอบครัว) มีอายุใบอนุญาตกับ กสทช.นาน 15 ปี

                พูดง่ายๆ ก็คือ ช่อง 3 ได้เปรียบทุกแทบทุกประตู เพราะถ้ายังเล่นอยู่ในสนามอนาล็อกเช่นเดิม ก็จะยังคงสภาพของบิ๊กทีวีต่อไปอีกนาน ไม่ต้องไปแข่งในสนามดิจิทัลให้สุ่มเสี่ยง แต่อีกทางหนึ่ง การมี 3 ช่องอยู่ในมือ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ช่อง 3 เต็มใจที่จะโดดเข้าไปแข่งขันในสนามทีวีดิจิทัลหรือไม่

                จากมติ กสท. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ให้โทรทัศน์อนาล็อก หมดความเป็นโทรทัศน์ระดับชาติ ทำให้ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม เคเบิลรายใหญ่ และเคเบิลท้องถิ่นอีก 300-400 ราย ไม่สามารถนำรายการจากช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศได้อีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2557

                เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นทำให้ช่อง 3 อนาล็อก เดิมจะต้องดิ้นรน ในหนทางที่เหลืออยู่ ซึ่งแม้ช่อง 3 ยังสามารถออกอากาศในระบบอนาล็อกภาคพื้นดินต่อไปอีกได้ถึงปี 2563 หรืออีก 6 ปี (โดยไม่สามารถออกอากาศผ่านดาวเทียมและเคเบิลได้อีกต่อไป) และถ้าหากช่องดิจิทัลของช่อง 3 หรือบีอีซี ต้องการเอาเนื้อหาช่อง 3 อนาล็อกจากบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์มาออกอากาศทางโทรทัศน์ดิจิทัลซึ่งก็จะทำให้สามารถออกอากาศผ่านดาวเทียม และเคเบิลตามกฎมัสต์แคร์รีได้ด้วย ก็จะต้องขออนุญาต กสทช. ภายใต้เงื่อนไขว่า จะต้องปฏิบัติตามกฎคือโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง จากเดิมที่เคยโฆษณาในช่อง 3 อนาล็อก 12 นาทีต่อชั่วโมง อีกทั้งช่อง 3 จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเนียมใบอนุญาตให้ กสทช.อีก 2% ของรายได้ พร้อมจ่ายเงินสมทบกองทุนวิจัย และพัฒนาอีก 2%เท่ากัน

                นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนปมที่ช่อง 3 ดิจิทัล ไม่สามารถไปเอารายการจากช่อง 3 อนาล็อก มาออกอากาศได้ตรงๆ ก็เป็นเพราะว่า บริหารงานกันคนละบริษัท ระหว่าง บีอีซี กับบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ คือเป็นคนละนิติบุคคลดังที่กล่าวมา
 
                ขณะที่ช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ออกอากาศแบบคู่ขนานดิจิทัลได้ เพราะถือเป็นช่องให้บริการสาธารณะ ส่วนช่อง 7 กับช่อง 9 สามารถออกอากาศคู่ขนานแบบธุรกิจ เพราะเป็นนิติบุคคล หรือในนามบริษัทเดียวกัน

                นี่เองที่เป็นผลให้ช่อง 3 อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะถูกกระทำต่างมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นไปตามกฎกติกา ว่าด้วยความสิ้นสุดความเป็นทีวีระดับชาติ

                ซึ่งช่อง 3 เองก็ยังมีทางออก นั่นคือ ยื่นขออนุญาตกับ กสท.เพื่อออกอากาศแบบคู่ขนาน หรือขออนุญาตทีวีดาวเทียมเพิ่ม เพื่อออกอากาศเฉพาะดาวเทียม แต่ช่อง 3 กลับเลือกที่จะเล่นเกมยื้อต่อไป                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

                แต่แล้วในวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ประชุม กสท.กลับเห็นพ้องให้ "เยียวยา" ช่อง 3 ด้วยมติยืดเวลาการบังคับใช้กฎมัสต์แคร์รีออกไปอีก 100 วัน โดยครบกำหนดวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้น วันที่ถึงเส้นตายสุดท้าย กสท.มีมติให้ช่อง 3 ยุติการออกอากาศผ่านดาวเทียม และเคเบิลทีวี

                เรื่องนี้เข้าขั้นพิสดารพันลึกจวนเจียนจะเป็นมหากาพย์ เมื่อเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถูกลากดึงเข้ามาเป็นตัวแปรของความขัดแย้ง

                เป็นธรรมดาของการปฏิวัติ ที่จะต้องมีปฏิบัติการ "ถอดปลั๊ก" ปิดสถานีโทรทัศน์ในฉับพลันทันทีเพื่อป้องกันการใช้สื่อระดมกำลังต่อต้าน สมัยก่อนปิดโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่องก็เอาอยู่ แต่ยึดอำนาจคราวนี้ คณะผู้ก่อการต้องสั่งปิดสารพัดโทรทัศน์ที่มีอยู่ในประเทศ ตั้งแต่โทรทัศน์อนาล็อก ดิจิทัล ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี รวมแล้วหลายร้อยสถานีด้วยกัน

                แต่เมื่อเหตุการณ์พอคลี่คคลาย คณะรัฐประหารเห็นว่า น่าจะให้โทรทัศน์ออกอากาศได้บ้าง ปฏิบัติการ "เสียบปลั๊ก" กลับคืนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ด้วยประกาศฉบับที่ 27 ให้โทรทัศน์ทั้งอนาล็อก และดิจิทัล ออกอากาศได้ทุกโครงข่าย

                ช่อง 3 อนาล็อกจึงฉกฉวยโอกาสนี้ ยกประกาศฉบับที่ 27 ขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ กสท.ในเวลาที่จวนเจียนจะครบกำหนด 100 วัน โดยที่ประชุม กสท. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมรับทราบเรื่องที่ช่อง 3 ร้องขอคุ้มครองตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 27

                วันที่ 30 พฤษภาคม ศาลปกครองมีมติรับคำฟ้องของช่อง 3 ที่ร้องเอาไว้ว่า กฎมัสต์แคร์รีตามประกาศ กสทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ช่อง 3 ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เพราะช่องอนาล็อกไม่สามารถออกอากาศได้บนโครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก จึงขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี ระหว่างพิจารณาคดี ช่อง 3 จึงยังไม่จอมืดบนดาวเทียมและเคเบิลทีวี สุดท้ายศาลปกครองยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว แต่ช่อง 3 ก็ดิ้นรนต่อไปในหนทางที่เลือกไปหยิบยกเอาประกาศ คสช.มาเดินเกม

                1 กันยายน 2557 ครบกำหนด บังคับใช้กฎมัสต์แคร์รี หลายคนลุ้นระทึก นึกว่าจะต้องเจอเหตุการณ์จอมืดเหมือนช่วงบอลโลกอีกซะแล้ว!

                แต่เหตุการณ์ผ่านไปได้อีกยก เพราะช่อง 3 เล่นมุกเดิม งัดเอาประกาศ คสช.ฉบับที่ 27 ออกมาอ้าง และกสท.ก็รับลูกทันควัน หวังจะส่งผ่านไปให้ คสช.เป็นคนทำประตู แต่เจอเป่าฟาวล์เสียก่อน

                เกมยื้อที่ กสท.รับมาอีกทอดต้องมีอันพับลงในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองหัวหน้า คสช. ดูแลด้านกฎหมาย ซึ่งขณะนี้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกมายืนยันเสียงดังฟังชัดว่า ประกาศของ คสช.ออกมาเพื่อความมั่นคง และทุกฉบับก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับทีวีดิจิทัลหรืออนาล็อกแม้แต่น้อย

                "เป็นเรื่องการสร้างกระบวนการของ กสทช.เอง ซึ่ง กสทช.ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานตรงนั้น กสทช.ต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง คำสั่ง คสช. 3 บรรทัดแรกอ่านแล้วก็จะเข้าใจทันทีว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ กสทช.เลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ เพราะหากได้อ่านรายละเอียดจนเข้าใจก็จะทราบว่า คสช.ไม่เคยก้าวล่วงการจัดระบบ เรื่องนี้ กสทช.ต้องไปคุยกับเอกชนคู่กรณีเอาเอง"

                ก็เป็นอันว่า ...จบข่าว....!

                น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสท. ยอมรับว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก เดิมพันอนาคต กสท./กสทช.และเดิมพันอนาคตดิจิทัลทีวี และการปฏิรูปโครงสร้างสื่อในประเทศไทย ซึ่งการแก้ปัญหาครั้งนี้ อาจนำไปสู่การยุติอำนาจและบทบาทของ กสท./กสทช. เลยก็ได้ ถ้าเราเดินเกมผิดพลาด แต่ไม่มีอะไรดีไปกว่า การทำทุกเรื่องให้เปิดเผย กำลังถูกบีบให้เข้ามุม เลือกทางไหนเราก็ต้องแบกรับ ทั้งปล่อยแบบนี้หรือให้จอดำ

                “เรารู้ดีว่าการปล่อยให้จอดำ คือการเดินเข้าเกมที่จนมุม เพราะเรื่องจะไปถึง คสช. หรือไปถึงศาลแน่นอน จึงควรหาทางออก แบบเปิดเผย ตรงไปตรงมา ใช้เหตุผลคุยกัน" สุภิญญาว่าเอาไว้ในวันที่ กสท.มีความเห็นว่าจะสอบถามไปยัง คสช.

                เป็นศึกอันใหญ่หลวงจริงๆ อย่างที่สุภิญญาว่าไว้

                เมื่อ กสท.ขว้างงูไม่พ้นคอ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกา ดังที่ทุกฝ่ายยอมรับกันมาแต่ต้น หาไม่แล้วก็จะเป็นหนังชีวิตเรื่องยาว ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันอีนุงตุงนัง ค่อนข้างแน่นอน

                อยู่ที่ว่า กสท.จะเลือกเดินอย่างไรต่อไป