
'ไพบูลย์'ตอกกสทช.ปัดเอี่ยวจัดความถี่
03 ก.ย. 2557
'ไพบูลย์' ตอกหน้า 'กสทช.' ไม่ต้องมาถาม ย้ำชัด คำสั่ง คสช.ทุกฉบับ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการความถี่ระบบอนาล็อก-ดิจิตอล ให้ไปคุยกับคู่กรณีเอาเอง
3 ก.ย. 57 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (คสช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาระบุว่า จะส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.เพื่อขอแนวปฏิบัติที่ชัดเจน กรณีสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบบอนาล็อก พ้นจากฟรีทีวี ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประกาศของ คสช.ทุกฉบับ ตั้งแต่ฉบับแรก วันที่ 22 , 23 , 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มีฉบับใด หรือข้อไหน ที่บอกเรื่องการจัดการความถี่เรื่องนี้เลย เริ่มตั้งแต่คำสั่งฉบับแรก เป็นการประกาศให้สถานีโทรทัศน์หยุดทำการ ต่อมาเริ่มให้ฟรีทีวี และสถานีวิทยุออกอากาศได้ ยกเว้นวิทยุชุมชน จากนั้นได้ประกาศอนุญาตให้ทีวีระบบบอกรับสมาชิกออกอากาศได้ เพียงแต่ขอความร่วมมือในเรื่องเนื้อหา จนถึงขณะนี้ ทีวีของช่องสีเสื้อต่างๆ ก็ออกอากาศได้จนครบทุกสถานี ดังนั้นประกาศของ คสช. จึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับการจัดระบบอนาล็อก หรือดิจิตอลของ กสทช.เลย เป็นเรื่องการสร้างกระบวนการของ กสทช.เอง ซึ่ง กสทช.ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานตรงนั้น กสทช.ต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง คำสั่ง คสช. 3 บรรทัดแรก อ่านแล้วก็จะเข้าใจทันทีว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ กสทช.เลย ตนไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงไม่เข้าใจเจตนารมย์ เพราะหากได้อ่านรายละเอียดจนเข้าใจ ก็จะทราบว่า คสช.ไม่เคยก้าวล่วงการจัดระบบ เรื่องนี้ กสทช.ต้องไปคุยกับเอกชนคู่กรณีเอาเอง
"ผมอ่านคำสั่ง คสช.ทุกฉบับ อย่างละเอียดมา 2-3 วัน ยังไม่เห็นว่าตรงไหนไปเกี่ยวข้องกับการจัดระบบของ กสทช. จึงขอฝากไปบอกด้วยเลยตรงนี้ว่า ไม่ต้องมาถามผม จะต้องมาถามทำไม ไปทำหน้าที่ของตัวเอง"
ผู้สื่อข่าวถามว่า กสทช.ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงาน ว่าไม่เหมาะสม ควรจะถูกยุบหรือไม่ พล.อ ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ต้องมาถาม ไม่ตอบ บอกแล้วว่าไม่ยุ่งกับองค์กรอิสระ เมื่อถามต่อว่า กรณีที่ช่อง 3 อ้างคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 27 ฟ้องศาลปกครอง พล.อ ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงคำสั่งของศาล
ช่อง3แจงมีแผนชัดเจนไม่ยอมให้ใครบังคับ
ด้านนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการตลาดและรายการ กล่าวว่า หากช่อง 3 ไม่เข้าสู่การเป็นทีวีดิจิทัลเต็มตัว เหมือนเป็นการดึงไม่ให้ทีวีดิจิทัลก้าวหน้านั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทุกวันนี้ช่อง 3 อยู่ในทีวีดิจิทัลอยู่แล้ว การที่ทีวีดิจิทัลไม่ก้าวหน้า คงไม่ใช่เพราะช่อง 3 เพราะปัญหาของดิจิทัล คือเรื่องของเน็ตเวิร์คไม่พร้อม การเริ่มธุรกิจเต็มเกินไปใน 24 ช่อง คอนเทนต์ไม่พร้อม ในส่วนของช่อง 3 เป็นเพียงคำอธิบายเล็กๆ แต่ทำไมคนเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ อย่างเรื่องการแจกคูปอง ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้แจก และเรื่องของโทรทัศน์ เป็นการแข่งขันกันในส่วนของคอนเทนต์
"ถ้าทำให้คนดูเห็นแล้ว ว้าว คนดูจะเป็นคนเร่งให้ กสทช.แจกคูปองเอง เพราะเขาอยากจะดู แต่คำถามคือ เราต้องมองจากตัวเองด้วยว่า เราทำได้ดีขนาดไหน แต่สิ่งที่คนมองมา ณ ขณะนี้คือมองว่า เพราะช่อง 3 ยังอยู่ที่อนาล็อก ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ไม่ถูกต้อง ทางกสทช.ก็ไม่มีเรียกไปพูดคุยเพิ่มเติม อย่างที่ทราบข่าวว่า เขาจะเรียนเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปหาแนวทางแก้ไข และหาทางออก เรามีเจตนารมย์ชัดเจน เพราะเห็นความสำคัญของดิจิทัลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นบริษัทลูกของเราอีกบริษัทหนึ่งคงไม่ประมูลมาทั้ง 3 ช่อง และเราเป็นผู้ประมูลที่ใช้เงินเยอะที่สุดในทีวีดิจิทัล การที่เราจะมาพูดกันตอนนี้ คิดว่ามันเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่ว่า ต่างคนต่างมีแผนงาน ว่าจะทำอย่างไร จะให้คนข้างนอกมาบังคับว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้มันผิดจากที่เรามีแผนงานเอาไว้ ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก" นายสุรินทร์กล่าว
ด้านนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการตลาดและรายการ กล่าวว่า หากช่อง 3 ไม่เข้าสู่การเป็นทีวีดิจิทัลเต็มตัว เหมือนเป็นการดึงไม่ให้ทีวีดิจิทัลก้าวหน้านั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทุกวันนี้ช่อง 3 อยู่ในทีวีดิจิทัลอยู่แล้ว การที่ทีวีดิจิทัลไม่ก้าวหน้า คงไม่ใช่เพราะช่อง 3 เพราะปัญหาของดิจิทัล คือเรื่องของเน็ตเวิร์คไม่พร้อม การเริ่มธุรกิจเต็มเกินไปใน 24 ช่อง คอนเทนต์ไม่พร้อม ในส่วนของช่อง 3 เป็นเพียงคำอธิบายเล็กๆ แต่ทำไมคนเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ อย่างเรื่องการแจกคูปอง ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้แจก และเรื่องของโทรทัศน์ เป็นการแข่งขันกันในส่วนของคอนเทนต์
"ถ้าทำให้คนดูเห็นแล้ว ว้าว คนดูจะเป็นคนเร่งให้ กสทช.แจกคูปองเอง เพราะเขาอยากจะดู แต่คำถามคือ เราต้องมองจากตัวเองด้วยว่า เราทำได้ดีขนาดไหน แต่สิ่งที่คนมองมา ณ ขณะนี้คือมองว่า เพราะช่อง 3 ยังอยู่ที่อนาล็อก ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ไม่ถูกต้อง ทางกสทช.ก็ไม่มีเรียกไปพูดคุยเพิ่มเติม อย่างที่ทราบข่าวว่า เขาจะเรียนเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปหาแนวทางแก้ไข และหาทางออก เรามีเจตนารมย์ชัดเจน เพราะเห็นความสำคัญของดิจิทัลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นบริษัทลูกของเราอีกบริษัทหนึ่งคงไม่ประมูลมาทั้ง 3 ช่อง และเราเป็นผู้ประมูลที่ใช้เงินเยอะที่สุดในทีวีดิจิทัล การที่เราจะมาพูดกันตอนนี้ คิดว่ามันเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่ว่า ต่างคนต่างมีแผนงาน ว่าจะทำอย่างไร จะให้คนข้างนอกมาบังคับว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้มันผิดจากที่เรามีแผนงานเอาไว้ ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก" นายสุรินทร์กล่าว
กสทช.แจกคูปองทีวีดิจิทัล15ต.ค.นี้
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลต่อไปได้
เนื่องจากได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และทบทวนโครงการให้มีความเหมาะสมแล้ว เพื่อให้สามารถแจกจ่ายคูปองให้กับประชาชนได้ตามแผนงานที่กำหนด โดยมีค่าใช้จ่ายจำนวนทั้งสิ้น 16,165 ล้านบาท ดังนี้ 1.ค่าคูปอง 22.9 ล้านฉบับๆ ละ 690 บาท เป็นเงิน 15,801 ล้านบาท
2.ค่าพิมพ์คูปอง ฉบับละ 2.85 บาท เป็นเงิน 65.265 ล้านบาท 3.ค่าสติ๊กเกอร์คู่คูปอง ฉบับ 1.50 บาท เป็นเงิน 34.350 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับคืนจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ 4.ค่าสติ๊กเกอร์เครื่องหมายแสดงความสอดคล้องมาตรฐาน ฉบับละ 1.50 บาท เป็นเงิน 34.350 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับคืนจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ 5.ค่าจัดส่งคูปองโดยไปรษณีย์ไทย ฉบับละ 10 บาท เป็นเงิน 229 ล้านบาท 6.ค่าธรรมเนียมธนาคาร ฉบับละ 0.55 บาท เป็นเงิน 12.595 ล้านบาท โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ชำระ 7.ค่าระบบบริหารจัดการโครงการ จำนวน 50 ล้านบาท 8.ค่าดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 20 ล้านบาท โดยในการดำเนินการดังกล่าว คสช. ขอให้สำนักงาน กสทช. กำกับการดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส พร้อมรับการตรวจสอบจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอก
กระบวนการหลังจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะทำการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการดำเนินการตามโครงการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ 2.คณะกรรมการพิมพ์คูปอง 3.คณะกรรมการแจกคูปอง และ 4.คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินโครงการฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเชิญ หน่วยงานต่างๆ รวมถึง NGO เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ สำหรับการประกาศรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมโครงการฯ คาดว่าคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ และจะประกาศรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมในวันที่ 15 ก.ย. 2557 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมเพิ่มเติมทุก 15 วัน
การแจกคูปอง จะเริ่มจัดส่งคูปองให้ประชาชนผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้ในวันที่ 15 ต.ค. 2557 โดยเริ่มจากจ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา ที่โครงข่าย(Mux) ติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบบดิจิทัลในสถานีส่งหลักเรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ส่งสัญญาณ 23 จังหวัด ซึ่งจะได้รับแจกคูปองไปพร้อมกัน
จากนั้นจะแจกเพิ่มเติมในจังหวัด ระยอง อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สิงห์บุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสุโขทัย ในจังหวัดที่โครงข่ายมีสถานีหลักส่งสัญญาณตั้งอยู่ โดยในปีแรกจะแจกให้แล้วเสร็จทั้ง 11.45 ล้านครัวเรือน ภายในไม่เกินเดือน ธ.ค. 2557 ครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำคูปองไปส่วนลดแลกซื้ออุปกรณ์รับชม ทั้งกล่องรับสัญญาณระบบดิจิทัล (DVB-T2) และจอทีวีระบบดิจิทัล (iDTV) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2557
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลต่อไปได้
เนื่องจากได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และทบทวนโครงการให้มีความเหมาะสมแล้ว เพื่อให้สามารถแจกจ่ายคูปองให้กับประชาชนได้ตามแผนงานที่กำหนด โดยมีค่าใช้จ่ายจำนวนทั้งสิ้น 16,165 ล้านบาท ดังนี้ 1.ค่าคูปอง 22.9 ล้านฉบับๆ ละ 690 บาท เป็นเงิน 15,801 ล้านบาท
2.ค่าพิมพ์คูปอง ฉบับละ 2.85 บาท เป็นเงิน 65.265 ล้านบาท 3.ค่าสติ๊กเกอร์คู่คูปอง ฉบับ 1.50 บาท เป็นเงิน 34.350 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับคืนจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ 4.ค่าสติ๊กเกอร์เครื่องหมายแสดงความสอดคล้องมาตรฐาน ฉบับละ 1.50 บาท เป็นเงิน 34.350 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับคืนจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ 5.ค่าจัดส่งคูปองโดยไปรษณีย์ไทย ฉบับละ 10 บาท เป็นเงิน 229 ล้านบาท 6.ค่าธรรมเนียมธนาคาร ฉบับละ 0.55 บาท เป็นเงิน 12.595 ล้านบาท โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ชำระ 7.ค่าระบบบริหารจัดการโครงการ จำนวน 50 ล้านบาท 8.ค่าดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 20 ล้านบาท โดยในการดำเนินการดังกล่าว คสช. ขอให้สำนักงาน กสทช. กำกับการดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส พร้อมรับการตรวจสอบจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอก
กระบวนการหลังจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะทำการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการดำเนินการตามโครงการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ 2.คณะกรรมการพิมพ์คูปอง 3.คณะกรรมการแจกคูปอง และ 4.คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินโครงการฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเชิญ หน่วยงานต่างๆ รวมถึง NGO เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ สำหรับการประกาศรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมโครงการฯ คาดว่าคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะคัดเลือกบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการฯ และจะประกาศรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมในวันที่ 15 ก.ย. 2557 และจะประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมเพิ่มเติมทุก 15 วัน
การแจกคูปอง จะเริ่มจัดส่งคูปองให้ประชาชนผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้ในวันที่ 15 ต.ค. 2557 โดยเริ่มจากจ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา ที่โครงข่าย(Mux) ติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบบดิจิทัลในสถานีส่งหลักเรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ส่งสัญญาณ 23 จังหวัด ซึ่งจะได้รับแจกคูปองไปพร้อมกัน
จากนั้นจะแจกเพิ่มเติมในจังหวัด ระยอง อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สิงห์บุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสุโขทัย ในจังหวัดที่โครงข่ายมีสถานีหลักส่งสัญญาณตั้งอยู่ โดยในปีแรกจะแจกให้แล้วเสร็จทั้ง 11.45 ล้านครัวเรือน ภายในไม่เกินเดือน ธ.ค. 2557 ครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำคูปองไปส่วนลดแลกซื้ออุปกรณ์รับชม ทั้งกล่องรับสัญญาณระบบดิจิทัล (DVB-T2) และจอทีวีระบบดิจิทัล (iDTV) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2557
พล.อ.ไพบูลย์สั่งผบ.กองกำลังทั่วประเทศประมวลข้อมูลผ่อนปรนกฎอัยการศึก
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์เรื่องการผ่อนคลายกฎอัยการศึก ว่า ยังไม่มีการประชุมในเรื่องนี้ เป็นเพียงการปรารภของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะมีแนวทางใดผ่อนคลายกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่า ที่ผ่านมา กฎอัยการศึกในทุกวันนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับประชาชน และสังคมไทย แต่ยอมรับว่า กฎอัยการศึก ส่งผลต่อภาพรวมในสายตาของต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ชี้แจงอยู่
ทั้งนี้กฎอัยการศึกที่มีอยู่ เป็นการนำมาใช้เพื่อเอื้อประโยชน์กับประชาชน และบ้านเมือง เพราะทหารไม่มีกฎหมายใดที่นำมาใช้ได้ นอกจากกฎอัยการศึก จะเห็นได้จากการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด การจัดระเบียบสังคม ซึ่งเมื่อนำกฎอัยการศึกไปใช้ ก็เห็นภาพการแก้ปัญหาได้ทันที ส่วนภาพในแง่ลบกับการท่องเที่ยว เชื่อว่าเป็นเรื่องของการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ เพราะในสภาพความจริง กฎอัยการศึก ไม่ได้มีผลกระทบกับนักท่องเที่ยว และประชาชนไทย และในการสำรวจสอบถามนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทย ก็พึงพอใจ และเข้าใจสภาพในไทย ทั้งนี้ จะมีการมอบให้ ผบ.กองกำลังต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ ประเมินความเหมาะสม ว่าจะสามารถผ่อนปรนในบางพื้นที่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว
พอใจผลปราบยาเสพติด
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงสถานการณ์ยาเสพติด ว่า พอใจกับการบูรณาการของทุกหน่วยงานในการแก้ปัญหา โดยการจับกุมระยะหลัง เป็นการจับกุมนักค้ารายใหญ่ ไม่ใช่เพียงจับรายย่อย ซึ่งเป็นผลมาจากการบูรณาการงานการข่าว โดยที่ผ่านมา ได้ประสานกระทรวงมหาดไทย เข้าเอ็กซเรย์พื้นที่ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยใช้กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน แจ้งเบาะแส คาดว่า จะทำให้ได้ข้อมูลว่ายังมีหมู่บ้านใดบ้างที่มีปัญหายาเสพติด
อย่างไรก็ตามงาน ในการป้องกัน และปราบปรามต้องเดินคู่ขนาน ดังนั้น จึงมีแผนที่จะประมวลข้อมูลทั้งหมด เช่น หมู่บ้านที่ได้รับเงินกองทุนแม่ เงินกองทุนทูบีนัมเบอร์วัน รวมถึงเงินช่วยเหลือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงสาธารณสุข ว่า หลังได้รับเงินช่วยเหลืออุดหนุน ยังมีการจับกุมยาเสพติดในหมู่บ้านหรือไม่ และมีการจับกุมมากน้อยเพียงใด เพื่อนำไปจัดระบบงานในด้านปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด หากตำรวจทำงานอย่างเข้มงวดคู่ขนานกับมหาดไทย รวมถึงการกวาดล้างยาเสพติดในเรือนจำ ซึ่งตนจะเข้ามารับผิดชอบเต็มตัวในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็จะทำให้ปัญหายาเสพติดเบาบางไปได้มาก นอกจากนี้ประสานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจพื้นที่เข้มงวดในการปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสียเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงตำรวจเท่านั้น แต่หมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วน



