ข่าว

'มาร์ค'ขอ'บิ๊กตู่'เร่งปฏิรูป!

'มาร์ค'ขอ'บิ๊กตู่'เร่งปฏิรูป!

03 ก.ย. 2557

'อภิสิทธิ์' ขอ 'ประยุทธ์' เร่งปฏิรูป-แก้ปากท้องปชช. หวัง อสส.มืออาชีพคดี 'ยิ่งลักษณ์' โกงจำนำข้าว เตรียมเสนอพิมพ์เขียวให้ 'สปช.' ร่วมเปิดตัวหนังสือของหมอวรงค์

 
                              3 ก.ย. 57  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคาดหวังต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ต้องการให้เดินหน้าการปฏิรูป โดยกลไกสำคัญ คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สำคัญมากกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จากโครงสร้างอำนาจที่วางไว้ จึงอยากเห็นการเดินหน้าอย่างจริงจัง และอยากให้เร่งแก้ไขเศรษฐกิจกับปากท้องประชาชน
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปี 2558 ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องเข้าใจว่า ยังมีข้อจำกัด เพราะทำได้เพียงบางส่วน แต่กำลังซื้อของประชาชน และการส่งออก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ จึงต้องเร่งดำเนินการส่วนนี้ด้วย ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
 
                              "ผมเป็นห่วงเศรษฐกิจชนบท เพราะรายได้เกษตรกร ทั้งข้าว และยางพารา ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เห็นว่า การหมุนเวียนในเศรษฐกิจชนบทเป็นอย่างไร หากไม่มีการแทรกแซงราคาเลย ก็จะกระทบคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้เศรษฐกิจจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์การเมืองที่สงบลง และมีความเชื่อมั่นขึ้น แต่ถ้ากำลังซื้อไม่กระเตื้องก็จะเป็นปัญหาย้อนกลับมา โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในกลุ่มของเกษตรกร ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการแทรกแซง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร บนหลักสมเหตุสมผล สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระยะกลาง-ระยะยาว แต่ถ้าทำเฉพาะปรับโครงสร้าง ก็จะไม่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า ราคาข้าวขณะนี้อยู่ที่ 5-6 พันบาทต่อตัน และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อข้าวออกมาในช่วงปลายปี จึงเห็นว่า ครม.ควรจะพิจารณาเป็นเรื่องแรกๆ ว่าจะช่วยเกษตรกรอย่างไร"
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซงราคา เพราะพูดล่วงหน้าแล้วว่าไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ เพราะกลัวเสียหน้าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หวังว่าคงไม่เป็นอย่างนั้น แต่จะดูตามความจำเป็น เพราะแผนที่ออกมาเป็นการปูทางสำหรับผลในระยะกลาง และระยะยาวได้ แต่ในระยะเฉพาะหน้า และผลกระทบเศรษฐกิจยังไม่ชัด
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแถลงนโยบายต่อ สนช.ว่า ควรจะให้มีการถ่ายทอดสด และใช้เวทีนี้แถลงให้ประชาชนทราบ ส่วน สนช.จะทำหน้าที่ซักถาม ท้วงติงมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ สนช. ซึ่งหากดูการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2558 ตนก็คิดว่า ยังทำน้อยไปในการทำหน้าที่ของสภาฯ แต่ประโยชน์สำหรับสาธารณะ คือ ประชาชนได้รับรู้ทิศทางของรัฐบาล เป็นสัญญาประชาคมที่ประชาชนจะติดตามตรวจสอบได้
 
 
 
 
หวัง 'อสส.' มืออาชีพคดี 'ยิ่งลักษณ์' โกงจำนำข้าว
 
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการดำเนินการของอัยการในคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ว่า ต้องรอดูคำแถลงของอัยการที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 กันยายนนี้ ว่าจะชี้แจงอย่างไร ซึ่งตนเห็นว่า อัยการต้องทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ เพราะเร็วแต่หลวมก็ไม่ดี ต้องทำให้รัดกุม โดยพิจารณาจากความเป็นจริง
 
                              "การดำเนินคดีนี้ เป็นการทุจริตครั้งใหญ่ เกี่ยวข้องกับคนแทบทุกระดับ และสร้างความเสียหายเป็นระบบ หากสามารถดำเนินคดีได้ ก็จะเป็นตัวอย่างต่อไปในอนาคต แต่ถ้าความเสียหายมากมายขนาดนี้ แล้วสุดท้ายไม่ต้องมีใครรับผิดชอบเลย ความหวังที่จะไปปราบปรามการทุจริตในอนาคตก็ไม่มี"
 
 
 
เตรียมเสนอพิมพ์เขียวปฏิรูปปท. 11 ด้านให้ 'สปช.'
 
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่า เคยเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปแล้ว แต่เมื่อมีสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว พรรคจะมีการปรับข้อเสนอให้เข้ากับกลุ่มของสภาปฏิรูปฯ 11 ด้าน เพื่อให้เกิดความง่ายต่อความเข้าใจ โดยจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป ซึ่งมีประเด็นที่สภาปฏิรูปต้องคิดว่างานปฏิรูปไม่เสร็จภายใน 1 ปี จะทำให้มีฐานที่มั่นคงในการสานต่ออย่างไร และตอบโจทย์สังคมได้มากน้อยแค่ไหน หากตอบโจทย์สังคมก็จะมีการกดดันจากสังคมให้ทุกพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อ แต่ถ้าไม่ตอบโจทย์ ก็จะมีข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตัวเลขของผู้ที่เสนอชื่อเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กว่าหกพันคน ไม่ได้บ่งบอกความสำเร็จของ สปช. เพราะต้องดูที่การทำงาน แต่ก็มีคนมีชื่อเสียงที่มีความหลากหลายพอสมควร แต่ยังไม่ทราบว่า ใครจะได้รับการสรรหาบ้าง แต่ก็คงต้องดูที่งานว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
 
                              ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ครม.ชุดนี้ไม่มีอายุ ทำให้มีการวิจารณ์ว่าจะอยู่ยาว มองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมีการเปิดช่องว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ ก็สามารถร่างใหม่ได้ โดยไม่มีกรอบเวลา แต่เป็นที่เข้าใจว่ากระบวนการ คือ เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็จะเป็นไปตามบทเฉพาะกาลที่กำหนด จึงคิดว่าคงไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่เกินกว่าที่เคยระบุ และเมื่อกระบวนการเดินหน้า สังคมจะมีการสะท้อนไปเองว่า หากมีการทำรัฐธรรมนูญไม่เสร็จเสียที ก็เป็นเรื่องแปลก แต่ที่มีการเปิดช่องในรัฐธรรมนูญไว้ว่า ให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ สังคมก็ตรวจสอบอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้รีบสรุป ว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ เพราะเป็นความรับผิดชอบของคนร่าง ว่าต้องร่างให้ดี ร่างให้เสร็จ ส่วนสภาปฏิรูปฯ หากไม่เห็นชอบ ก็ต้องพ้นสภาพไป แม้ไม่มีบทลงโทษ แต่คงไม่มีใครต้องการจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปสู่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า มีการส่งสัญญาณแล้วว่า จะจำกัดบทบาทของ คสช.ไว้ที่งานด้านความมั่นคง เนื่องจากมีรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่แล้ว แต่บุคลากรของรัฐบาลก็มีคนของ คสช.อยู่ด้วย ทั้งนี้สังคมคงจะจับตา ว่าจะมีการผ่อนคลายกฎระเบียบคำสั่งอย่างไร ซึ่งหัวหน้า คสช.ก็บอกว่า จะมีการผ่อนคลายในเวลาที่เหมาะสม 
 
                              นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาพที่ คสช.มาเป็นผู้บริหารเอง เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว จึงอยู่ที่การทำงานว่าจะเป็นอย่างไร เช่น กฎอัยการศึก ทางหัวหน้า คสช.ก็บอกว่า ถ้าเหตุการณ์เอื้ออำนวย ก็อาจมีการยกเลิก เป็นเรื่องที่ต่างชาติติดตามอยู่ โดยในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งในการยกเลิก แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง คงบอกล่วงหน้าไม่ได้ เป็นเรื่องที่ คสช.ต้องชี้แจงต่อไป
 
                              หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรานั้น ถ้าไม่ถึงที่สุด ก็คงไม่ใช้ เพราะผู้มีอำนาจคงต้องการใช้กฎหมายปกติก่อน หากมีการใช้กฎหมายพิเศษ ก็ต้องชี้แจงถึงความจำเป็น ทั้งนี้เห็นว่า หลังจากมีรัฐบาลแล้ว เรื่องการเสนอกฎหมาย ควรจะเป็นเรื่องของรัฐบาลส่งให้ สนช.พิจารณา คสช.ไม่น่าจะทำหน้าที่นี้แล้ว ส่วนพรรคก็จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชน แต่จะไม่มีการตั้ง ครม.เงา มาประกบคณะรัฐมนตรีเหมือนที่เคยทำ เนื่องจากพรรคไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักการเมือง จะติดตาม และเตรียมตัวเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาประชาชนในอนาคต
 
 
 
ร่วมเปิดตัวหนังสือ 'มหากาพย์โกงข้าว' ของ 'นพ.วรงค์'
 
 
                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว และกล้วยไม้ ซึ่งร่วมงานเปิดตัวหนังสือ 'มหากาพย์โกงข้าว' ที่เขียนโดย นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก กล่าวถึงปัญหาข้าวไทย ว่า มีตั้งแต่เรื่องของพันธุ์ข้าวที่ถูกต่างชาตินำไปพัฒนา การนำเครื่องจักรเข้ามาใช้แทนแรงงาน การให้ความรู้ที่ผิดพลาด จนทำให้สังคมเสียวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งนี้อยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยในประเทศมากกว่าต่างประเทศ 
 
                              ศาสตราจารย์ระพี กล่าวว่า ผู้ที่จะมาดูแลแก้ปัญหาข้าวไทย ต้องเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง และมีความเข้าใจกับปัญหาอย่างลึกซึ้ง และมีความจริงใจ เช่น การพยายามทำให้ไทยกลับมาครองแชมป์ส่งออกได้อีกครั้ง โดยจะต้องมองย้อนหลังกลับไปให้ถึงรากเหง้า แต่เวลานี้คนไทยส่วนใหญ่ลืมง่าย ทุกวันนี้รากมันหายไป โดยเฉพาะปัญหาการทุจริต ทำอย่างไรที่จะให้คนพวกนี้ทำจากจิตใต้สำนึกของตนเอง รู้ประวัติของเราเป็นมาอย่างไร เวลานี้บ้านเมืองเราล้มเหลวหลายอย่าง จึงต้องเร่งพัฒนาคน
 
                              "ทุกวันนี้ คนที่เป็นรัฐบาลไม่เหยียบแผ่นดิน รัฐมนตรีไม่ลงพื้นที่หาข้อมูล ถ้าตราบใดที่เหยียบพื้นดินไม่เป็น จะทำให้ข้างล่าง คือ พวกข้าราชการ และคนใกล้ตัว แหกตาหลอก และหาประโยชน์ใส่ตัว คอยป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้ จึงต้องระวังอย่างยิ่ง"
 
                              ด้านนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนคำนิยมในหนังสือมหากาพย์โกงข้าว กล่าวว่า นายแพทย์วรงค์ รับภาระในเรื่องตรวจสอบโครงการจำนำข้าว ที่สร้างปัญหาตั้งแต่กระบวนการผลิต ตลาดข้าว การค้า และภาระด้านการเงินการคลัง ในวันที่ 4 กันยายนที่จะถึงนี้ จะเป็นวันสำคัญ ที่อัยการจะตัดสินเกี่ยวกับคดีทุจริตจำนำข้าว ซึ่งหนังสือเล่มนี้ จะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตทั้งหมด ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องเดียว คือ ภาระด้านงบประมาณในปี 2558 ต้องใช้เงินประมาณ 7.2 หมื่นล้านไปกับการใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นความสูญเสียโอกาสที่เกิดขึ้น เพราะเงินดังกล่าวไม่ได้ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยยังต้องจัดเงินให้ ธ.ก.ส.ในจำนวนเท่านี้อีก 5-7 ปี ตนจึงหวังว่า จะไม่ต้องมีหนังสือแบบนี้ออกมาอีกในประเทศไทย แต่ขอให้ใช้หนังสือนี้เป็นคู่มือเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีก
 
                              ขณะที่ นพ.วรงค์ กล่าวถึงเหตุผลในการเขียนหนังสือมหากาพย์โกงข้าว ว่า เกิดจากปัญหาโครงการจำนำข้าว ที่มีการโกงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การลงทะเบียนเกษตรกร กลางน้ำ คือ โรงสี การเก็บรักษาข้าว และปลายน้ำ คือ การระบายข้าว และยังมีการบิดเบือนกลไกตลาด จนทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงได้แม้แต่เรื่องเดียว แต่เมื่อจะนำต้นฉบับไปจัดพิมพ์ กลับไม่มีสำนักพิมพ์ใดกล้าทำ จึงขอขอบคุณนายศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสารลิป ที่รับจัดพิมพ์จนกระทั่งออกมาเป็นรูปเล่ม ซึ่งอยากให้ประชาชนได้ซื้อมาอ่าน เพราะเชื่อว่าจะมีการบิดเบือนเรื่องนี้ในอนาคต 
 
                              นพ.วรงค์ กล่าวว่า แต่หนังสือเล่มนี้จะเป็นหลักฐาน และเป็นคำตอบเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจะวางแผงในวันที่ 5 กันยายน ในราคาเล่มละ 310 บาท นำรายได้ไปใช้ในการศึกษาวิจัยเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ โดยต้องเรียนตั้งแต่อนุบาล ซึ่งมีการทำโครงการนำร่องในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง เพื่อเด็กด้อยโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษ วันละ 2 ชั่วโมง จึงถือว่าการซื้อหนังสือยังเป็นการทำบุญเพื่ออนาคตประเทศด้วย
 
                              "ผมคิดว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะบอกว่าจะปราบปรามการทุจริต หากได้อ่านจะเข้าใจเรื่องข้าวทั้งระบบ โดยขอบังคับให้ครม.อ่านในบทที่ 11 ซึ่งจะเป็นมาตรการช่วยเหลือชาวนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่หวง หาก ครม.ชุดนี้ จะนำไปดำเนินการ ก็จะเห็นแนวทางแก้ไข เช่น ให้ชาวนาทำข้าวโอท็อป รัฐบาลทำตลาด และฝากถึ งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นคนคิดนโยบายนี้ โดยหวังที่จะชี้นำราคาตลาดโลก ขอให้อ่านความผิดพลาดของตัวเอง ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ รวมถึงทีมข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งหมด หากได้อ่านแล้ว จะเข้าใจว่าทำไมต้องติดคุก"