ข่าว

อาบัตินะครับ

อาบัตินะครับ

03 ก.ย. 2557

อาบัตินะครับ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             ในสมัยพุทธกาล ชาวเมืองราชคฤห์สนทนากันว่า เงินและทองเป็นสิ่งอันควรแก่พระภิกษุ พระภิกษุยังยินดีในเงินและทอง และย่อมรับเงินและทองได้ นายมณีจูฬกะซึ่งเป็นนายบ้านได้ยินก็ไม่เห็นด้วย เมื่อมีโอกาสได้เฝ้าพระพุทธเจ้าจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ และทูลถามว่าที่เขาไม่เห็นด้วยนั้นถูกต้องหรือไม่

             พระพุทธเจ้ามีดำรัสว่า  “...ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร (และ) สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีในเงินและทอง ห้ามเสียซึ่งเพชรนิลจินดา ปราศจากเงินและทอง...”  และ “...ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ แต่เรามิได้กล่าวโดยปริยายใดๆ เลยว่า ศากยบุตรพึงยินดีและแสวงหาเงินและทอง...”

             ในปัจจุบันมีผู้นิยมทำบุญด้วยปัจจัย ทั้งการถวายเงินแก่พระภิกษุ และการบริจาคเพื่อสร้างหรือซ่อมแซมศาสนสถาน รวมถึงการนำเงินใส่บาตรในเวลาใส่บาตรด้วย ซึ่งในเรื่องนี้มีท่านผู้รู้กล่าวว่า  “ผู้ที่ใส่บาตรด้วยเงิน และพระภิกษุรับเงิน ชื่อว่าไม่เคารพในวินัย ไม่เคารพในผู้บัญญัติวินัยด้วย” ดังที่ทรงมีพุทธบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับเองก็ดี ให้คนอื่นรับไว้ให้ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีในทองและเงินที่เขาเก็บไว้ให้ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์” ทั้งนี้ เนื่องมาจากสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุองค์หนึ่ง ชื่ออุปนันทะ ซึ่งท่านไปฉันเป็นประจำที่บ้านเศรษฐีตระกูลหนึ่ง วันหนึ่ง เขาได้เนื้อมาก้อนหนึ่ง ก็แบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ท่าน ที่เหลือนำมาประกอบอาหารรับประทาน แต่วันนั้น เผอิญเด็กในบ้านตื่นแต่เช้า อ้อนวอนขอกินอาหารที่จะถวายพระอุปนันทะ เมื่อพระมาที่เรือน ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง และว่าถึงแม้จะไม่มีเนื้อก้อนนั้นถวาย แต่ก็เก็บเงินค่าเนื้อมูลค่า 1 กหาปณะ เอาไว้ พระคุณเจ้าจะโปรดให้จัดการอย่างไร พระอุปนันทะก็บอกว่าให้นำเงินนั้นมาถวายท่าน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงติเตียนพระอุปนันทะ ว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ...” จึงทรงมีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุสงฆ์รับเงินทอง

            พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต) เคยกล่าวว่า การสร้างวัดเป็นเรื่องของโยม (คือไม่ใช่งานที่พระจะต้องไปหาเงินทองมาซ่อมมาสร้าง โยมทำให้อย่างไรพระก็อยู่อย่างนั้น) ดังนั้น คณะกรรมการวัดที่เป็นญาติโยมจึงมีหน้าที่ในการดูแลวัดซ่อมแซมอาคารสถานที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม และจัดการงบประมาณส่วนหนึ่งมาทำหนังสือธรรมะต่างๆ เพื่อแจกแก่ญาติโยมที่มาวัด รวมทั้งดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การจัดกิจกรรมวันสำคัญ การดูแลพระอาพาธ การถวายทุนการศึกษาเล่าเรียนแก่พระภิกษุสามเณร เป็นต้น ดังนั้น ถ้าต้องการร่วมทำบุญเพื่อกิจเหล่านี้ ก็ให้เป็นเรื่องที่ญาติโยมจัดการกันเอง (อย่างเปิดเผย โปร่งใส) เพื่อเกื้อกูลแก่พระสงฆ์ในการทำกิจอันเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนโดยส่วนรวม โดยไม่จำเป็นต้องถวายแก่พระสงฆ์ และก็ควรเน้นย้ำว่า มีหนทางอีกมากที่ชาวพุทธจะทำบุญที่ยิ่งไปกว่าเพียงการถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์หรือแก่วัด ซึ่งไม่ใช่ความจำเป็น หรือธรรมเนียมปฏิบัติแต่อย่างใด

             ความนิยมในการถวายเงินหรือของมีค่าอื่นๆ แก่พระภิกษุสงฆ์ โดยมากมีเจตนาเพื่อบำรุงพระสงฆ์สามเณร และสืบพระพุทธศาสนา แต่ก็ปรากฏว่า เงินทองนั้นเอง ที่เป็นตัวทำลายพระภิกษุสามเณร และทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรม ดังที่เป็นข่าวคราวอยู่เป็นประจำ