ข่าว

ไหมแคชเมียร์เชื่อมไทย-มองโกเลีย

ไหมแคชเมียร์เชื่อมไทย-มองโกเลีย

04 ก.ย. 2557

ไลฟ์สไตล์ : ไหมแคชเมียร์เชื่อมไทย-มองโกเลีย

 
                  จากความร่วมมืออันดีระหว่าง ไทย-มองโกเลีย ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาต้นแบบผลิตเด่นจากทั้ง 2 ประเทศ อันได้แก่ไหมและแคชเมียร์ และเพื่อให้ได้เอกลักษณ์เผยแพร่สู่ตลาดระดับสากล ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวได้ดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จเป็น “ต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแคชเมียร์” ที่พร้อมจะนำไปผลิตต่อ ดังนี้ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกับ สุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ ซิมิดดอร์จ บัตหูเบอร์ เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย จัดงานเปิดตัวต้นแบบ “ผ้าไหมแคชเมียร์” พร้อมโชว์ 4 ชุดต้นแบบ ภายใต้คอลเลกชั่นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสำหรับชายหญิง โดยมี ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริม เทคโนโลยีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวรายงาน ณ แฟชั่นแกลเลอรี่ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันก่อน
 
                  ดร.อรรชกา สีบุญเรือง กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการวิจัยและพัฒนาต้นแบบผ้าไหมแคชเมียร์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบการประยุกต์ไหมไทยผสมผสานกับเส้นใยแคชเมียร์ที่ยังคงจุดเด่นของเส้นใยของทั้ง 2 ประเทศ และตอบสนองต่อความต้องการสินค้าคุณภาพสูง รวมทั้งการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติต่อไป
 
                  “จากผลการดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถพัฒนาเส้นด้ายใหม่ได้ถึง 8 ชนิด อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแคชเมียร์ต้นแบบอีกกว่า 20 ชิ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 คอลเลกชั่น คือ กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มสำหรับชายหญิงที่ตัดเย็บและส่งตรงจากประเทศอิตาลี เน้นความสวยงาม เรียบหรู โดดเด่นทันสมัยตามเทรนด์ออทั่ม/วินเทอร์ 2015-2016 กลุ่มเคหะสิ่งทอ สำหรับใช้ในงานตกแต่งภายในอาคารบ้านเรือนทั่วไป สุดท้ายกลุ่มเครื่องประดับและตกแต่ง เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าว
 
                  ด้าน สุทธินีย์ พู่ผกา เผยว่า หลังจากได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสานต่อแนวทางการพัฒนาสิ่งทอแคชเมียร์และไหมไทยซึ่งมีคุณค่าทางมรดก วัฒนธรรมและเอกลักษณ์เฉพาะ พบว่าทั้งไหมไทยและแคชเมียร์เป็นเส้นใยธรรมชาติจากโปรตีนสัตว์ เส้นใยจึงมีน้ำหนักเบาเหมือนกัน แต่ไหมไทยความยาวมากกว่าเส้นใยแคชเมียร์ ในขณะที่คุณสมบัติของไหมเมื่อสวมใส่แล้วเย็นสบาย แต่แคชเมียร์ให้ความอบอุ่นนุ่มสบาย
 
                  “ดังนั้นเมื่อนำมาถักทอร่วมกันก็จะได้ผ้าที่มีความสวยงาม แวววาว พลิ้วไหว สวมใส่สบาย ให้ความอบอุ่น ระบายอากาศดี และมีน้ำหนักเบา โดยใช้กระบวนการและเทคโนโลยีที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การปั่นด้าย ซึ่งเป็นการผสานเส้นไหมไทยและแคชเมียร์ให้มีความกลมกลืน สวยงาม การทอผ้า เป็นการผสมผสานกันระหว่าง 2 เส้นใย โดยใช้เส้นไหมไทยเป็นเส้นด้ายยืน ส่วนแคชเมียร์เป็นเส้นด้ายพุ่ง ผ้าถักและเทคโนโลยีการฟอกย้อมรวมถึงการตกแต่งสำเร็จช่วยให้ผ้ามีความนุ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้นำเอาเทคโนโลยีดิจิตัลปริ๊นท์เข้ามาสร้างสีสันและลวดลายบนผืนผ้าให้มีความโดดเด่นมากขึ้น” ผอ.สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ให้รายละเอียด
 
                  ขณะที่ ซิมิดดอร์จ บัตหูเบอร์ กล่าวแสดงความยินดีว่า ผลของความร่วมมือในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการพัฒนาเส้นใยสองชนิดให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าสูง สร้างแรงบันดาลใจและทางเลือกให้นักออกแบบของทั้ง 2 ประเทศให้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์แฟชั่นสิ่งทอไฮเอนด์ และในโอกาสครบ 40 ปี ของสัมพันธ์ไทย-มองโกเลีย ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 2 ประเทศจะได้เกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเติบโตทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
 
                  ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะถูกนำไปจัดแสดงในงาน “แคชเมียร์เวิลด์” ณ ประเทศฮ่องกง ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน ซึ่งเป็นการงานแสดงสินค้าแฟชั่นประจำฤดูกาลและสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมจากผลิตภัณฑ์แคชเมียร์ทั่วโลก