
ฝนตกหนัก!น้ำป่าหลากท่วม2อำเภอพิษณุโลก
02 ก.ย. 2557
ฝนตกหนัก! น้ำป่าหลากท่วม 2อำเภอพิษณุโลก ขณะที่อำเภอทับคล้อ จ.พิจิตร ยังจม 80 ซม.-1 เมตร อุตุฯชี้ไทยตอนบนมีฝนตกเกือบทั่วไปร้อยละ 70-80 กทม.-ปริมณฑล มีฝนร้อยละ 60
2 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่มีฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก นานติดต่อกันหลายวันส่งผลให้หลายพื้นที่ ประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีน้ำป่าหลากเข้าท่วมหมู่บ้าน นาข้าวและไร่ข้าวโพด ใน 2 อำเภอ ถนนเข้าหมู่บ้านมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวถูกตัดขาด โดยที่บ้านร่มเกล้า หมู่ 11 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เกิดน้ำป่าหลากเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ล่าสุด คือ ถนนเข้าหมู่บ้าน มีกระแสน้ำไหลผ่านสูงกว่า 50 เซนติเมตรรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่บ้านน้ำคบ หมู่ 4 ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ก็มีน้ำป่าหลากเข้าท่วมหมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมสูง อีกทั้งนาข้าว และไร่ข้าวโพด ก็มีน้ำท่วมได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง
ทั้งนี้ นายบุญยิ่ง คุ้มสุพรรณ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก ได้ประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วน ส่วนความเสียหายอยู่ระหว่างสำรวจ
พิจิตรน้ำยังท่วมชุมชนทับคล้อ สูง 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เทศบาลตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร น้ำยังคงท่วมขังบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ชุมชนตลาดใต้ ระดับน้ำสูงกว่า 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ประชาชนบางส่วนต้องใช้เรือในการสัญจรเข้าออก จากบ้านเนื่องจากน้ำท่วมสูง พร้อมกันนี้ยังต้องนำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปเลี้ยงไว้บนที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม ร้านค้ายังต้องปิดต่อเนื่องจากน้ำที่ยังท่วมสูง ขณะที่เทศบาลตำบลทับคล้อนำเรือพลาสติกแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อใช้สัญจรในช่วงที่ยังถูกน้ำท่วมขัง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลทับคล้อ แม้ว่าระดับน้ำจะลดลงโดยเฉพาะถนนสายทับคล้อ-ตะพาหิน ซึ่งเป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจรน้ำจะลดลงแล้วแต่น้ำยังคงท่วมขังบ้านเรือนประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม ประชาชนยังคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเกรงน้ำจะท่วมซ้ำจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรและพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ที่พร้อมจะไหลลงสู่พื้นที่
ศภช.เตือนหลายจังหวัดน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม 2-3 ก.ย.นี้
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) แจ้งว่า ในวันที่ 2-3 ก.ย. อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม บริเวณภาคเหนือ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.พะเยา จ.ลำปาง จ.น่าน จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.อุบลราชธานี และภาคตะวันออก จ.จันทบุรี จ.ตราด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวระมัดระวัง หากมีข้อมูลเพิ่มเติม ศภช.จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป
ปภ.เผยอุทกภัยคลี่คลาย 15 จว. - ‘พิจิตร-นครสวรรค์-โคราช’ น้ำยังท่วมขัง
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า อิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ร่องมรสุมกำลังแรง และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.57 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 18 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช เพชรบูรณ์ เลย พะเยา น่าน สุโขทัย เชียงใหม่ เชียงราย อุดรธานี พิจิตร นครสวรรค์ และนครสวรรค์ รวม 38 อำเภอ 76 ตำบล 311 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,252 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 7 ราย ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 15 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 3 จังหวัด 3 อำเภอ ได้แก่ พิจิตร นครสวรรค์ และนครราชสีมา
โดยจังหวัดพิจิตร น้ำในคลองวังแดงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตเทศบาลตำบลทับคล้อ อ.ทับคล้อ ระดับน้ำท่วมสูง 0.50 - 0.80 เมตร บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 20 หลังคาเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลงแล้ว หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติม คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 วัน จ.นครสวรรค์ น้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ไหลเข้าท่วมบริเวณสี่แยกไดตาล และถนนทางหลวง อ.หนองบัว ระดับน้ำท่วมสูง 20 - 30 ซ.ม. ปัจจุบันระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติม คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในวันนี้ จ.นครราชสีมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนน้ำระบายไม่ทัน ส่งผลให้น้ำท่วมถนนหลายสาย ปัจจุบันระดับน้ำลดลง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังถนนบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดที่ประสบภัยได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เร่งตรวจสอบและสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ
อุตุฯชี้ไทยตอนบนมีฝนตกเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศประจำวันที่ 2 กันยายน 2557 ลักษณะอากาศทั่วไปเมื่อเวลา 04:00 น. หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคเหนือ กำลังเคลื่อนตัวตามแนวร่องที่พาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ในภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องไว้ด้วย
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือมีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคกลาง มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ และลพบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก โอกาสมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ลพบุรี - เขื่อนป่าสักมีปริมาณน้ำเพิ่มกว่า 30% แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปัญญา กัลปสุข ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า หลังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯในช่วงนี้มีปริมาณฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำป่าสัก โดยเฉพาะที่จังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีปริมาณฝนตกมากขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ขณะนี้ในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำสะสมอยู่ที่ 295.88 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 30% ของความจุของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ 100% จะมีปริมาณน้ำที่ 960 ล้านลุกบาศก์เมตร ซึ่งในทุกวันนี้มีปริมาณน้ำที่ไหลลงมาสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อยู่ที่วันละ239.57 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งหากสถานการณ์ฝนที่ตกลงมาและมีปริมาณน้ำไหลลงสู่เขื่อนป่าสักขนาดนี้จะทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้อุปโภค บริโภค และ ทำการเกษตรในปีนี้อย่างแน่นอน
อ่างทอง -ชาวบ้านผวาถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาทรุดหลังน้ำเหนือไหลหลาก
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 2 ก.ย.ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.จระเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง ว่าบริเวณถนนคอนกรีตเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาภายในหมู่บ้านเกิดอาการทรุดตัวพังลงทำให้รถยนต์และจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรไป-มาได้ ภายหลังการรับแจ้งร้องเรียนผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบในสถานที่ดังกล่าว
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีชาวบ้านต่างมาดูถนนคอนกรีตที่ทรุดตัวแตกร้าว ดินสไสด์ทำให้ถนนพังเป็นระยะทางยาวกว่า 50 เมตร กว้าง 3.50 เมตร ลึกกว่า2 เมตร ลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยากว่าครึ่งถนน ผิวถนนคอนกรีตแตกพังออกจากกัน จนรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปได้
จาการสอบถามนางส้มผิน สิงห์ทอง อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ม.4 ต.จระเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับถนนคอนกรีตเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เล่าถึงเหตุการณ์ที่ถนนคอนกรีตทรุดแตกจนไม่สามารถสัญจรได้ ว่า เช้ามืดของวันที่ 31 สค.57 เวลาประมาณ 05.30 น.ที่ผ่านมา ขณะกำลังตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้า ได้ยินเหมือนฟ้าถล่ม จึงเดินออกมาดูพบว่าถนนคอนกรีตเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าบ้านได้พังทรุดตัวลง ขนาดมีเสาเข็มกั้นพร้อมเหล็กเส้นตรึงถนนไว้แล้ว ยังพังอีก และตอนนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ขึ้นอย่างต่อเนื่องหากน้ำขึ้นถึงถนนเกรงว่าน้ำจะทะลักเข้าหมู่บ้านได้
สำหรับถนนคอนกรีตเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นถนนที่ประชาชนใช้สัญจรไป-มาระหว่างอำเภอเมืองอ่างทอง ถึงอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเป็นคันกั้นน้ำท่วม ในช่วงหน้าน้ำหลาก โดยหลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เร่งระบายน้ำ เพื่อรองรับปริมาณน้ำทางเหนือที่จะมาเพิ่มเติมเหนือเขื่อน ทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่านอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ดินที่อยู่ใต้ถนนคอนกรีตเกิดสไสด์ตัวลงแม่น้ำเจ้าพระยา จงถนนคอนกรีตเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาพังดังกล่าว อย่างไรก็ตามทางเทศบาลและทางอำเภอได้ลงมาตรวจสอบแล้ว



