
ปัดฝุ่นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด
ปัดฝุ่นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด โมเดล1ใน5นำร่องของประเทศไทย : สกาวรัตน์ ศิริมารายงาน
ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2547 กำหนดให้จัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก ขึ้นมา แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี เรื่องดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และนำเอาผลการศึกษามาระดมความคิดเห็นผลักดันให้เป็นพื้นที่นำร่อง 1 ใน 5 ของประเทศในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนี้ หากการจัดตั้งดังกล่าวเกิดเป็นรูปธรรมได้จริงจะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นโมเดลที่ส่งเสริมการค้าระหว่างชายแดนได้อย่างถูกทิศทาง พร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ได้ทันท่วงที
นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวว่า อ.แม่สอด จ.ตาก มีความพร้อมในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษมานานแล้ว เพราะมีผลการศึกษาที่ออกมาเป็นรูปเล่มนานแล้ว เมื่อเรื่องนี้ถูกหยิบยกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อจัดระเบียบ และยกระดับการค้าชายแดน ถือว่าเป็นเรื่องที่ภาครัฐ, ภาคเอกชน และภาคประชาชน พร้อมให้ความร่วมมือ เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่า อ.แม่สอด เป็นประตูหน้าด่านที่สำคัญในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเข้าสู่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ได้ใกล้ที่สุด อีกทั้งมูลค่าการค้าชายแดนผ่านด่านแม่สอดปัจจุบันมีถึง 4-5 หมื่นล้านบาท เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดนมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านบาทได้
"จนถึงขณะนี้ได้สรุปผลการศึกษาเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอเพียงการประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น ก่อนจะถึงขั้นตอนการหารือในระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นของสิทธิประโยชน์ โครงสร้างของการบริหาร และความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคราชการต่างๆ ก็ต้องมีกฎระเบียบรองรับให้เกิดความสอดคล้องกัน ทั้งการใช้ระบบสาธารณูปโภค หรือมาตรการการจัดเก็บภาษี คาดว่าหลังจากนี้ 1-2 เดือน น่าจะเสร็จในขั้นตอนเหล่านี้ ขณะที่การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 ก็ศึกษาเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างเมื่อได้รับงบประมาณ"
เช่นเดียวกันกับ พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด จ.ตาก กล่าวว่า แม้ว่าพม่าจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเมียวดีก่อนหน้านี้ และประเทศไทยก็กำลังดำเนินการเตรียมจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเช่นเดียวกัน แต่มีความเป็นห่วงว่า หากดำเนินการเต็มรูปแบบ ทางประเทศพม่าจะมีความพร้อมมากน้อยขนาดไหน เพราะยังมีข้อจำกัดด้านระบบสาธาณูปโภคพื้นฐาน แต่ภายใต้ของการดำเนินงานจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อทุกภาคฝ่ายในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน หากประเมินศักยภาพความพร้อมของ อ.แม่สอด ถือว่ามีอย่างเต็มที่ในระดับต้นๆ ของประเทศ เพียงแต่ต้องทำอย่างไรที่จะเร่งรัดให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย
นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องวางแผนให้สอดรับกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดคือ การบริการจัดการแรงงานต่างด้าว ทำอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์แรงงานต่างด้าวให้เหมาะสมที่สุด เพราะแรงงานบางส่วนไม่สามารถที่จะลงทะเบียนในระบบการจ้างแรงงานเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของประเทศได้ ดังนั้นการจ้างแรงงานเหล่านี้ในพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นการกำหนดพื้นที่ให้เหมาะสมกับการจ้างงาน และไม่ก่อให้เกิดการทะลักเข้าไปสู่จังหวัดชั้นใน ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็สามารถที่จะว่าจ้างแรงงานต่างด้าวตามอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม และควบคุมต้นทุนการผลิตได้
นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัด กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่ "ระบบโครงสร้างพื้นฐาน" เพราะตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการศึกษา การสำรวจพื้นที่ และการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปทุกฝ่ายต้องให้น้ำหนักไปที่การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่าแห่งที่ 2, การสร้างถนน 4 เลน ตาก-แม่สอด และระบบสาธารณูปโภคที่จะมารองรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อที่จะให้เอื้ออำนวยให้เกิดการลงทุน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่สิทธิพิเศษที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทย และชาวต่างประเทศก็ต้องชัดเจน
นอกจากนี้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีส่วนทำให้การดูแลความมั่นคงควบคุมได้ดีขึ้น เพราะจะป้องกันการทะลักของแรงงานต่างด้าวเข้าไปสู่เมืองชั้นในได้ และค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นแบบไปเช้าเย็นกลับ นอกจากนี้การที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี ประเทศพม่า เข้ามาร่วมพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในด้านการค้า การลงทุนระหว่างไทยและพม่า ขณะที่ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันนั้น ประเทศไทยจะอาศัยจุดแข็งของประเทศพม่าที่จะได้ระบบสิทธิพิเศษทางศุลกากร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อีกหลายด้าน ซึ่งเชื่อว่าในโลกมีไม่กี่ประเทศที่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้ตั้งคณะกรรมการระดับประเทศ ทางฝ่ายความมั่นคงระหว่างไทย-พม่า ต่อไปเมื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษน่าจะมีคณะกรรมการระดับประเทศ ทางฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อที่จะให้การทำงานคู่ขนานกัน อีกทั้งต่อไปความเป็นพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศจะลงน้อยลง แต่จะกลายเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจ เพราะไม่จำเป็นต้องไปทำการศึกษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอีก ทุกขั้นตอนของการลงทุนจะชัดเจนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดในรูปแบบของวันสต็อปเซอร์วิส ในอนาคตเชื่อได้ว่า บริเวณแห่งนี้คงไม่แตกต่างจากฮ่องกง
..............
(หมายเหตุ : ปัดฝุ่นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด โมเดล1ใน5นำร่องของประเทศไทย : สกาวรัตน์ ศิริมารายงาน)



