
รวบยกแก๊ง!ฉกออดี้หรูขับหนีต่อหน้า
01 ก.ย. 2557
รวบแล้วยกแก๊ง ทำงานเป็นทีมติดตามเหยื่อ สบโอกาสลงเปิดประตูบ้าน ขึ้นขับหนีต่อหน้า ฉกทรัพย์เกลี้ยงก่อนจอดทิ้ง สารภาพต้องการเงิน มั่นใจรถหรูต้องมีของมีค่าแน่นอน
1 ก.ย. 57 เมื่อเวลา 16.00 น. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.น.7 และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ร่วมกันแถลงผลตำรวจสืบสวนนครบาล 7 และชุดสืบสวน สน.บางพลัด จับกุมแก๊งโจรกรรมรถออดี้ ได้ผู้ต้องหา 4 คน และผู้รับซื้อของโจรอีก 1 ราย คือ นายสหยศ หรือ แบงค์ กาฐจนเสถียร หัวหน้าแก๊งเป็นคนลักรถขับหนีไป , นายพร้อมพันธ์ หรือ ชิว ตันตินีรนาถ (นำทรัพยย์สินของมีค่าในรถไปขายต่อ) นายนายบุญเย็น หรือ ป๊อป สุภาสาคร และนายฤทธิกร หรือ โจ้ ศรีโสตติยาภากร ทั้ง 4 คน ทำงานกันเป็นทีม แบ่งกันทำหน้าที่ ตั้งแต่ดูเป้าหมาย ขี่รถจยย.ติดตามเหยื่อ และลงมือ รวมถึงนำทรัพย์สินไปขายต่อ โดยทั้งหมดเป็นวัยรุ่น อายุระหว่าง 20-25 ปี และนายลัดดา หรือ ขาว บุญเมฆ อายุ 40 ปี ผู้รับซื้อของมีค่าทั้งหมด
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ถูกชุดสืบสวนนครบาล 7 และชุดสืบสวน สน.บางพลัด จับกุมตามหมายจับข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ หรือรับของโจร พร้อมติดตามของกลางคืนมาได้บางส่วน คือ กรอบนาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำฝังเพชร รวม 42 อัน ราคาประมาณ 5 แสนบาท เพชรหนัก 2 กะรัต ราคา 3 แสนบาท เงินสดที่เหลือจากการขายทรัพย์สิน 3 หมื่นบาท ภายหลังก่อเหตุขโมยรถยนต์สปอร์ตหรู 2 ประตู ยี่ห้อออดี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน ษห 9 กทม. ของนายวีระยุทธ โชติวิจิตร อายุ 49 ปี นักธุรกิจค้าจิวเวลรี่ไปต่อหน้าต่อตา ขณะผู้เสียหายลงจากรถไปเปิดประตูหน้าบ้านเลขที่ 888 ถนนสิรินธร ท้องที่ สน.บางพลัด กลางดึกวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา
กระทั่งวันที่ 21 ส.ค. พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ได้รับแจ้งว่า พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดทิ้งไว้ในซอยสาทร 14 ด้านข้างอาคารวอง จิวเวลรี่ แขวงสีลม เขตบางรัก จากการตรวจสอบพบทรัพย์สินในรถ กระเป๋าใส่จิวเวลรี่ มีกรอบนาฬิกาโรเล็กซ์ล้อมเพชร แหวนเพชร และแหวนทองคำขาวหายไป คิดเป็นมูลค่ารวม 2 ล้านบาท จากแนวทางสอบสวน พบหนึ่งในผู้ต้องหาขับรถมาจอดไว้กลางดึกวันที่ 20 ส.ค. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และสืบสวนแกะรอยจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการหลบหนีของคนร้าย และเส้นทางที่คนร้ายนำรถมาจอดทิ้งไว้ นำไปสู่ขั้นตอนการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับ และติดตามจับกุมตัวมาได้ทั้งหมด ขณะที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ เหตุที่ทำเพราะต้องการเงิน ส่วนสาเหตุที่เลือกรถหรู เพราะคิดว่าจะต้องมีของมีค่าในรถอย่างแน่นอน
ด้านศูนย์ป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถ บช.น. เตือนประชาชนเจ้าของรถ อย่าจอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ แม้จะลงไปทำธุระเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม จากสถิติข้อมูลรถหายในพื้นที่นครบาล พบว่า เหตุคนร้ายกระทำการซึ่งหน้า อุกอาจชิงทรัพย์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไปต่อหน้าต่อตา เกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะที่เจ้าของรถผู้ขับขี่ประมาทเลินเล่อ โดยแผนประทุษกรรมของคนร้ายแก๊งวิ่งราวรถยนต์ เริ่มจากการขับรถติดตามรถเป้าหมายจากที่ใดที่หนึ่ง เน้นสถานที่ที่มีสิ่งของมีค่า เช่น ตามจากธนาคาร ร้านทอง ร้านเพชร หรือเลือกดูจากยี่ห้อ และรุ่นของรถ เนื่องจากเชื่อว่าหากโจรกรรมสำเร็จ นอกจากได้รถยนต์ตามต้องการ ยังได้เงินสดแถมไปด้วย
เหตุชิงทรัพย์รถยนต์ขณะติดเครื่องในรอบ 8 เดือนแรก ปี 2557 ที่ผ่านมา เกิดขึ้นแล้ว 4 ครั้งในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด ครั้งแรกเมื่อต้นปีเป็นรถเก๋ง โตโยต้า วีออส สีขาว ทะเบียน ฆภ 20 กทม. จอดรอพาแม่เดินเข้าบ้านก่อนจะเปิดประตูเอารถเข้าคนร้ายที่ดักรออยู่อาศัยจังหวะเข้ามานั่งในรถแล้วขับออกไปทันที เหตุเกิดในพื้นที่ สภอ.บางใหญ่ นนทบุรี เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวมาได้
รายที่ 2 เกิดขึ้น 6 ก.พ.เป็นรถกระบะ นิสสัน นาวาร่า แบบ 4 ประตู สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ขจ 2610 เชียงใหม่ จอดติดเครื่องทิ้งไว้ ลงไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกสิกรไทย สาขาโลตัสคำเที่ยง ต.ช้างเผือก ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร ถูกคนร้ายฉวยโอกาสกระโดดขึ้นรถขับหลบหนีไปยังไม่ได้รถคืน รายที่ 3 วันที่ 19 ส.ค. เกิดขึ้นใน กทม.เก๋งออดี้ สปอร์ต 2 ประตู สีขาว ทะเบียน ษห 9 กทม.ตามที่มีการแถลงข่าว สามารถสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ และรายที่ 4 ล่าสุด เวลา 00.15 น. วันที่ 22 ส.ค.รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีทอง ทะเบียนป้ายแดง ก 0565 อ่างทอง ติดเครื่องจอดหน้าบ้านพัก อ.วิเศษชัยชาญ ลงไปเปิดประตูบ้าน โจรเปิดประตูเข้ามานั่งในรถแล้วขับรถหลบหนีออกไปและถีบภรรยาเจ้าของรถตกลงข้างทาง ตอนนี้ยังตามไม่เจอทั้งรถและคนร้าย
อย่างไรก็ตาม แม้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร.) จะนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ในการสืบสวนปราบปรามการโจรกรรมรถก็ตาม หากประชาชนเจ้าของรถไม่ร่วมมือ ไม่ระมัดระวังดูแลป้องกันทรัพย์สินตัวเอง และกระทำการด้วยความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นที่ผ่านมา ปัญหาการโจรกรรมรถในประเทศไทย ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จะมัวแต่หวังพึ่งตำรวจที่ปลายเหตุอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องป้องกันที่ต้นเหตุด้วย



