
สถาบันศึกษาทางทหารของอินเดีย(จบ)
สถาบันศึกษาทางทหารของอินเดีย(จบ) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
ได้มีโอกาสเดินทางเยี่ยมชมสถาบันการศึกษาทางทหารหลายแห่งของทั้งสามเหล่าทัพในสี่แคว้นใหญ่ของอินเดีย คือ แคว้นเกรละ อานธรประเทศ มหาราษฏระ และมัธยประเทศ ในตอนที่แล้วกล่าวถึงเมืองโคชิน ที่ตั้งหน่วยบัญชาการทางเรือภาคใต้ และเมืองไฮเดอราบัด ที่วิทยาลัยการจัดการป้องกันประเทศ และสถาบันทางวิศวกรรมทหาร ตั้งอยู่
ที่แคว้นไฮเดอราบัดยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศอินเดียอีกด้วย หลังจากนักเรียนนายเรืออากาศจบจากโรงเรียนรวมเหล่าแล้ว ที่เป็นเหล่านักบินก็จะมาฝึกที่นี่ ปัจจุบันเครื่องบินเจ็ตใช้พิลาตุสของสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่เครื่องบินลำเลียงในการฝึกบินขั้นสูงจะไปฝึกที่มุมไบ ที่นี่ยังได้ชมการตรวจด้านเวชศาสตร์การบิน รวมทั้งลองเข้าห้องทดสอบความกดอากาศที่อินเดียสร้างเองและห้องทดสอบการหลงฟ้าของอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ยังได้ชมพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนที่เก็บเครื่องบินฝึกทุกรุ่นและยุทโธปกรณ์ต่างๆ เอาไว้ ที่น่าสนใจคือ จัดแสดงดินจากเมืองโพคาราน แคว้นราชสถาน ซึ่งเป็นที่อินเดียเคยทดลองนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อปี 2517 เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นหลังฮึกเหิมต่อไป
จากไฮเดอราบัด บินต่อไปยังเมืองปูเน่ แคว้นมหาราษฏระ ออกไปนอกเมืองอยู่กลางป่าเพื่อชมบ้านของโรงเรียนรวมเหล่า ที่นี่นักเรียนนายทหารจะเรียนร่วมกันปีหนึ่ง ก่อนแยกเหล่าไปเรียนนายร้อย นายเรือ หรือนายเรืออากาศ ที่อากาศเรียนภายในโรงเรียนรวมเหล่าแห่งนี้นั่นเอง อีกสองปี ได้ วศ.บ. ก่อนแยกย้ายไปเรียนโรงเรียนเฉพาะทาง เช่น การบินหรือช่างอีกหนึ่งปีจึงติดยศ ในที่นี้เราได้มีโอกาสชมตึกประวัติศาสตร์ของนายร้อย ชื่อตึกซูดาน ซึ่งประเทศแอฟริกาประเทศนี้ปลื้มใจที่อินเดียส่งทหารไปช่วยรบในสงครามแอฟริกันตะวันออก จึงออกเงินช่วยสร้างในปี 2502 และได้ชมการเรียนการสอนของนายเรือที่อ่าวนกยูง รวมทั้งแล่นเรือฝึกในทะเลสาบคาดักสวาสลา
บินต่อไปยังแคว้นมัธยประเทศ เยี่ยมชมเมืองชื่อมาวว ที่ตั้งของโรงเรียนทหารบกหลายแห่ง แห่งแรกที่เยี่ยมชมคือ ศูนย์การทหารราบ ที่มีโรงเรียนฝึกสอนยิงปืนเพื่อแข่งขันและเป้าบินสกีต ซึ่งเป็นโรงเรียนสร้างชื่อให้แก่กองทัพบกอินเดีย เพราะเคยสร้างคนถึงแชมป์โอลิมปิกมาแล้วในปี 2547 จากนั้นเยี่ยมชมวิทยาลัยการทัพบก ที่แบ่งออกเป็นสามหลักสูตรย่อย คือ โรงเรียนชั้นนายร้อย โรงเรียนชั้นนายพัน และโรงเรียนการทัพ แต่ละโรงเรียนมีอุปกรณ์ ห้องเรียนและสภาพแวดล้อมที่ทันสมัยมาก แต่ละหลักสูตรจะเรียน 9 เดือน จากนั้นหกสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นเจ้าภาพให้ ทร. และทอ. มาฝึกร่วมที่นี่ จากนั้นเยี่ยมชมศูนย์การทหารสื่อสารเป็นที่สุดท้าย ได้ความรู้ทั้งระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย ไปจนถึงเรื่องของไซเบอร์
สรุปได้ว่า ในยามที่ชาติตะวันตกปิดประตูหลายบานใส่กองทัพไทย แต่การพัฒนากำลังพลให้ทันต่อวิทยาการด้านการทหารยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น สถาบันทางทหารของอินเดียเป็นตัวเลือกที่เหมาะเยี่ยม ไม่เพียงแต่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอน แต่ขีดความสามารถและอุปกรณ์ต่างๆ มิได้ด้อย มิฉะนั้นคงเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ประเทศกำลังพัฒนาในมหาสมุทรอินเดียอันกว้างขวางส่งคนมาเรียนไปไม่ได้ เราจึงควรพิจารณาส่งคนมาเรียนในระดับต่างๆ เช่น ระดับเหล่าชั้นนายร้อยในหลายโรงเรียน ที่ไทยเคยส่งมาก่อนแต่ขาดช่วงไป หรือวิทยาลัยการทัพบก ที่ก่อตั้งมากว่ากึ่งศตวรรษ แต่ไม่เคยมีการส่งทหารไทยมาเรียนเลย



