ข่าว

 ลั่น3เดือนกำจัดสินค้าไร้มาตรฐาน

ลั่น3เดือนกำจัดสินค้าไร้มาตรฐาน

01 ก.ย. 2557

ลั่น3เดือนกำจัดสินค้าไร้มาตรฐาน สมอ.พุ่งเป้า'เหล็กเส้น-ของเล่น-แบตเตอรี่มือถือ' : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

                ปัจจุบันสินค้าในตลาดมีทั้งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย และมีสินค้าบางส่วนที่ลักลอบผลิต หรือนำเข้ามาจำหน่ายโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่ากำลังเลือกซื้อสินค้าที่นำอันตรายมาให้ ซึ่งล้วนเป็นของใช้ใกล้ตัวแทบทั้งสิ้น เช่น กรณีของโทรศัพท์มือถือระเบิดขณะใช้งาน ก็มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่ไม่ได้มาตรฐาน หรือกรณีตึกถล่มเมื่อเร็วๆ นี้ ก็สันนิษฐานว่าใช้โครงสร้างเหล็กเส้นที่ไม่แข็งแรงไม่ได้มาตรฐานเช่นกัน ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เล็งเห็นความสำคัญเรื่องดังกล่าวและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและกวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ออกจากตลาดให้หมดโดยเร็ว
 

ตั้งเป้า3เดือนกำจัดสินค้าไร้มาตรฐาน

                นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สมอ.มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคให้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้ามาจำหน่าย และอีกบทบาทยังต้องดูแลสินค้าที่ผลิตในประเทศให้ได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ด้วย ซึ่งนโยบายเร่งด่วนในช่วงสั้นนี้ สมอ.ได้รับมอบหมายจาก คสช. ให้เร่งตรวจสอบและขจัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในรายการมาตรฐานบังคับจำนวน 105 รายการ อย่างเช่น หมวกกันน็อก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ทีวี ตู้เย็น แบตเตอรี่มือถือ ผงซักฟอก ของเล่นเด็ก เป็นต้น

                นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงสินค้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง อย่างเหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ สายไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า เพราะล้วนเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะได้ ซึ่งจากการตรวจสอบมีบ้างที่ผู้ประกอบการนำเหล็กไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่าย ทำให้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะหากเป็นเหล็กที่ผลิตในประเทศต้องได้รับ มอก. จึงจะนำมาจำหน่ายได้

                “คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่าสินค้าใดต้องได้ตามมาตรฐาน มอก. จึงจะถือว่าปลอดภัย เบื้องต้นให้สังเกตตราสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมและมีวงกลมล้อมรอบ ส่วนที่ไม่มีวงกลมล้อมรอบนั้น ถือว่าได้ตามมาตรฐานทั่วไป ซึ่งการตรวจจับกวาดล้างสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถือเป็นงานเร่งด่วนที่ สมอ. ตั้งเป้าดำเนินงานภายใน 3 เดือน เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนตามนโยบายของ คสช. และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐาน” เลขาธิการ สมอ. กล่าว

                ทั้งนี้ สมอ.จะพิจารณาเพิ่มรายการสินค้ามาตรฐานบังคับทุกปี โดยภายในเดือนธันวาคมนี้จะเพิ่มรายการหมวกกันน็อกตามมาตรฐานใหม่ ที่ใช้ได้เหมือนกันหมดในอาเซียน จากเดิมที่ใช้มาตรฐานของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับและมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ตามมาตรฐานใหม่จะมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น น่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือนมกราคมปีหน้า ระหว่างนี้ผู้ประกอบการก็จะมีเวลาในการปรับตัวในกระบวนการผลิตหรือนำเข้าสินค้าตามมาตรฐานใหม่นี้ โดยก่อนหน้านี้ สมอ.ได้เรียกผู้ผลิตและจำหน่ายหมวกกันน็อกจำนวน 44 ราย มาหารือทำความเข้าใจร่วมกันแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการออกประกาศและสร้างความชัดเจนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งระยะต่อไปคงต้องจัดอบรมผู้ใช้ด้วยเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในการใช้สินค้าที่ได้มาตรฐานและช่วยสร้างความปลอดภัยได้มากขึ้น

                นอกจากหมวกกันน็อกแล้ว ยังมีสินค้าในกลุ่มสีทาอาคารชนิดไร้สารตะกั่ว และแบตเตอรี่ที่ใช้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือคอมพิวเตอร์ ที่จะประกาศมาตรการใหม่ในสิ้นปีนี้ ขณะที่แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือนั้น เป็นสินค้าในกลุ่มมาตรฐานบังคับอยู่แล้ว จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ซึ่งกรณีที่มีข่าวระเบิดน่าจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายที่อาจลักลอบนำมาขายตามตลาดนัด ส่วนแบตเตอรี่ที่ติดมากับมือถือไม่ใช่สินค้ากลุ่มมาตรฐานบังคับ เพราะมีหน่วยงานอื่นดูแลอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ สมอ. เคยมีแนวคิดจะดึงมือถือเข้ามาเป็นสินค้ามาตรฐานบังคับ เพราะถือเป็นสินค้าที่กระทบกับผู้ใช้ในวงกว้าง แต่ก็ไม่ได้รับการยินยอมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งในอนาคต สมอ.ก็จะพยายามดึงมือถือเข้ามาเป็นสินค้าตามมาตรฐานบังคับให้ได้

กระตุ้นเอกชนขอใช้มาตรฐานทั่วไป

                นายอุฤทธิ์ยอมรับว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการยังไม่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ต้องมีตราสัญลักษณ์ทั่วไปมากนัก เพราะยังใช้วิธีการสมัครใจ เอกชนจึงอาจมองว่าต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการยื่นขอตราสัญลักษณ์ โดยรายที่เข้ามาขอส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ขายให้ภาครัฐ เพราะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐกำหนดให้ต้องเป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน มอก. ซึ่งดูได้จากจำนวนการประกาศมาตรฐานทั่วไปของ สมอ. ที่มีถึง 2,842 มอก. แต่มีจำนวนมาตรฐานที่มีผู้ได้รับใบอนุญาตหรือมาใช้บริการเพียง 572 มอก. เท่านั้น และจากจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตสะสมจนถึงเดือนมิถุนายน 2557 มีจำนวน 9,517 ราย จำนวนใบอนุญาตรวม 47,773 ฉบับนั้น ประมาณ 90% เป็นสินค้าในกลุ่มมาตรฐานบังคับ

                "สินค้าที่อยู่ในประเภทมาตรฐานทั่วไปจะมีทั้งของกินและของใช้ เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำมันพืช ซอส น้ำดื่ม อุปกรณ์กีฬา ปากกา ดินสอ น้ำยาล้างจาน รวมถึงมือถือและโน้ตบุ๊กด้วย เป็นต้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีความตื่นตัวหรือสนใจที่จะตรวจสอบตราสัญลักษณ์ มอก.ก่อนซื้อ"

                ทั้งนี้ สมอ.มีนโยบายจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอใบอนุญาตมาตรฐานทั่วไปเพิ่มขึ้นให้ได้ปีละ 8-10 ราย และเพิ่มรายการสินค้าให้ได้ปีละ 10-15 รายการ เพราะปัจจุบันมีสินค้าใหม่ๆ ตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดย สมอ.ได้จัดทำโครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นขอ มอก. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือเสียน้อยที่สุด เพราะสินค้าที่ได้ มอก. ก็จะได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อสามารถส่งไปขายยังต่างประเทศได้ด้วย ในส่วนของผู้บริโภคก็ต้องเร่งปลุกจิตสำนึกให้เลือกซื้อสินค้าที่มี มอก.มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                ส่วนการจะดึงสินค้าใดเข้ามาอยู่ในรายการมาตรฐานทั่วไปนั้น จะมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเดิมมีกว่าพันชุด เพราะมีรายการสินค้าจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลา ต่อไปจึงจะจัดหมวดหมู่ประเภทของสินค้าและลดจำนวนกรรมการเหลือเพียง 67 ชุด เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการจะประกาศว่าสินค้าใดต้องได้รับอนุญาต มอก.นั้น ค่อนข้างต้องใช้เวลา เพราะเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ร่นเวลาให้ใบอนุญาตหวังจูงใจ

                สำหรับการสนับสนุนผู้ประกอบการนั้น ส่วนที่ดำเนินการไปแล้วคือ การปรับลดกระบวนการออกใบอนุญาตมีความรวดเร็วยิ่งขึ้นตามนโยบาย คสช. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการทำงานการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน และทำให้เกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง สมอ.จะดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศที่ได้รับการตรวจรับรองและขึ้นทะเบียนไว้แล้วเพียงครั้งเดียว เพื่อลดภาระต้นทุน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าที่ได้มีการนำเข้าจากโรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว

                “การดำเนินการดังกล่าว จะทำให้ผู้นำสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศจำนวนมาก มีการนำเข้าจากโรงงานที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนโดย สมอ.แล้ว มีความสะดวกและคล่องตัว จากเดิมที่ต้องมีการตรวจสอบโรงงานซ้ำและหลายๆ ครั้งในแต่ละปี เนื่องจากที่ผ่านมาผู้นำเข้าสินค้าแต่ละรายจะต้องยื่นคำขอเพื่อให้ สมอ.ตรวจสอบและรับรองสินค้าที่ได้มีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ และในบางครั้งสินค้าเหล่านั้นผลิตจากโรงงานที่ได้มีการตรวจสอบและรับรองซ้ำกับคำขอของผู้นำเข้ารายอื่นจากโรงงานเดียวกันแล้ว”

                นอกจากนี้ สมอ.ยังมีเป้าหมายที่จะทำงานร่วมกับเอกชนเหมือนการเป็นเพื่อนที่ดีของผู้ประกอบการ ทั้งการให้คำแนะนำและสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ เช่น สมอ.จะไม่มีการตรวจประเมินโรงงาน หรือตรวจสอบตัวอย่างซ้ำซ้อน ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้มีการตรวจรับรองจากหน่วยตรวจสอบและประเมินภาคเอกชน หรือ Inspection Body (IB) ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก สมอ. ซึ่งมีจำนวน 12 รายแล้ว เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้บริการหน่วยตรวจสอบของเอกชนมากขึ้น

                “การใช้หน่วยตรวจสอบของเอกชนมีข้อดี ทั้งรวดเร็วและค่าใช้จ่ายลดลง โดยสมอ.มีนโยบายจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งหากทำตามแนวทางขั้นต้นทั้งหมดก็จะช่วยร่นระยะเวลาออกใบอนุญาตได้ภายใน 26 วันตั้งแต่ได้มีการยื่นเรื่องเข้ามา ซึ่งจะส่งผลดีช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตหรือนำเข้าได้อย่างแม่นยำขึ้น” เลขาธิการ สมอ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ สมอ.จะยอมรับใบรับรอง การรับรองระบบการบริหารงานคุณภาพ ไอเอสโอ 9001 หรือ มอก.9001 และจะลดขั้นตอนโดยเหลือเพียงการตรวจประเมินเพิ่มเติมในข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับตัวผลิตภัณฑ์ เช่น การควบคุมวัตถุดิบ การควบคุมระหว่างการผลิต เพื่อความมั่นใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐาน มอก. เท่านั้น
 

สร้างเครือข่ายปูพรมตรวจสินค้า

                นายอุฤทธิ์กล่าวอีกว่า สมอ.ยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบทั้งผู้ผลิตสินค้าในประเทศและผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศกรณีที่มีผู้นำเข้าสินค้ามาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งหากสินค้าใดเข้ากลุ่มมาตรฐานบังคับจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อน หากไม่ขออนุญาตและมีการนำไปจำหน่ายจะมีโทษปรับ 1 ล้านบาท และจำคุก 2 ปี และกรณีของผู้จำหน่ายที่ไม่ได้รับอนุญาตปรับ 5,000 บาทถึง 5 หมื่นบาท และจำคุก 1 เดือน โดยบทลงโทษอาจจะยังไม่รุนแรงพอ จึงอยู่ระหว่างทบทวนการเพิ่มโทษให้หนักขึ้น ทั้งผู้ผลิตและผู้นำข้าและผู้จำหน่ายต่อไป

                อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการลงพื้นที่ตรวจสอบสินค้าที่ผ่านมา กำลังเจ้าหน้าที่ของ สมอ. มีไม่เพียงพอ โดยมีเพียง 443 อัตรา ทำให้ สมอ.ต้องทำงานร่วมมือกับศูนย์ดำรงธรรมเพื่อสร้างเครือข่ายในการทำงานผ่านโครงการติวเข้ม Train of The Trainer และจะมีการออกบัตรประจำตัวและใบอนุญาตให้แก่เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ที่ผ่านมาฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามแล้ว โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวน 150 คน ซึ่งจะมีการฝึกอบรม สอจ. ใน 4 ภูมิภาค เริ่มจากในกรุงเทพฯ ก่อนกระจายไปภาคอื่นๆ และกำหนดการอบรมให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2557 นี้

                ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ด้านมาตรฐานและการตรวจควบคุมสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ โดยหลังจากได้ใบอนุญาตแล้วจะปูพรมตรวจสอบควบคุมสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่มีสินค้าลักลอบในเขตชายแดน รวมไม่น้อยกว่า 152 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับจากนี้

                อีกทั้ง สมอ. ยังร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันรณรงค์ สร้างจิตสำนึก และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการบริโภคสินค้าที่มีมาตรฐาน มอก. เพราะถือเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนทั่วทุกภูมิภาค มีอยู่ในทุกตำบลของประเทศไทย จึงมีศักยภาพในการเผยแพร่ความรู้ด้านการมาตรฐานไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนสามารถเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส กรณีพบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

                “อย่างน้อยต้องมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตว่าสินค้าใดมีมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน เพื่อจะได้นำไปถ่ายทอดต่อกับประชาชนในพื้นที่ได้เลือกซื้อสินค้าได้คุณภาพและมีความปลอดภัย เช่น วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างบ้าน หรือเครื่องไฟฟ้า เป็นต้น”

                นายอุฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี สมอ.อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานของไทยให้เป็นสากลด้วย เพราะเมื่อรวมเป็นเออีซี สินค้าที่เข้าออกระหว่างประเทศสมาชิก 10 ประเทศต้องมีมาตรฐานเดียว รวมทั้งต้องมีราคาเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน ซึ่งมี 34 รายการในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมี 19 รายการที่ต้องดำเนินการปรับมาตรฐานใหม่และดำเนินการไปแล้ว 17 รายการ ยังเหลือเพียงยางล้อรถบรรทุกและรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น
 

สินค้านวัตกรรมเข็นไม่ขึ้นสนช.ชงรื้อโครงสร้าง-ดันวาระแห่งชาติ 
 
                 นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า ในฐานะที่ สนช.ส่งเสริมการผลิตสินค้าที่หันมาใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความตื่นตัวของผู้ประกอบการยังมีค่อนข้างน้อย โดยมีผลงานที่ส่งเข้ามาประกวดเพียงปีละไม่ถึง 300 โครงการเท่านั้น เทียบกับประเทศอื่นๆ ควรจะมีถึง 500 โครงการต่อปี ขณะที่มีการนำไปต่อยอดผลิตสินค้าในเชิงพาณิชย์มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมชีวการแพทย์และธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ 
 
                 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ สนช.อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทำให้ไม่มีแขนขาหรือต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ได้มากนัก จึงอยากให้รัฐบาลใหม่หยิบยกเรื่องนวัตกรรมเป็นวาระแห่งชาติ และปรับโครงสร้าง สนช. โอนย้ายไปขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงอุตสาหกรรม น่าจะมีความเหมาะสมกว่า เพื่อจะทำงานได้อย่างจริงจังและถึงลูกถึงคนมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตไม่มีการโฟกัสเป็นรายอุตสาหรรม และไม่มีการวางโครงสร้าง หรือแพลตฟอร์มที่ดีพอ โดยต่อไปเห็นว่า การส่งเสริมสินค้าเชิงนวัตกรรมของไทยควรพุ่งเป้าไปทางด้านเกษตรกรรมที่ประเทศไทยมีความพร้อม และด้านท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากกว่าประเทศอื่นๆ 
 
                 “หากจะพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจในการผลิตสินค้า ไม่จำเป็นต้องวิจัยสร้างความรู้ใหม่ แต่สามารถเอาองค์ความรู้ที่มีมาใช้ประโยชน์และต่อยอดไปได้เร็วขึ้นที่ของไทยและของต่างชาติ ขอให้เป็นธุรกิจของคนไทย ทาง สนช.พร้อมให้การสนับสนุน โดยที่ผ่านมาพบว่า 50% ที่นำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรมแล้วประสบความสำเร็จ” 
 
                 สำหรับโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ สนช.วางไว้ ขณะนี้มี 5 ด้าน คือ ครัวไทยสู่ครัวโลก เกษตรอินทรีย์ วัสดุชีวภาพ ชีวการแพทย์และพลังงานสะอาด โดยจะมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานหรือสนับสนุนโครงการที่ชัดเจนแต่ละปี โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสนับสนุนไปแล้ว 1,048 โครงการใช้เงินไป 876 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 17,109 ล้านบาท 
 
                 นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การจะจูงใจให้เอกชนไทยหันมาผลิตสินค้าหรือบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น ภาครัฐต้องมีนโยบายหรือกลไกลพิเศษในการสนับสนุน โดยเห็นว่าควรใช้มาตรการด้านการคลังมากกว่าจะใช้มาตรการด้านการเงิน เช่น หากเป็นโรงงานที่ใช้นวัตกรรมก็อาจยกเว้นภาษีให้ 3 ปี แต่หากยังใช้แรงงานจำนวนมากก็อาจลงโทษด้วยการเก็บภาษีให้มากขึ้นเป็นต้น หรืออาจตั้งกองทุนวงเงิน 7,000 ล้านบาท มาสนับสนุนการลงทุนก็น่าจะกระตุ้นให้เอกชนมีความตื่นตัวได้มากขึ้น 
 
                 อย่างไรก็ตาม สนช.ยังเดินหน้าจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ โดยมีนี้จะตัดสินและมอบรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2557 ซึ่งมีทั้งสิ้น 10 รางวัล 2 ประเภท คือ รางวัลนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม ที่สำคัญจะต้องเป็นผลงานที่มีการนำไปใช้จริงหรือจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้วเท่านั้น รวมทั้งก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ส่งผลดีต่อชุมชนท้องถิ่นและเศรษฐกิจระดับรากหญ้าด้วย