ข่าว

ควบกระบะชนต้นไม้รถพังยับดับคาที่

ควบกระบะชนต้นไม้รถพังยับดับคาที่

31 ส.ค. 2557

ควบกระบะชนต้นไม้หัก รถพังยับคนขับตายคาที่ เหตุฝนตกถนนลื่น

 
 
          วันที่ 31 ส.ค.57 หนุ่มควบกระบะเสียหลัก ชนต้นไม้ข้างถนนเสียชีวิตคาที่รายนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.00น.ที่ผ่านมา ร.ต.ท.วิษณุ เขาวง ร้อยเวร สภ.เมืองตราด ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ภายใน ที่บริเวณหลักกม.ที่ 6ถนนสุขุวิท ขาออกจากตัวเมืองตราด ใกล้สะพานข้ามคลลองท้ายวัง ต.วังกระแจ ะ อ.เมือง จ.ตราด หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยบุญช่วยเหลือ จ.ตราด
 
          เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 1ฒก-2988 กทม. ชนต้นไม้ข้างถนนหักโค่น และเสียหลักตกลงไปอยู่ในคูน้ำข้างถนน สภาพรถด้านหน้าชนต้นไม้พังยับเยิน ส่วนข้างขวาด้านคนขับ มีรอยกระแทกกับต้นไม้จนประตูพังยับอัดติดกับตัวถัง ภายในพบผู้เสียชีวิต 1ราย อาสาสมัครกู้ภัยต้องใช้รถชักลากรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุขึ้นมาจากคูน้ำข้างถนน และใช้เครื่องตัดถ่าง ช่วยกันตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากรถยนต์ 
 
          เบื้องต้นพบว่าเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี ไม่พบหลักฐานระบุว่าเป็นใคร จึงให้อาสาสมัครสมาคมกู้ภัยบุญช่วยเหลือ นำศพส่งแพทย์เวร รพ.ตราด ชันสูตรอีกครั้ง 
 
          จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ว่า ก่อนเกิดเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต ขับรถคันเกิดเหตุมาจากตัวเมืองตราด มุ่งหน้าไปทางอำเภอเขาสมิง ช่วงเวลาดังกล่าวฝนตกถนนลื่น และรถยนต์คันดังกล่าว ขับมาด้วยความเร็วเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีน้ำขังบนผิวจราจร ทำให้รถยนต์เกิดเสียหลัก พุ่งออกข้างถนน ชนต้นไม้และตกลงไปในคูน้ำดังกล่าว
 
          เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ทำการยกรถคันเกิดเหตุไปไว้ที่ สภ.เมืองตราด เพื่อรอดำเนินการต่อไป
 
 
 
 
รถนักท่องเที่ยวพุ่งตกหน้าผา"ภูทับเบิก"ดับ3
 
          จากกรณีเกิดอุบัติเหตุรถยนต์นักท่องเที่ยวพุ่งตกเหวที่ ภูทับเบิก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยกันทั้ง 3 คน เสียชีวิต สำหรับอุบัติเหตุในครั้งนี้  ร.ต.ท.กิตติศักดิ์  คำสนิท  พนักงานสอบสวน สภ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 57 เวลา 20.30 น. ว่ามีรถนักท่องเที่ยวพุ่งตกหน้าผาบนภูทับเบิก ที่ความลึกกว่า  250 เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย  จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ทหารอากาศ สถานีรายงานภูหมันขาว และมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบ 
 
          บริเวณที่เกิดเหตุเป็นจุดชมวิวสูงสุดของภูทับเบิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัด บริเวณหมู่ 16 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์  ที่เกิดเหตุพบรั้วไม้กั้นนักท่องเที่ยวบริเวณหน้าผา มีร่องรอยถูกชนพังเสียหาย  เจ้าหน้าที่ทหารอากาศ สถานีรายงานภูหมันขาว พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูกว่า 60 นาย ต้องเดินเท้าและใช้เชือกโรยตัวไปตามหน้าผาที่มีความลาดชัน และลื่น เนื่องจากฝนตกหนัก รวมถึงหมอกลงหนา ทำให้เป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และการนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากก้นเหว
 
          เมื่อเดินทางที่จุดที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียน ษฬ 490 กรุงเทพมหานคร ในสภาพหงายตะแคงข้างพังยับเยิน  ทางเจ้าหน้าที่จึงเร่งใช้เครื่องมือตัดถ่างเพื่อนำผู้บาดเจ็บออกจากรถนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน   พร้อมนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากรถต้องใช้เวลานานกว่า  2 ชั่วโมง  จึงสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้   จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นส.มะลิจันทร์  อุ่นเพ็ง อายุ  33 ปี ชาวบ้านใน ต.อำนาจ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ  อีกรายเป็นหญิงไม่ทราบชื่อ ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นหญิง อาการสาหัส ไม่รู้สึกตัวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า  และเสียชีวิตในเวลาต่อมา   
 
          “จากการสอบถามเจ้าของงรีสอร์ทที่ทั้ง 3 คนติดต่อจองห้องพัก ทราบว่า  ทั้ง 3 คน ขับรถตระเวนท่องเที่ยวมาจากริมฝั่งแม่น้ำโขง   แล้วมาท่องเที่ยวเที่ยวต่อที่ จ. เลย  จากนั้นจึงเดินทางมาที่ภูทับเบิก  คาดว่าจะมาชมพระอาทิตย์ตกดิน    โดยผู้ตายขับรถขึ้นไปบนลานกว้าง คาดว่าน่าจะพยายามกลับรถเพื่อเดินทางกลับ  แต่วิสัยทัศน์ สภาพอากาศที่มีหมอกลงหนาจัดจนทำให้มองไม่เห็นเส้นทาง  และไม่ชำนาญเส้นทาง   เกิดเหยียบคันเร่งทำให้รถพุ่งชนรั้วไม้ตกหน้าผา”ร.ต.ท.กิตติ  กล่าว 
 
          ร.ต.ท.กิตติ  กล่าวว่า สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย  เจ้าหน้าที่ได้นำไปไว้ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า   เพื่อรอญาติมาติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศล   พร้อมเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาภูทับเบิกในระยะนี้ ให้ขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากสภาพถนนมีความคดเคี้ยว มีทางโค้งอันตราย  และสูงชัน ประกอบกับระยะนี้ ฝนตกถนนลื่น  มีหมอกหนา ยิ่งทำให้เป็นอันตรายสำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง