
ส.พระปกเกล้าชงปราบโกงวาระชาติ
เวทีสัมมนาสถาบันพระปกเกล้า ดัน 'ปราบทุจริต' เป็นวาระชาติ ชี้ผู้นำอย่าแค่พูดต้องทำจริง 'ประยุทธ์'โยก'ไพบูลย์'เป็นรองปลัดกห.
สถาบันพระปกเกล้าได้จัดสัมมนาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยหลายภาคส่วนเห็นว่าควรยกเป็นวาระชาติ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในงานสัมมนา "ปฏิรูปประเทศไทย : การต่อต้านการทุจริต" ภายใต้โครงการสัมมนาสู่ทศวรรษที่เก้า : ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตยไทย ของสถาบันพระปกเกล้า โดยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษว่า สถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยมีแนวโน้มที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะจากผลสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสที่ไทยถูกลดอันดับจากลำดับที่ 88 ไปอยู่ที่ 102 รวมถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่ให้การยอมรับการทุจริตเกิดขึ้นหากได้ประโยชน์
แนะผู้นำปราบโกงมากกว่าแค่พูด
ส่วนสาเหตุของการคอร์รัปชั่นมาจาก 3 สาเหตุ คือ 1.สถานการณ์ที่เอื้อต่อพวกพ้อง เช่น การเขียนกฎหมายเพื่อเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น 2.การกระจายความมั่นคั่งที่ไม่เท่าเทียม หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระหว่างหน่วยงานทำให้การทุจริตทำได้ง่าย และ 3.ปราศจากสถาบันทั้งภายในและภายนอกของหน่วยงานรัฐต่อการดำเนินการป้องกันและปราบปราม รวมถึงตรวจสอบการทุจริต ดังนั้นประเด็นที่จะลดการทุจริตได้ที่สำคัญคือลดผูกขาด, ลดการดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึงให้บทบาทการตรวจสอบอย่างมีอิสระ สร้างคุณภาพในการกำกับด้วยการไม่เลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนั้นต้องให้กลไกตรวจสอบผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตดำเนินได้โดยเร็ว
"กติกาในปัจจุบันเหมือนกับสร้างความเข้มแข็งเรื่องป้องกันการทุจริต แต่กลับพบว่ากติกานั้นได้ห้ามคนสุจริตทำงานด้วย ดังนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องยกระดับการปราบปรามและป้องกันทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ และสร้างกลไกและความเข้มแข็งทางสังคม ในประเด็นค่านิยมด้านการซื่อสัตย์สุจริต ไม่ยอมรับการทุจริต ที่ถือเป็นคำตอบที่สำคัญ" นายวุฒิสารกล่าวและว่า ในส่วนผู้นำประเทศต้องทำเป็นตัวอย่าง ในปัจจุบันแม้ผู้นำจะมีคำกล่าวที่สะท้อนถึงการรังเกียจการทุจริต แต่เพียงคำกล่าวอย่างเดียวไม่พอ ต้องปฏิบัติด้วย ประเด็นการผลัดกันเกาหลังต้องหยุด
จี้ออกก.ม.กันผลประโยชน์ขัดกัน
น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กล่าวในงานเดียวกันถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ.2546-2556 ที่จัดทำโดยสำนักวิจัยและพัฒนา พบว่า ประชาชนมีประสบการณ์พบเห็นการทุจริตด้วยตนเอง และหลังจากที่พบและทราบแล้วพฤติกรรมหลังจากนั้นตามผลสำรวจที่มียอดสูงสุดคือ อยู่เฉยๆ คิดเป็นร้อยละ 68.13 รองลงมาคือการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ระบุชื่อตนเอง ร้อยละ 16.31และเขียนแจ้งไปยังหนังสือพิมพ์แต่ไม่ระบุชื่อตนเอง ร้อยละ 8.5
นอกจากนั้นในประเด็นมุมมองและการยอมรับการทุจริตที่สำรวจเมื่อปี 2556 พบค่านิยมต่อการทุจริต ร้อยละ 67.9 ไม่ยอมรับการติดสินบนในการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ และพบว่ามีผู้ที่ยอมรับได้ทุกรูปแบบ มีเพียงร้อยละ 0.3 โดยคนในสัดส่วนดังกล่าวพบว่า เป็นเพราะการไม่เคร่งศาสนา อยู่ในเพศหญิงมีความเห็นด้านลบต่อมาตรฐานการครองชีพที่ดีอีก 10 ปีข้างหน้าและพฤติกรรมไม่ติดตามข่าวสาร ดูแต่ละคร
น.ส.ถวิลวดี กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการป้องกันการคอร์รัปชั่นหรือสร้างทัศนคติให้ประชาชนนั้น ส่วนตัวเห็นว่าในระยะเร่งด่วนที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่อยู่ คือการยกร่างกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพื่อใช้เป็นกลไกคุมนักการเมือง รวมถึงออกกลไกที่สนับสนุนต่อการคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจ ทั้งด้านจริยธรรม และคุณธรรม
มหาดไทยตั้งศปท.เน้นโปร่งใส
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 69/2557 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก็ได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชนกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในส่วนกลางภูมิภาคและท้องถิ่น จึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมากโดยนอกจากจะได้กำชับเน้นย้ำให้บุคลากรในสังกัดยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัดแล้ว กระทรวงยังได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกระทรวงมหาดไทย" (ศปท.) เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าวขึ้นเป็นการเฉพาะโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ “มหาดไทยใสสะอาด” ระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงานยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
"แผนมหาดไทยสะอาดจะประกอบด้วยมาตรการสำคัญ 5 ด้านคือ 1.การป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 2.การพัฒนาระบบการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลยิ่งขึ้น 3.การวางระบบมาตรฐานความโปร่งใสในการให้บริการปิดช่องทางที่จะเอื้อต่อการกลั่นแกล้งบังคับขู่เข็ญ เรียกร้องผลประโยชน์ 4.การกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อลดการใช้ดุลพินิจและช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบและ 5.การกำหนดบรรทัดฐานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ธรรมาภิบาลและปรับปรุงระบบบริหารบุคคลให้เอื้อต่อเรื่องดังกล่าว" นายวิบูลย์ กล่าว
ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวอีกว่า จะมีมาตรการลงลึกไปถึงกระบวนงานสำคัญทั้งในส่วนของกรมรัฐวิสาหกิจในสังกัด จังหวัด อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจทำให้เกิดการทุจริตได้ง่ายหรือมีการร้องเรียนเข้ามามาก โดยจะมีการกำหนดแนวทางแก้ไขในแต่ละกระบวนงานไว้อย่างครอบคลุมชัดเจน อีกทั้งจะมีระบบการตรวจสอบติดตามประเมินผลตลอดจนการดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด เพื่อให้นโยบายดังกล่าวบรรลุตามเจตนารมณ์ของ คสช. และป้องกันมิให้ปัญหาการทุจริตคิดมิชอบ ในวงราชการเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศอีกต่อไป
"ไพบูลย์"ถูกโยกเป็นรองปลัดกห.
รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ลงนามในบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี และส่งให้สำนักราชเลขาธิการ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยรายชื่อมีการปรับเปลี่ยนจากที่มีการเสนอจากเหล่าทัพเพียงบางตำแหน่ง อาทิ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล (ตท.13) เสนาธิการทหาร เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ถูกโยกจาก ทบ.เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากมีข่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ. เพื่อน ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถูกวางตัวให้เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทบ.ขอขึ้นอัตราจอมพลในตำแหน่ง รอง ผบ.ทบ.
กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร (ตท.12) รอง ผบ.ทสส. เป็น ผบ.ทสส. พล.อ.อักษรา เกิดผล (ตท.14) เสนาธิการทหารบก เป็น รองผบ.ทสส. พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ (ตท.13) ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็น รองผบ.ทสส.พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ (ตท.15) เสธ.ทร. เป็น รองผบ.ทสส. พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ (ตท.15) ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) เป็น เสนาธิการทหาร พล.อ.ทวีป เนตรนิยม (ตท.16) หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น ผบ.นทพ.
กองทัพบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร (ตท.14) รอง ผบ.ทบ. เป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ (ตท.12) เป็น รอง ผบ.ทบ. พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 3 เป็น ผช.ผบ.ทบ. พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 และเป็น ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย คสช. เป็น ผช.ผบ.ทบ. พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข (ตท.15) รองเสธ.ทบ. เป็น เสธ.ทบ. พล.อ.วิชิต ศรีประเสริฐ (ตท.13) หน.ฝสธ.ประจำ ผบช. เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. (อัตราจอมพล) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ (ตท.14) รองเสธ.ทบ.เป็น ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. พล.ท.สุชาติ หนองบัว (ตท.15 ) ผช.เสธ.ทบ. ฝ่ายกำลังพล เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทบ.
"กัมปนาท"ขึ้นแม่ทัพภาค 1
ทั้งนี้ ตามโครงสร้างใหม่ได้มีการยุบตำแหน่ง ผช.เสธ.ทบ. 5 ตำแหน่ง และไปเพิ่มอัตราพลโท ในตำแหน่งรอง เสธ.ทบ.อีก 2 ตำแหน่ง เป็น 5 ตำแหน่ง (เดิม 3 ตำแหน่ง) โดยมีชื่อ พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็น รองเสธ.ทบ. พล.ท.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายกำลังพล เป็น รองเสธ.ทบ. พล.ท.ภาณุวัชร นาควงษม์ ผช.เสธ.ทบ.ฝกร. เป็น รองเสธ.ทบ.
รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า ที่น่าสนใจคือการปรับเปลี่ยนแม่ทัพภาคยกแผง ไล่ตั้งแต่ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ (ตท.16) ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายยุทธการ และเป็นหัวหน้าศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ (ตท.18) รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็น แม่ทัพน้อยที่ 1 ขณะที่ พล.ท.จารุเกียรติ ชัยวงษ์ (ตท.14) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ (ตท.15) แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ปราการ ชลยุทธ (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นแม่ทัพภาคที่ 4
สำหรับบัญชีรายชื่อโยกย้ายครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.มีอิทธิพลในการผลักดันโผจากนายทหารที่ใกล้ชิดเข้าสู่ตำแหน่งหลักหลายตำแหน่ง เช่น พล.อ.ศิริชัย ได้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็น ผช.ผบ.ทบ. วางตัวขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป หรือแม้กระทั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่ พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นทหารในสายของ พล.อ.ประวิตร ก็สามารถผลักดัน พล.ท.จารุเกียรติ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้สำเร็จ



