
กลุ่มผลประโยชน์รุก อันตรายรัฐบาล 'ประยุทธ์'
31 ส.ค. 2557
กลุ่มผลประโยชน์รุก อันตรายรัฐบาล 'ประยุทธ์'
เป็นไปตามความคาดหมายต่อการขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เมื่อมีนายกรัฐมนตรีชื่อ "ประยุทธ์" ก็ต้องมีคณะรัฐมนตรีที่ว่ากันว่าจะมาจากทหารส่วนหนึ่ง นอกนั้นจะเป็นภาคเอกชน ซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันดีผสมปนรวมกับอดีตสายการเมืองบางส่วน
ก็อย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าไว้ โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนี้คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนหัวใจ ถ้าเศรษฐกิจไปได้ประชาชนอิ่มท้อง ความคิด ความนิยมด้านบวกก็ยังอยู่กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
แม้เรื่องเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ แต่ทุกรัฐบาลหรือแม้แต่เหตุผลสำคัญของการเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่แล้วคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น นับเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มองข้ามเรื่องนี้ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้ามารับผิดชอบฝ่ายต่างๆ ทางการเมือง รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ เพราะเริ่มมีเสียงครหามาจากหลายส่วนถึงกลุ่มธุรกิจการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ที่พยายามวิ่งเข้าหาศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจากคณะรักษาความสงบฯ โดยตรง หรือผ่านมาทางผู้มีบารมีทางการทหาร
พูดกันได้ว่า "หัวบันไดไม่แห้ง" เนื่องเพราะผู้มีบารมีหลายคนเริ่มถูกทดสอบด้วยผลประโยชน์จำนวนมหาศาล
ที่มีกระแสอยู่ในขณะนี้ ไล่เรียงกันตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้ายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากมีว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่แล้ว จากนั้นจะถึงคิวของรอง ผบ.ตร.ลงไปจนถึงระดับผู้บังคับการ หรือที่เรียกกันชินปากว่า "นายพลเล็ก"
ถนนทุกสายขณะนี้จึงวิ่งเข้าสู่ศูนย์อำนาจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกขานนามว่า "พี่ใหญ่" บรรดานายตำรวจที่ถูกเก็บเข้ากรุ สายตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาลที่แล้ว เริ่มคึกคัก โดยเฉพาะนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการบางคนที่เดินอยู่ในเส้นทาง "บู๊" รู้เห็นอยู่กับธุรกิจรถผิดกฎหมาย กำลังเบียดเข้าใกล้ศูนย์อำนาจใหม่เพื่อขอตำแหน่งระดับผู้บัญชาการ คุมพื้นที่รอบๆ กรุงเทพมหานคร ว่ากันว่าเป็นมือขวาของผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติบางคน
กลุ่มนี้ก็ยังเชื่อมโยงไปถึงผู้มีบารมีทางทหาร โดยใช้เครือข่ายอดีตนายพลตำรวจเก่าเป็นตัวเชื่อม
แม้ล่าสุดหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งห้ามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แต่เหล่านักวิ่งสีกากีก็เริ่มเร่งเครื่องเต็มสูบกันแล้ว
ขณะเดียวกันมีอดีตนายตำรวจใหญ่ร่วมมือกับอดีตข้าราชการระดับสูงภายในกระทรวงการคลัง ที่สนิทสนมอยู่กับกลุ่มอำนาจเก่า หรือที่เรียกกันว่า "บ้านจรัญ" ซึ่งเคยช่วยเหลือด้านคดีกันมา ก็มีกระแสข่าวว่า ได้รวบรวมเงินจำนวนถึง 200-300 ล้านบาทเพื่อขอตำแหน่งเข้าไปคุมงานเกี่ยวกับพลังงาน ว่ากันว่าเงินบางส่วนเริ่มถูกเสนอเข้าหาผู้มีบารมี หรือที่เรียกกันว่า "พี่ใหญ่" ผ่านอดีตนายพลตำรวจคนหนึ่งแล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ทำไมจึงมีกระแสข่าวออกมาว่า จะมีรายชื่อกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอำนาจเก่าหรืออดีตข้าราชการประจำที่ฝักใฝ่การเมืองเข้าไปร่วมทำงานกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย
นอกจากนี้ในการโยกย้ายข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ เริ่มมีข่าวเข้าหูว่า เกิดการวิ่งเต้นหรือจัดโผแต่งตั้งจากกลุ่มที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารกระทรวงเป็นการสับเปลี่ยนวางคนกันภายใน แต่ยังไม่เข้าตา คสช. จึงต้องมีการออกคำสั่งให้เบรกการแต่งตั้งไว้ก่อน
ดังนั้นก้าวย่างของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องตรวจสอบประคองตัวอย่าให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ รุกคืบเข้ามา เพราะจะเกิดวงจรทุจริตคอร์รัปชั่นกลับเข้ามาอีก ทั้งคำครหาหรือกระแสเหล่านี้กำลังแรงขึ้นทุกขณะ
ก้าวย่างสำคัญในขณะนี้คือ หากเกิดปัญหาการทุจริตขึ้นเมื่อใด หนทางคืนความสุขในวันข้างหน้าจะตีบตันและขรุขระอย่างรวดเร็ว จนทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติล้มครืนลงได้ในพริบตา ระวังจะมาเสียของเอากลางทาง



