ข่าว

‘วีระ’ชู‘ปธน.จีน’ต้นแบบปราบทุจริต

‘วีระ’ชู‘ปธน.จีน’ต้นแบบปราบทุจริต

30 ส.ค. 2557

‘วีระ’ชู‘ปธน.จีน’ ต้นแบบปราบทุจริต จี้‘ประยุทธ์’เอาอย่างใช้อำนาจเผด็จการเพื่อแก้ปัญหา - ‘ผอ.ส.วิจัยสถาบันพระปกเกล้า’ ร้อง สนช.เร่งออกก.ม.ป้องกันผลประโยชน์ขัดกัน

 
                        30 ส.ค.57 ในงานสัมมนา "ปฏิรูปประเทศไทย : การต่อต้านการทุจริต" ภายใต้โครงการสัมมนาสู่ทศวรรษที่เก้า : ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตยไทย ของสถาบันพระปกเกล้า ได้มีการอภิปรายหัวข้อ"ปฏิรูปประเทศไทยด้วยการต่อต้านการทุจริต" โดยนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น กล่าวว่าจากประสบการณ์ทำงานในภาคประชาชนที่ให้มีส่วนร่วมแก้ไขหรือปราบปรามการทุจริตพบความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง คือ การขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปและไม่เกิดขึ้นอีกนั้นไม่สามารถทำได้สังคมประกอบด้วยคนที่มีกิเลส มีอำนาจอยู่ แต่ทางที่จะทำให้โอกาสเกิดทุจริตน้อยลงหรืออยู่ในวงจำกัดเป็นส่วนที่สำคัญต่อการแก้ปัญหาให้ประสบความสำเร็จ ขอให้ทุกภาคส่วนยอมรับความจริงว่าแบบอย่างหรือตัวอย่างของผู้นำที่ไม่ทุจริตเป็นสิ่งที่สำคัญ หากนายกรัฐมนตรีไม่ทุจริต รัฐมนตรีหรือข้าราชการในกระทรวงก็จะไม่ทุจริต ยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่เคยพบว่านายกฯ ไทยไม่ทุจริต ขอให้ยอมรับความจริง อย่าโกหก แม้รัฐบาลจะมีนโยบายปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายสำคัญ แต่ยังพบข้อกล่าวว่าทำทุจริต ดังนั้นการปราบปรามการทุริตที่สัมฤทธิ์ผล รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังต่อการแก้ปัญหาและผู้นำต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง
 
                        นายวีระ กล่าวด้วยว่าคนที่ทำทุจริตมีความเสี่ยงที่จะถูกจับได้น้อย และแม้ถูกจับ ยังมีกระบวนการทางกฎหมาย พรรคพวกที่วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือกันได้ ถ้าคดีถึงที่สุดเขาสามารถซื้อผู้พิพากษาได้ ซื้อเพียงแค่เสียงส่วนใหญ่ก็หลุดจากคดีแล้ว ดังนั้นประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นความยากต่อการรณรงค์และปราบปรามการทุจริตให้สำเร็จ หากสังคมปล่อยให้คนที่ทุจริตคอรัปชั่นมีโอกาสเข้ามามีอำนาจ มาเป็นนักการเมือง
 
                        "ผมได้ฟังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ฐานะหัวหน้าคสช.ระบุถึงนโยบายแก้ทุจริต น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี แต่ผมได้ฟังมาทุกรัฐบาล ทุกผู้มีอำนาจ ผมจึงอยากฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยว่าถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนอย่างนายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีจีน ที่จัดการทุจริตแบบไม่เห็นแก่หน้าใครและเอาตัวเองเป็นต้นแบบ แม้ประเทศจีนจะเป็นประเทศปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่สิ่งที่เขาใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการปัญหาทุจริตได้นั้น ผมมองว่าเรื่องนี้เขาก้าวหน้ากว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่ไม่มีความจริงใจและจริงจังแก้ปัญหา โดยเฉพาะในสังคมไทย ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องเอาตัวเองเป็นต้นแบบ หากไม่ทำ ต่อให้สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเรื่องนี้ไปอีก 10 ปีประเทศไทยก็ไม่พ้นจากการทุจริตคอร์รัปชั่นได้" นายวีระ กล่าว
 
 
‘ผอ.ส.วิจัย สถาบันพระปกเกล้า’ เรียกร้อง สนช. เร่งออกก.ม.ป้องกันผลประโยชน์ขัดกัน
 
 
                        ในงานสัมมนา "ปฏิรูปประเทศไทย : การต่อต้านการทุจริต" ภายใต้โครงการสัมมนาสู่ทศวรรษที่เก้า : ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตยไทย ของสถาบันพระปกเกล้า น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นชองประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ พ.ศ. 2546-2556 ที่จัดทำโดยสำนักวิจัยและพัฒนา พบว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวประชาชนมีประสบการณ์พบเห็นการทุจริตด้วยตนเอง และหลังจากที่พบและทราบแล้วพฤติกรรมหลังจากนั้นตามผลสำรวจที่มียอดสูงสุดคือ อยู่เฉยๆ คิดเป็นร้อยละ 68.13 รองลงมาคือการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ระบุชื่อตนเองร้อยละ 16.31 และเขียนแจ้งไปยังหนังสือพิมพ์แต่ไม่ระบุชื่อตนเองร้อยละ 8.5 นอกจากนั้นในประเด็นมุมมองและการยอมรับการทุจริตที่สำรวจเมื่อปี 2556 พบค่านิยมต่อการทุจริต ร้อยละ 67.9 ไม่ยอมรับการติดสินบนในการปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ และพบว่ามีผู้ที่ยอมรับได้ทุกรูปแบบ มีเพียงร้อยละ 0.3 โดยคนในสัดส่วนดังกล่าวพบว่า เป็นเพราะการไม่เคร่งศาสนา อยู่ในเพศหญิงมีความเห็นด้านลบต่อมาตรฐานการครองชีพที่ดีอีก 10 ปีข้างหน้าและพฤติกรรมไม่ติดตามข่าวสาร ดูแต่ละคร
 
                        น.ส.ถวิลวดี กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการป้องกันการคอร์รัปชั่นหรือสร้างทัศนคติให้ประชาชนนั้นส่วนตัวเห็นว่าในระยะเร่งด่วนที่มสภานิติบัญญัติ (สนช.) ทำหน้าที่อยู่คือ การยกร่างกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพื่อใช้เป็นกลไกคุมนักการเมือง รวมถึงออกกลไกที่สนับสนุนต่อการคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจ ทั้งด้านจริยธรรม และคุณธรรม