
ลุ้นสนช.สู้ต่อยก2-3ก.ม.ทวงหนี้คุ้มครองนอกระบบ
ลุ้นสนช.สู้ต่อยก2-3 ก.ม.ทวงหนี้คุ้มครองนอกระบบ : สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร, โอภาส บุญล้อม
หลังจากที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชั่วคราว) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิปสนช. มีมติเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าจะไม่นำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การทวงถามหนี้ พ.ศ.... ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ในการประชุมในสัปดาห์เดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปทบทวนเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสนช. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ และจะไปแก้ไขเพิ่มเติมให้ครอบคลุมการทวงหนี้นอกระบบ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ตามความเห็นของกรรมาธิการและสนช.อีกส่วนหนึ่ง
ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.... มีสาระสำคัญ คือ กำหนดความหมายของ ผู้ถูกถามหนี้ ลูกหนี้ ผู้ให้สินเชื่อ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎกระทรวง กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ พร้อมกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนทั้งโทษทางอาญาและโทษทางปกครอง
สำหรับที่มาที่ไป และความเป็นได้ ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านสนช.ในวาระ 3 ออกมาเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครอง "คนรากหญ้า" ที่มักถูกข่มขู่คุกคาม และบางรายถึงขั้นประทุษร้าย จากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบได้หรือไม่ ต้องอาศัยแรงผลักดันในการพิจารณาวาระ 2-3 ต่อไป เพราะถึงอย่างไร ความเห็นต่างของสองฝ่าย ก็ยังเป็นเหตุผลสองข้างที่มองโลกคนละมุม
สมชาย แสวงการ
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โฆษกวิปสนช.
ในคราวที่วิปสนช.ได้หารือกัน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ได้เชิญนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาร่วมด้วย รวมถึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเกี่ยวกับสาระร่าง พ.ร.บ. ได้แก่ คณะกรรมการกฤษฎีกา, สภาทนายความ, กระทรวงการคลัง รวมถึงตอบข้อซักถามของ วิป สนช. และหน่วยงาน ทั้งนี้พบประเด็นที่ยังไม่ครอบคลุม คือ 1.ไม่ได้คุ้มครองและปกป้องลูกหนี้นอกระบบ จึงควรปรับปรุงเหตุผลและสาระของร่างให้สอดคล้อง ทั้งนี้ กรรมาธิการได้สอบถามถึงการคุ้มครองลูกหนี้นอกระบบที่พบว่าบางครั้งถูกคุกคาม และข่มขู่ด้วยวาจาและอาวุธ ซึ่งหน่วยงานที่ชี้แจงระบุว่า ให้ไปใช้บทบัญญัติของกฎหมายอาญาทั่วไป ทำให้ทางกรรมาธิการมองว่ายังขาดความชัดเจน
2.จำนวนของเหตุการณ์ที่นำมาสู่การยกร่างกฎหมาย โดยประเด็นนี้ทางตัวแทนของสภาทนายความ ระดับอุปนายก ได้ซักถามว่ารอบปี 2556 ที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการทวงหนี้ในระบบมากี่เรื่อง โดยกระทรวงการคลังระบุว่ามี 78 เรื่อง ซึ่งถือว่าน้อยมาก ขณะที่หน่วยงานของสภาทนายความระบุว่า การทวงหนี้ด้วยวาจาที่ไม่สุภาพมีไม่เยอะ แต่คำร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงหนี้นอกระบบด้วยรูปแบบคุกคามมีจำนวนมากกว่า และ 3.กรณีการทวงถามหนี้ ร่างกฎหมายกำหนดให้ทำได้โดยบุคคลที่จดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และบุคคลที่จะฟ้องร้องคดีต้องเป็นทนายความที่ขึ้นทะเบียนไว้ ประเด็นนี้ทางสภาทนายความมีความกังวลว่าอาจมีการใช้อำนาจที่ซ้ำซ้อนกับบุคคลที่มีวิชาชีพเป็นทนายที่ต้องไปขึ้นทะเบียนเพื่อทวงถามหนี้ตามร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดอีก
ต่อมาได้เสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณาใน 2 แนวทาง คือ 1.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ เพื่อปรับปรุงในประเด็นที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะการทวงหนี้นอกระบบที่พบว่ามีปัญหามากกว่าการทวงหนี้ในระบบ ก่อนที่จะนำร่างกฎหมายบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.วาระแรก และ 2.นำร่างกฎหมายเข้าสู่วาระพิจารณาแรก และใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแก้ไขตัวร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และมีผลบังคับใช้ที่ครอบคลุมกรณีหนี้นอกระบบด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมได้สอบถามนายอำพน ในฐานะตัวแทนคสช.ว่า กรรมาธิการสามารถแก้หรือปรับปรุงรายละเอียดของร่างกฎหมายในส่วนที่ไม่ครอบคลุมได้หรือไม่ ซึ่งนายอำพนระบุว่าแก้ไขได้ ทำให้ที่ประชุมเห็นชอบว่าจะใช้แนวทางที่ 2
นี่เป็นที่มาที่ต้องชะลอ ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ในรอบแรก แต่เมื่อเคลียร์กับทาง คสช. ผ่านทางนายอำพน และได้รับความยินยอมให้แก้ไขเนื้อหาของร่าง กฎหมายได้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กลับเข้าสู่สารบบการพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วนได้อีกครั้ง
กรรมาธิการที่ตั้งจำนวน 25 คน ถือว่ามีความพิเศษกว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับอื่นๆ เป็นเพราะว่าในการประชุมชี้แจงสาระของร่างพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ในที่ประชุมวิปสนช. ได้พบประเด็นปัญหาที่หลากหลายและเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้ง ตำรวจ อัยการ ทนายความ และประชาชน จึงจำเป็นต้องให้ตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเสนอความเห็นและแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนประเด็นการแก้ไขและปรับปรุงบทบัญญัติในร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ นั้น ผมมองว่าต้องเพิ่มเติมตั้งแต่คำนิยาม เพื่อให้ครอบคลุมการทวงถามหนี้นอกระบบด้วย ส่วนบทบัญญัติในร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการทวงหนี้ในระบบถือว่ามีความสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว
เจษฎา อนุจารี
รองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองร่างกฎหมาย สภาทนายความ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.
หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้เคยสอบถามความเห็นมายังสภาทนายความก่อนนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ซึ่งทางสภาทนายความได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองร่างกฎหมายของสภาทนายความ ซึ่งมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีการออกร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ออกมา เพราะธนาคารหรือสถาบันการเงินมีกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคุมการทวงถามหนี้อยู่แล้วว่า การทวงถามหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องเป็นอย่างไร อะไรที่ทำได้ และอย่างไหนเป็นข้อห้าม ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารและสถาบันการเงินก็ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยวางไว้อยู่แล้ว
ในส่วนของทนายความ ก็มีจรรยาบรรณของทนายความกำกับไว้อยู่แล้วในการทวงถามหนี้ และมีสภาทนายความควบคุมดูแลทนายความในเรื่องการทวงถามหนี้ ไม่ให้ผิดจรรยาบรรณ หากร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ออกมาก็จะสร้างความยุ่งยากเพราะทนายความต้องไปขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ไปขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลย เพราะทนายความปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความอยู่แล้ว มีสภาทนายความควบคุมดูแลอยู่แล้ว ส่วนหนี้นอกระบบ ที่ใช้พวกนักเลงไปอุ้ม ตัดนิ้ว ทำร้ายร่างกาย โทรทวงถามหนี้เที่ยงคืน ตีหนึ่ง โทรทุก 15 นาที โทรประจานลูกหนี้ไปทั่ว แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะออกมาบังคับใช้ พวกหนี้นอกระบบก็ไม่ไปขึ้นทะเบียนกับทางการอยู่แล้ว และพวกหนี้นอกระบบก็ไม่สนใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ออกมาก็ใช้บังคับกับพวกหนี้นอกระบบไม่ได้อยู่แล้ว
------------------------------------------------------------------------
(หมายเหตุ : ลุ้นสนช.สู้ต่อยก2-3 ก.ม.ทวงหนี้คุ้มครองนอกระบบ : สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร, โอภาส บุญล้อม)



