ข่าว

มาร์คชี้สงครามยุติปัญหาพระวิหารไม่ได้

มาร์คชี้สงครามยุติปัญหาพระวิหารไม่ได้

02 ก.ค. 2552

นายกฯ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ระบุ เจรจาเขมรลดปัญหาความตึงเครียดแนวชายแดน ย้ำ สงครามไม่สามารถยุติปัญหาเขาพระวิหารได้ “สุเทพ” วอนสื่อ-คนไทยอย่าเติมเชื้อไฟปัญหาชายแดนไทย-เขมร ชี้ทหารมีวิธีจัดการลั่นไม่หนักใจ เผย 4 ก.ค.นี้เตรียมบินพบ “ฮุนเซน”

(2ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเจรจากับกัมพูชาว่า มีเป้าหมายตรงกันคือต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติ แต่เรื่องกำลังพลนั้นเป็นรายละเอียดและบางพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนเช่นวัด ก็ต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันก่อนแม้จะยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม
 
 เมื่อถามว่า สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ท้าทายศักดิ์ศรีของประเทศไทยตลอดเวลา  เรื่องนี้จะส่งผลถึงการพูดคุยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คิดว่า ตอนนี้ความเข้าใจของคนทำงานเป็นไปในทางที่ดี ส่วนการแสดงออกของฝ่ายการเมืองบางครั้งก็เป็นเรื่องปัญหาการเมืองภายในเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องเข้าใจ
 
 "ย้ำว่าไม่กระทบเพราะคนทำงานก็ต้องคุยกัน หากไปถามรมว.กลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ก็ยืนยันว่าการพูดคุยเป็นไปในเป้าหมายเดียวกันคือลดความตึงเครียดลง แน่นอนว่าต่างฝ่ายต้องระวังเพราะการเจรจานั้นจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบ"  
 
 เมื่อถามว่า ท่าทีล่าสุดของนายกฯกัมพูชาที่ระบุว่าพร้อมทำสงคราม   นายกฯกล่าวว่า   การพูดเรื่องความพร้อมนั้น ไทยก็มีความพร้อม   แต่สิ่งสำคัญนั้นคือการพูดคุยกันแล้วว่าไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา  เชื่อว่าในที่สุดแล้วทั้งสองประเทศจะเข้าใจว่าเมื่อมีการรบกันนั้น ไม่มีใครชนะ   จะเสียหายมาก สองประเทศก็อยู่ในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน มีงานที่ทำร่วมกันหลายเรื่อง เช่น คมนาคม การท่องเที่ยว การรวมตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม มันจึงไม่มีประโยชน์อะไร สุดสัปดาห์นี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯจะไปร่วมงานเปิดถนนในเส้นทางที่ไทยไปสนับสนุนกัมพูชา สิ่งนี้คือหลักของความสัมพันธ์ ปัญหาเขาพระวิหารนั้นต้องค่อยๆแก้ไข
 
 ส่วนคำพูดของนายกฯกัมพูชาที่เหมือนว่ามักเขกหัวรัฐบาลไทยเสมอๆนั้น นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องระวังเรื่องข่าวสาร
 
 เมื่อถามว่านายปองพล อดิเรกสาร อดีตกรรมการมรดกโลกของไทยระบุว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ   รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเดินทางไปสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่สเปนนั้น คัดค้านไม่เป็นผล เพราะเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนไปแล้ว   นายกฯกล่าวว่า ต้องเข้าใจข้อมูลว่าการตัดสินใจขึ้นทะเบียนนั้นเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ช่วงที่นายปองพลและนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศไปประชุม   แต่มันมีข้อกำหนดว่ากัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง เช่น การจัดทำรายงาน แผนที่ ข้อเสนอการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทและบริเวณโดยรอบ

สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องทำคือขั้นตอนเหล่านี้ต้องไม่กระทบกระเทือนอธิปไตยของไทย   ฉะนั้นจึงทักท้วงไปว่า รายงานของกัมพูชาที่ส่งไปให้คณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเดือนเม.ย.นั้น ไทยยังไม่เห็นเลยและไม่สามารถมั่นใจว่าจะไม่กระทบกระเทือนไทย จึงบอกไปว่ายังไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการ   คณะกรรมการมรดกโลกจึงเลื่อนการพิจารณาไปในเดือนก.พ. 2553 ฉะนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนและขออย่าทำให้สับสนว่าขึ้นทะเบียนแล้วหรือไม่ มันเป็นเรื่องของปีที่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือแก้ไขปัญหานั้นและกำลังทำได้ตามแนวทางที่กำหนด  

 "จุดยืนของไทยคือทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกว่า จริงแล้วการขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องมีจุดหมายนำไปสู่สันติภาพ โดยคนไทย คนกัมพูชาและคนทั้งโลกได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ หากทำไปแล้วเกิดความตึงเครียด การรบ และสูญเสียนั้น ไม่ใช่จุดประสงค์ขององค์การสหประชาชน ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลก มันคือจุดที่ไทยดึงและติงไว้ จึงเชื่อว่าข้อนี้จะมีน้ำหนักพอที่จะให้ไทยเข้าไปมีส่วนบอกว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากไม่ฟังไทยจะมีปัญหาเหมือนช่วงที่นายปองพลและนายนพดลดำเนินการในครั้งที่ผ่านมา   ปัญหาจึงเห็นอยู่ในวันนี้"
 
 เมื่อถามว่าการชี้แจงของนายสุวิทย์ทำให้เกิดปัญหาตามมาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า นายสุวิทย์ทำงานหนักและยืนยันว่าไปช่วยทำให้ประเทศสมาชิกเกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นกับกรณีที่เกิดขึ้น  ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอิงกับข้อตกลงที่จะมีกับกัมพูชาและกรรมการเจบีซี เช่น หนังสือ เอกสาร แผนที่
 
 เมื่อถามว่า แนวทางการแก้ไขปัญหานั้น สองประเทศจะไปขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารร่วมกันได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า  ในชั้นนี้ยังไม่พูดกัน   และจะทำให้เกิดความสับสนหลายเรื่อง ตราบที่เขตแดนยังไม่ชัด การจะขึ้นทะเบียนร่วมกันจะเกิดคำถามว่า เป็นพื้นที่ของใคร เว้นแต่ตกลงได้ว่าขึ้นทะเบียนร่วมกันโดยไม่มีข้อตกลงเรื่องเขตแดน เรื่องนี้ไม่ใช่ฝ่ายใดตัดสินใจได้   แต่การเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนนั้นกัมพูชาต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนและความเห็นของไทย    แต่ท้ายสุดจะขึ้นทะเบียนร่วมหรือไม่ก็อยู่ที่ไทย กัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกที่จะคุยกัน     แต่กัมพูชายังไม่ยอมคุยเรื่องนี้   
 
"วานนี้บางคนบอกว่าหากรัฐบาลคิดไปจดทะเบียนร่วมจะเกิดความเสียเปรียบ ผมดูกฎหมายเป็นหลัก จุดยืนสมัยที่เป็นฝ่ายค้านเคยมีอย่างไรก็ยังเหมือนเดิม   และอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสิ่งที่เดินอยู่นั้นต้องการทำอะไร ” 
 
เมื่อถามว่า บทบาทของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศในเรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีบทบาทเท่าที่ควร นายกฯกล่าวว่า นายกษิตดำเนินการอยู่และรายงานตนตลอด

สุเทพวอนสื่อ-คนไทยอย่าเติมเชื้อไฟปัญหาชายแดนไทย-เขมร

 เมื่อเวลา 13.30 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหารตามที่มีสื่อต่างประเทศรายงานความเคลื่อนไหว ว่า ทางการทหารไทยได้ตรึงกำลัง และมีการอพยพชาวบ้าน ขณะเดียวกันมีเสียงเรียกร้องให้มีการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ลดความรู้สึกที่ไม่ค่อยนุ่มนวลลง กรณีตามบริเวณชายแดนที่มีการเพิ่มทหารของทั้งสองฝ่ายมาก่อนหน้าที่ตนจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อพบสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าเมื่อได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซนแล้วคงทำให้บรรยากาศทุกอย่างดีขึ้น

 นายสุเทพ กล่าวว่า ส่วนเรื่องทางการทหารคงต้องให้ทหารพูคุยกันเองว่า ฝ่ายไหนจะถอนกำลังเมื่อไหร่ ลดกำลังลงอย่างไร เพราะทหารเขาจะมีวิธีการของการทหารเอง เพียงแต่เราอย่าไปเติมเชื้อหรือขยายวงให้รุนแรงขึ้น ตนคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือเราต้องเป็นมิตรกัน ไม่ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน ส่วนการเจรจานั้นก็ต้องค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ จะทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจในทันทีทันใดคงไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ทำหลายครั้ง หลายหน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่บทบาทการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นถือเป็นบทบาทหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ แต่เวลานี้กลับไม่เห็นมีบทบาทอะไรเลย นายสุเทพ กล่าวว่า ในฐานะตนรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ต้องการเห็นบ้านเมืองปลอดภัย ไม่มีเรื่องรุนแรง ไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ  ดังนั้นตนจะไม่ลดละที่จะดำเนินการให้เกิดความสงบร่มเย็นให้จงได้ และความกรุณาว่าอย่าเอาเรื่องของตนไปเปรียบเทียบกับเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศเพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทุกคนมีหน้าที่ช่วยเหลือบ้านเมืองด้วยกันทั้งนั้น

ใครมีขีดความสามารถที่จะทำอะไรได้ตรงไหนก็ทำกัน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศกับตนนั้นรู้จักกันมานาน รู้ฝีมือกันเป็นอย่างดีทำงานร่วมกันมาเกือบ 30 ปี ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา  ทั้งนี้ตนเห็นว่านายกษิตเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ท่านทำงานของท่านได้ดี และไม่เฉพาะเรื่องของกัมพูชาเท่านั้นที่ตนได้เข้าไปช่วยนายกษิต แต่ได้ช่วยประเทศไทยเนื่องจากตนมีความสัมพันธ์กันดีกับสมเด็จฮุนเซน ดังนั้นเรื่องนี้ขออย่าได้แปลความไปไกลกว่านั้น เพราะจะทำให้คนอื่นสับสนยิ่งขึ้น

 เมื่อถามว่าจะใช้ความสัมพันธ์อันดีนั้นเจรจาเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคุยกันอยู่เรื่อย ๆ และวันที่ 4 ก.ค.นี้ตนจะได้พบกับสมเด็จฮุนเซนอีกครั้งในงานเปิดถนนที่กัมพูชา โดยตนจะเดินทางด้วยเครื่องบินลงที่เสียมเรียบ และนั่งรถยนต์ต่อไปอีกชั่วโมงเศษถึงที่ที่จะทำพิธีเปิดถนน ซึ่งต้องรีบไปรีบกลับเพราะช่วงบ่ายมีอีกงาน

 ต่อข้อถามว่าในการเจรจาทุกครั้งที่ผ่านมากัมพูชายื่นข้อเสนอใดกับไทย นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นเรื่องข้อเสนอ เพราะบริเวณแนวชายแดนนั้นตนกับสมเด็จฮุนเซนเห็นตรงกันว่า เรื่องการแบ่งเขตชายแดนต้องให้คณะกรรมการที่มีความรู้ และเชี่ยวชาญด้านนี้ของทั้งสองฝ่ายทำกันไป และทั้งสองประเทศอย่าเอามาเป็นเหตุขัดข้องหมองใจกัน  ส่วนเรื่องอื่นที่จะร่วมมือกันได้ จะพยายามเร่งรัดขยายความร่วมมือเพื่อให้เกิดประโยชนย์ต่อประเทศชาติ และประชาชนของทั้งสองฝ่าย เวลาตนได้พบเจอกับสมเด็จฮุนเซนก็คุยกันทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ต่อทั้งสองประเทศ

 เมื่อถามว่าแต่เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้ว สมเด็จฮุนเซนกับไปให้ข่าวอีกอย่างหนึ่ง นายสุเทพ กล่าวว่า สื่อที่นี้ก็ถามตนอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน เป็นอย่างนี้บ่อย ดังนั้นตนจึงต้องระมัดระวังที่จะตอบคำถามสื่อเพื่อไม่ให้สมเด็จฮุนเซนรู้สึกว่าเมื่อคุยกันแล้วกลับไปประเทศก็ให้สัมภาษณ์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นตนก็ต้องระวัง

 “คนไทยต้องไม่ถูกชักจูงไปในกระแสยั่วยุให้ไปทะเลาะกับคนอื่น คนไทยทะเลาะกันเองก็กลุ้มมากแล้ว ถ้าไปทะเลาะกับคนอื่นยิ่งทำให้ประเทสเสียหายมากยิ่งขึ้นอีก พี่น้องคนไทยก็ช่วยกรุณาใจเย็นๆ แล้วให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้พยายามทำหน้าที่ของเขาไป ผมเชื่อว่าไม่เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างแน่นอน ผมประเมินว่าชายแดนไทยกัมพูชานั้นไม่มีความตึงเครียด ” นายสุเทพ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ทำไมนายอำเภอกัณทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ต้องเริ่มอพยพประชาชนแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นต้องไปถามนายอำเภอแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตนยังไม่ได้ถาม

 เมื่อถามว่า เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและไม่ให้สื่อถามผิดประเด็นไปจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะมานั่งร่วมแถลงข่าวกันเพื่อความชัดเจนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่มีความจำเป็นอะไรถึงขนาดนั้น ตนเห็นว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นไปในทิศทางที่ดี

 เมื่อถามว่าทำอย่างไรจะไม่ถูกมองว่าไทยเป็นฝ่ายเดินตามเกมของกัมพูชา นายสุเทพ กล่าวว่า เราไม่ได้เดินตามเกมเขา ต่อข้อถามว่าแต่เขาเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาทุกที นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เราก็อย่าไปตามประเด็น เมื่อถามว่าแต่คนไทยฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ นายสุเทพ กล่าวว่า เราต้องอดทนอย่าไปเติมเชื้อไฟ