
เบื้องหลัง การเด็ดปีกกองพลน้อยอัล กัสซัม ที่กาซา
31 ส.ค. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เบื้องหลัง การเด็ดปีกกองพลน้อยอัล กัสซัม ที่กาซา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
"สงคราม 50 วัน" ที่ฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยุติลงแล้ว พร้อมกับชีวิตของชาวปาเลสไตน์ 2,143 ราย และชาวยิวอีก 69 ราย โดยบรรดาผู้มองโลกในแง่ดี รวมไปถึงนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ต่างวาดหวังว่าการหยุดยิงครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในที่สุด รวมทั้งสามารถร่วมด้วยช่วยกันขุดรากถอนโคนบรรดาต้นตอของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น
พูดเหมือนกับไม่ยอมรับรู้ว่าการเจรจาสันติภาพที่ว่านี้แท้ที่จริงก็เหมือนกับมวยล้มต้มคนดู เป็นสันติภาพที่แสนจะเปราะบางพร้อมจะถูกละเมิดเมื่อใดก็ได้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แม้กระทั่งในหนังสือเรื่อง "Hard Choices" ของนางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐก็ยังอุทิศบทที่ 20 ทั้งบทความยาว 16 หน้า พูดถึงปัญหาของฉนวนกาซาโดยเฉพาะ
"...ช่วงต้นเดือนมกราคม 2009 กองทัพอิสราเอลเปิดฉากบุกภาคพื้นดินฉนวนกาซา เพื่อไม่ให้กลุ่มติดอาวุธยิงจรวดข้ามพรมแดน หลังจากการสู้รบอันโหดร้ายดำเนินไปเกือบ 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 1,400 รายในฉนวนกาซา อิสราเอลจึงถอนทัพแล้วปิดล้อมดินแดนปาเลสไตน์ เหตุรุนแรงระหว่างกันเกิดขึ้นประปรายในช่วง 2-3 ปีต่อมา มีการยิงจรวดกว่า 100 ลูกเข้าไปยังตอนใต้ของอิสราเอลในปี 2009 และ 2010 รวมถึงการโจมตีด้วยปืนครกเป็นระยะๆ ในบางกรณีเครื่องบินอิสราเอลได้โจมตีทางอากาศเพื่อตอบโต้ สถานการณ์แบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่ตามมาตรฐานของภูมิภาคนี้แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบสงบ
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปี 2011 กลุ่มสุดโต่งลุกขึ้นจับอาวุธอีกครั้งขณะที่สถานการณ์ส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางถูกคลื่นการปฏิวัติพัดพาไป ความรุนแรงได้ลุกลามตามมา อิสราเอลถูกโจมตีด้วยจรวดหลายร้อยลูกในปีนั้นและยิ่งรุนแรงมากขึ้นในปีต่อมา กระทั่งวันที่ 11 พฤศจิกายน เอฮุด บารัก รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เตือนว่าอิสราเอลอาจลงมือกับกลุ่มก่อการร้ายในฉนวนกาซาหลังจากมีการยิงจรวดอีกกว่าร้อยลูกเข้าไปทางใต้ของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมง ทำให้ชาวอิสราเอลบาดเจ็บ 3 คน..."
นี่คือเศษเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฉนวนกาซาในช่วง 4 ปีที่ฮิลลารี คลินตัน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของปัญหานี้ที่ยากจะแก้ไข ในเมื่อรู้ๆกันอยู่ว่าไม่ได้แก้ไขตรงจุด เหมือนจับคู่แต่งงานผิดฝาผิดตัวก็ไม่ปาน เพราะเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลไม่ได้อยู่ที่ฮามาส หากอยู่ที่กลุ่มสุดโต่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มฮามาสอีกต่อหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือใช้ฮามาสเป็นเปลือกหอยสำหรับซ่อนตัวอยู่ข้างใน
และนี่ก็คือเป้าหมายสำคัญที่ลูกหลานคิงโซโลมอนต้องการจะเด็ดปีกท้ายสุด หลังจากสามารถสังหารผู้นำระดับรองผู้บัญชาการได้ถึง 3 คน อิสราเอลถึงยอมยุติการทำสงครามสอนบทเรียนอีกบทหนึ่ง เป้าหมายที่ว่านี้ก็คือกองกำลังกองพลน้อย เอซเซดีน อัล กัสซัม (อีคิวบี) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่ฝังของกลุ่มสุดโต่งฮามาส โดยถือกำเนิดอย่างเป็นทางการช่วงที่ชาวปาเลสไตน์ลุกฮือก่อจลาจลเพื่อทำสงครามขั้นแตกหัก หรืออินทิฟาดาเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2530-2537 แต่นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าอีคิวบีเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 ช่วงที่ถูกตัดขาดจากผลของการเจรจาต่อรองจนมีการลงนามในความตกลงออสโล
ไม่ว่าจะถือกำเนิดเมื่อใด ที่แน่ๆ อีคิวบี ได้เน้นการใช้อาวุธเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของอิสราเอล มีการจัดหาอาวุธจากแหล่งต่างๆ รวมไปถึงจากลิเบียและเกาหลีเหนือมาเสริมการต่อสู้อย่างไม่ขาดมือ ทั้งอาวุธเบา ระเบิด ปืน ค.จรวด เข็มขัดพลีชีพ แม้กระทั่งขีปนาวุธต่อต้านรถถังและอากาศยาน รวมไปถึงการคอยเกณฑ์คนใหม่ๆ มาร่วมการต่อสู้ โดยสมาชิกใหม่จะถูกฝึกให้มีวินัยสูงในการเชื่อฟังคำสั่งควบคู่ไปกับการฝึกอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธที่มุ่งโจมตีเป้าหมายทางทหารหรืออาวุธที่สามารถสร้างความสูญเสียจำนวนมาก อาทิ การลอบวางระเบิดรถยนต์ และระเบิดพลีชีพ ซึ่งจะทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับสิบหรือนับร้อยคนในแต่ละครั้ง กระทั่งมีชื่อติดในบัญชีดำของสหภาพยุโรป สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอังกฤษ
นับจากปี 2537-2543 อีคิวบีได้ลงมือโจมตีเป้าหมายอิสราเอลเป็นระลอกๆ เริ่มตั้งแต่อินทิฟาดาครั้งที่ 2 ในเวสต์แบงก์ แต่ถูกทหารอิสราเอลถล่มแหลกจนแทบราบเป็นหน้ากลองในปี 2547 สุดท้ายต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ด้วยการขอซุกอยู่ใต้อุ้งปีกของฮามาสภายใต้ข้อตกลงว่าขอมีอิสระในการตัดสินใจ ดังที่ผู้นำฮามาสคนหนึ่งเปิดเผยว่าอีคิวบีเป็นอีกปีกหนึ่งของฮามาสที่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่จะมีผู้นำของตัวเองและไม่ต้องฟังคำสั่งของฮามาส รวมทั้งไม่ต้องบอกฮามาสว่ามีแผนจะทำอะไร โดยเนื้อแท้แล้วเหมือนกับแค่อาศัยฮามาสเป็นเกราะกำบังเท่านั้น เนื่องจากต่างมีผลประโยชน์เอื้อต่อกัน ในส่วนฮามาสจะได้มีอำนาจต่อรองขณะเปิดเจรจาต่อรองเพื่อสร้างสันติภาพขึ้นที่ฉนวนกาซา
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้เปรียบเทียบอีคิวบีว่าคล้ายกับกลุ่มซินน์ เฟน ที่ฝังตัวอยู่ในกลุ่มกองทัพกู้ชาติไอร์แลนด์เหนือ หรือไออาร์เอ โดยพลพรรคจะปฏิบัติการอิสระไม่ขึ้นกับใคร แต่จะฟังคำสั่งจากกลุ่มผู้นำเท่านั้น
ในส่วนของการปฏิบัติงานของอีคิวบีจะเน้นการปิดลับสุดยอด โดยเฉพาะชื่อของผู้นำ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าใครเป็นใครก็ต่อเมื่อพลีชีพแล้วเท่านั้นจึงค่อยมีการเปิดเผยให้โลกภายนอกได้รับรู้ แต่สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ความผิดพลาดของอีคิวบีในเรื่องการปิดชื่อผู้นำเป็นความลับนั้นเกิดขึ้นคราวที่ทหารอิสราเอลได้ถอนทหารออกจากเขตยึดครองที่ฉนวนกาซา ด้วยความดีใจ ในเว็บไซต์ของอีคิวบีจึงได้เปิดเผยรายชื่อ รูปภาพและผลงานของ 3 แกนนำเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าผู้บัญชาการสูงสุดคือโมฮัมเหม็ด เดอิฟ เบอร์ 2 ได้แก่อาเหม็ด จาบารี ส่วนผู้ช่วยผู้บัญชาการในเขตเมืองกาซาซิตี้ ก็คือราอิด ซาอิด ขณะที่อาหมัด อัล กอนดูร์ ดูแลทางตอนเหนือของฉนวนกาซาและค่ายผู้อพยพจาบัลยา มูฮัมหมัด อาบู ชามาลา ดูแลพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา และมูฮัมหมัด อัล ซานวาร์ ดูแลข่าน ยูนิส
นับจากนั้นเป็นต้นมา ทหารอิสราเอลก็สั่งจับตายผู้นำเหล่านั้น โดยเฉพาะเดอิฟที่ตกเป็นเป้าลอบสังหารถึง 5 ครั้งแต่ดวงแข็งรอดมาได้ทุกครั้ง เริ่มจากส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่มบ้าน 3 ชั้นหลังหนึ่งใกล้กาซาซิตี้เมื่อกลางปี 2549 ระหว่างที่เดอิฟ พร้อมด้วยอาห์หมัด กอนดูร์ และราอิด ซาอิด กำลังประชุมกัน แต่ 2 ใน 3 ของแกนนำสามารถหลบหนีไปได้โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่เดอิฟ บาดเจ็บสาหัสต้องใช้เวลาผ่าตัด 4 ชั่วโมง ตามด้วยการทิ้งระเบิดถล่มรถยนต์สังหารอาบู ซากาเรีย อัล จามัล ผู้นำด้านอาวุธของอีคิวบี ไล่เลี่ยกันนั้น ยังได้ทิ้งระเบิดสังหารผู้นำอีคิวบีอีก 2 คนที่ข่าน ยูนิส ต่อมาระหว่างปฏิบัติการเสาค้ำเมฆาของอิสราเอล ในปลายปี 2555 ได้สังหารอาเหม็ด จาบานี ผู้นำหมายเลข 2 ของอีคิวบี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม เครื่องบินรบอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดถล่มบ้านพักของโมฮัมเหม็ด เดอิฟ ทำให้มูฮัมหมัด อาบู ชามาลา รองผู้บัญชาการที่ฉนวนกาซาตอนใต้ รวมทั้งราอิด อับ อตาร์ ผู้บัญชาการประจำเมืองราฟะห์และผู้วางแผนสร้างเครือข่ายอุโมงค์ลอดข้ามพรมแดนเข้าไปในอิสราเอล และโมฮัมเหม็ด บาร์ฮูม สมาชิกของสภาทหารระดับสูงของฮามาส รวมทั้งภรรยาและลูกวัย 7 เดือนของเดอิฟเสียชีวิต แต่เดอิฟรอดตายหวุดหวิดอีกครั้ง
นอกจากพยายามปิดลับชื่อของผู้นำแต่ไม่สำเร็จแล้ว อีคิวบียังปิดลับจำนวนแท้จริงของสมาชิกว่ามีเท่าใดกันแน่ จะรู้เฉพาะในหมู่ผู้นำเท่านั้น หน่วยข่าวกรองอิสราเอลคาดว่าอีคิวบีมีแกนนำหลายร้อยคน ซึ่งผ่านการฝึกอาวุธเยี่ยงทหารที่อิหร่านและซีเรีย โดยนักรบทุกคนจะสวมหมวกฮู้ดสีดำคาดด้วยแถบผ้าสีเขียวปกปิดใบหน้า แต่ละหน่วยย่อยของอีคิวบีจะเป็นอิสระไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใครและทำอะไร นอกจากนี้ยังมี "สาย" อีกราวหมื่นคน ฝังตัวในคราบต่างๆ รวมไปถึงกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน, ฮามาส และผู้สนับสนุน ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน สายเหล่านี้พร้อมจะกลายร่างเข้ามาเสริมกำลังให้กับอีคิวบี
แหล่งข่าวบางกระแสประเมินว่าอีคิวบีมีกำลังพลราว 20,000 ราย แต่บางกระแสว่าอาจจะมีมากเกือบๆ 60,000 ราย แต่ผลจากการถูกกวาดล้างอย่างหนักอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้พลพรรคของกลุ่มหลายร้อยคนถูกสังหารหรือถูกจับหรือถูกลอบสังหารหรือการใช้กำลังอื่นๆ หนำซ้ำ อีกหลายร้อยคนรวมไปถึงระดับนำก็ถูกคณะบริหารปาเลสไตน์กวาดล้างครั้งใหญ่ระหว่างปี 2538-2543 กล่าวได้ว่านับตั้งแต่มีการรณรงค์อัล อัคซา อินทิฟาดาเมื่อเดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมามีพลพรรคของอีคิวบีกว่า 800 คนต้องพลีชีพเพื่ออุดมการณ์
โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลได้ลงมือปราบปรามอย่างหนักเพื่อตอบโต้การกระทำของอีคิวบีที่ประสบความสำเร็จในการก่อวินาศกรรมและสังหารเป้าหมายภายใต้การสนับสนุนจากหลายกลุ่ม และด้วยความเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งจะคืนความเป็นธรรมให้ชาวปาเลสไตน์เมื่อสามารถปลดปล่อยฉนวนกาซา
------------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เบื้องหลัง การเด็ดปีกกองพลน้อยอัล กัสซัม ที่กาซา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)